พิมพ์หน้านี้
|
การตัดสินใจอนุมัติของธปท.ให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตสามารถปรับขึ้นเพดานอัตราดอกเบี้ยจาก 18%เป็น 20%ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เสมือนการช่วยออกแรงกดด้ามมีดที่กำลังกรีดลงหลังผู้ใช้บริการ คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ในตอนนั้นใครก็รู้ว่า ปี 2550 ดอกเบี้ยไทยกำลังจะกลับเป็นขาลง การตัดสินใจของแบงก์ชาติเป็นการตัดสินใจที่ไร้วิสัยทัศน์ , ไร้ซึ่งคุณธรรม หรือทั้งสองอย่าง ทำไมจึงบอกว่า ใครๆก็รู้ว่าดอกเบี้ยจะเป็นขาลง เพราะธปท.เองวางนโยบายไว้ว่า จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามภาวะเงินเฟ้อ ในปี 2549 เงินเฟ้อปรับขึ้นสูงมาก เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ฐานราคาในปี 2548 อยู่ในระดับต่ำ จากการอุดหนุนราคาน้ำมันของรัฐบาลทักษิณ เพื่อหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง พอถึงปี 2550 หากราคาน้ำมันไม่พุ่งเกิน 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าเงินเฟ้อจะไม่เพิ่มสูง เพราะฐานราคาในปี 2549 เป็นราคาที่ลอยตัวสูงอยู่แล้ว อีกทั้งความวุ่นวายทางการเมืองทำให้คนไทยไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย จึงคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าดอกเบี้ยจะลดลง คงมีแต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ของธปท.ที่มองไม่ออกว่าเงินเฟ้อกำลังดิ่งลง พยายามซื้อเวลาไม่ยอมลดดอกเบี้ย จนถูกคนด่าทั้งบ้านทั้งเมือง สุดท้ายต้องลดดอกเบี้ย R/P แบบฮวบฮาบครั้งละ 0.5 %เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ผมจึงบอกว่า ธปท.ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ไปเพิ่มดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการโดยไม่รู้ว่าดอกเบี้ยกำลังจะลง แต่ถ้าอ้างว่าต้นทุนของผู้ประกอบการสูง กำไรน้อย ผมอยากให้ดูข้อมูลที่แบงก์ชาติเผยแพร่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า บริษัทบัตรเครดิตสิ้นปี 2549 มียอดสูงถึง 462 แห่ง เทียบกับปี 2548 ที่มีเพียง 164 แห่ง ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่มีกำไร บริษัทต่างๆจะแห่กันมาทำธุรกิจนี้กันมากขนาดนี้เชียวหรือ เพิ่มขึ้นเป็น 282 % หรือเกือบ 3 เท่าตัวของเดิม และถ้าจะบอกว่าธปท.รู้ข้อมูลเหล่านี้ดี ก็แสดงว่าไม่ได้พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนเลย กลับให้การสนับสนุน การเอารัดเอาเปรียบประชาชน เดิมเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ 18%ก็นับว่าสูงมากอยู่แล้ว เพราะผู้ประกอบการสามารถระดมทุนได้ที่อัตรา 6-7 % แถมยังสามารถเรียกเก็บจากร้านค้าได้อีก 2-3% ของวงเงินทุกครั้งที่ใช้บัตร การอ้างว่าสินเชื่อบัตรเครดิตมีความเสี่ยงสูง เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ก็ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เป็นเพราะผู้ประกอบการต่างแย่งกันออกบัตรให้ลูกค้าโดยไม่มีการกลั่นกรองเลย เมื่อมีปัญหากลับเรียกร้องให้ผู้บริโภคช่วยกันเฉลี่ยค่าใช้จ่าย ทำไมผู้ประกอบการไม่รับความผิดที่ตนเองทำไว้เอง คุณเชื่อผมหรือไม่ว่า ถ้าวันนี้ธปท.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเหลือ 12% ก็ยังมีผู้ประกอบการที่พร้อมจะดำเนินกิจการต่อ เพียงแต่เขาจะคัดเลือกลูกค้ามากขึ้น ปัญหาหนี้บัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้นทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความหย่อนยานในการคัดเลือกลูกค้า เพราะนึกย่ามใจว่ามีรายได้ที่สูงจากลูกค้ามาชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วที่จะมีการคิดดอกเบี้ยตามประวัติการชำระเงิน ถ้าลูกค้าคนนั้นไม่เคยหนีหนี้ ผ่อนชำระตามกำหนดสม่ำเสมอ อาจจะจ่ายเต็มจำนวนบ้าง ผ่อนชำระบ้าง แต่ไม่เคยผิดนัดชำระ เป็นอย่างนี้มานับ 10 ปี เขาควรได้ดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีที่ 12% ยังดีกว่าเศรษฐีบางคนที่หนีหนี้สถาบันการเงินบ้าง ล้มบนฟูกบ้าง แต่กลายเป็นลูกค้าระดับเพลตตินัม ทั้งๆที่มีประวัติคดโกง เรื่องอย่างนี้ทำไม แบงก์ชาติไม่คิดจะทำบ้าง ดอกเบี้ยบัตรเครดิต 20% ดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลที่ 28% ขณะที่ประชาชนนำเงินไปฝากประจำได้ดอกเบี้ย 2-3% ไม่ว่ามองในมุมไหนก็ไม่มีเหตุผล ตรรกะง่ายๆอย่างนี้ทำไมแบงก์ชาติถึงมองไม่ออก ไม่เข้าใจจริงๆ |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||