พิมพ์หน้านี้
|
ใครว่าปัญหา"ซับไพร์ม"มีแต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองไทยก็มีปัญหาซับไพร์มเหมือนกัน และกำลังรอเวลาปะทุ "ซับไพรม์" หรือ sub-prime mortgage หมายถึง สินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ที่มีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐาน หรือคุณภาพรองลงมา โดยใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ลูกหนี้กลุ่ม "ซับไพรม์" นี้สถาบันการเงินทั่วไปจะไม่ปล่อยกู้ จึงมีการตั้งบริษัทอิสระมาปล่อยกู้แทน ส่วนเงินที่บริษัทเหล่านั้นนำมาปล่อยกู้ ก็ใช้วิธีออกตราสารหนี้ แล้วใช้อสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้นั่นแหละ ค้ำประกันตราสารหนี้อีกที หากมีปัญหา ลูกหนี้ผิดชำระหนี้ บริษัทเหล่านั้นก็ขายอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ เพื่อนำเงินไปจ่ายคืนให้คนที่ซื้อตราสารหนี้ คล้ายๆ ธนาคารยึดทรัพย์ขายทอดตลาด แล้วเอาเงินมาจ่ายให้ผู้ฝากเงินนั่นแหละ ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ราคาอสังหาฯในสหรัฐสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการปล่อยกู้ซับไพร์มมากมาย พร้อมกับการขายตราสารหนี้ออกไปทั่วโลก พอมาปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มไม่ค่อยดี ลูกหนี้ซับไพรม์เริ่มไม่จ่ายหนี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน อสังหาฯในสหรัฐ ราคาก็ตกเอาตกเอา บริษัทที่ปล่อยกู้ก็เลยเจอ 2 เด้ง เด้งแรก ถูกเบี้ยวหนี้ เด้งที่ 2 อสังหาฯที่มีอยู่ ราคาต่ำลง เงินก็เลยชักขาดมือ ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ที่ซื้อ "ตราสารหนี้" ผลก็คือ พวกที่ซื้อตราสารหนี้ "ซับไพรม์" เหล่านี้ เช่นสถาบันการเงิน กองทุนรวมและเฮดจ์ฟันด์ต่างขาดทุนย่อยยับจากตราสารหนี้ที่ถือไว้ เมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนทราบข่าว ก็รีบเทขายหน่วยลงทุนออกมา ทำให้กองทุนเหล่านี้ต้องเทขายหุ้นตาม เพื่อเตรียมเงินสดไว้ให้ผู้ที่ไถ่ถอนหน่วยลงทุน มันจึงสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก เพราะกองทุนเหล่านี้ลงทุนในหุ้นทุกภูมิภาคทั่วโลก (ข้อมูลคัดย่อจาก คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย เสาวรส รณเกียรติ มติชนรายวัน ) ถ้าซับไพร์ม หมายถึงลูกหนี้ที่มีเครดิตทางการเงินต่ำ ผู้ไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินทั่วไปได้ ผมคิดว่าเมืองไทยมีคนในความหมายนี้เยอะมาก ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คนเหล่านี้ถูก spoil (ทำให้เสียคน,นิสัยเสีย) ให้ใช้เงินเกินตัวจากนโยบายประชานิยมต่างๆที่มุ่งเน้นในการบริโภค ซื้อโทรศัพท์มือถือ ซื้อทีวีจอแบน พอหมุนเงินไม่ทัน ก็ใช้วิธีกู้เงินจากแหล่งเงินกู้นอกระบบที่มีอยู่ดาษดื่น มีใบปลิวโฆษณาตามตู้โทรศัพท์ หรือเสาไฟฟ้า แทบทุกแห่ง จากหนี้ที่มีอยู่ประมาณ 2-3 แสนบาท กู้เพิ่มมาเรื่อยๆ จนหนี้พอกขึ้นมาเป็น 1-2 ล้านบาท พอหมดแหล่งเงินกู้ หมุนเงินต่อไปไม่ไหวแล้ว ก็หลบลี้หนีหน้า ที่เลวร้ายหน่อยก็เริ่มขโมย ปล้นจี้ ธนาคาร ร้านทองหรือร้านเซเว่นฯ ซึ่งได้ข่าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นหนี้NPLของนักธุรกิจนักลงทุน มาปีนี้ NPLของคนรากแก้ว คนหาเช้ากินค่ำเริ่มปะทุ เรื่องนี้ไม่ได้เกินความคาดหมาย นักวิชาการพูดเรื่องนี้มา2-3 ปีแล้ว และทำนายไว้ด้วยว่าประมาณปี 2550-2551 หนี้เหล่านี้จะปะทุ เพราะลูกหนี้จะหมุนเงินต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักวิชาการพากันต่อต้านนโยบายประชานิยมของนายกฯทักษิณ เพราะเชื่อว่านายกฯทักษิณไม่ได้มีเจตนาช่วยเหลือคนจนอย่างแท้จริง หวังเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความนิยม เพื่อผลทางการเมืองเท่านั้น ที่น่าเศร้าใจก็คือ ยังมีเหล่าสาวกของนายทักษิณ ชินวัตร ทำตัวเป็นบัวใต้น้ำ เที่ยวออกโพนทะนาว่า ที่คนรากแก้วไม่มีเงินใช้ ไม่มีเงินหมุนช่วงนี้ เพราะ รัฐบาลชุดใหม่บริหารงานไม่เป็น NPLของคนรากแก้วจึงเป็น เนื้อที่ไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่เป็นกระดูกแขวนคอของรัฐบาลใหม่โดยแท้ |
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |