วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน 2550
ปัญหาซับไพร์ม ทำไมถึงลามไปอังกฤษ ฝรั่งเศสและไทย
Posted by
บรรยง
,
ผู้อ่าน : 502
, 16:11:30 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ซับไพร์ม ( Subprime loans ) หมายถึง สินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้ลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ โดยใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่เนื่องจากประวัติการเงินที่ไม่ดี มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูงกว่าคนทั่วไป ทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยสูงกว่าอัตรามาตรฐานสำหรับผู้ซื้อบ้านที่เรียกว่า prime rate (คล้าย MLR บ้านเรา) จึงถูกเรียกว่าพวก subprime คือเครดิตต่ำกว่าระดับที่จะได้ดอกเบี้ย prime rate นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยของกลุ่มซับไพร์มก็ยังต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่มาก เพราะเป็นการกู้ยืมที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันนั่นเอง ปกติ ธนาคารจะไม่ปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มซับไพร์ม แต่ในภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟู ราคาบ้านเพิ่มขึ้นทุกปีๆละ 10-15 % ใครๆก็อยากมีส่วนแบ่งในเค๊กก้อนนี้ เพราะคิดว่าไม่มีความเสี่ยง เนื่องจาก หากลูกหนี้เบี้ยวหนี้ ก็สามารถยึดบ้านขายทอดตลาดได้ราคาดี โดยธนาคารมักจะไม่ขาดทุน เพราะราคาบ้านสูงขึ้นทุกปี ธนาคารใหญ่ๆจึงตั้งสถาบันการเงินย่อยเป็นบริษัทลูกขึ้นมา เพื่อปล่อยกู้ลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ในความรู้สึกลึกๆแล้ว ธนาคารใหญ่ๆก็ตระหนักดีว่า สินเชื่อซับไพร์มมีความเสี่ยง จึงหาทางป้องกันไว้ โดยการโอนความเสี่ยงส่วนหนึ่งไปให้คนอื่นแทน วิธีการคือ นำหลักทรัพย์ค้ำประกันพวกบ้าน ที่ดิน มาจัดรวมกับหุ้นกู้และสินเชื่ออื่นๆ รวมกันเป็นกองๆคล้ายกองทุนรวมแล้วตั้งราคาขายออกไป พร้อมกับตั้งชื่อหลักทรัพย์ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่นี้ว่า Collateralized Debt Obligation (CDO) หลักการของมันก็คล้ายๆกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ บางแห่งมีอาคารใหญ่ๆไว้ให้คนเช่า แต่ต่อมาเกิดไม่อยากเสียเวลามาเก็บค่าเช่าทีละเดือนๆ และไม่อยากมารับความเสี่ยงว่า อนาคตจะมีคนมาเช่าหรือไม่ อัตราเข้าพักมากน้อยขนาดไหน จึงให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)มาตีราคาตึกแล้วขายออก โดยบลจ.ต้องไปหาคนมาซื้อ ด้วยการตั้งกองทุนรวมระดมเงินทุนจากรายย่อย โดยสัญญาว่าจะนำค่าเช่าที่เก็บได้มาจ่ายเป็นเงินปันผล ซึ่งมักจะตกประมาณ 7-8 % สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร อาจจะมีการรับประกันเงินปันผลใน 2-3 ปีแรก แต่ไม่มีการรับประกันในระยะยาว ปัญหาคือ ราคาตึกที่ตั้งเหมาะสมแค่ไหน เพราะส่วนใหญ่ราคาที่ตั้งมักจะสูงเกินจริง เจ้าของตึกจะวาดภาพให้สวยหรูว่า อาคารอยู่ในทำเลที่ดีเยี่ยม มีคนเช่าเกือบเต็มตลอดเวลา ค่าเช่าก็เพิ่มขึ้นทุกปี กระแสเงินสดที่เข้ามาสูงมากทำให้สามารถนำมาจ่ายเงินปันผลได้ไม่ต่ำกว่า 7-8 %ทุกปี แต่ในความเป็นจริง อนาคตเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ หากเศรษฐกิจประเทศไทยเข้าสู่วัฎจักรขาลง คนเช่าก็อาจลดลงไม่ถึงครึ่ง ค่าเช่าไม่ต้องพูดถึงว่า จะขึ้นไปได้ถึงไหน ดีไม่ดีอาจต้องลดราคาค่าเช่าเพื่อแข่งกับอาคารข้างเคียงก็ได้ เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าของตึกก็สบายไปแล้ว ขายอาคารได้เงินสด รับรู้รายได้ไปเรียบร้อย นำเงินไปลงทุนโครงการใหม่ เพื่อทำกำไรรอบใหม่ ปล่อยให้ผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยรับความเสี่ยงไป CDO ก็มีลักษณะเดียวกัน นำบัญชีลูกหนี้และหุ้นกู้มารวมกัน แล้วสัญญาว่าดอกเบี้ยและค่างวดที่เก็บได้จะนำมาจ่ายเป็นเงินปันผล ประมาณ7-8 % โดยมีบริษัทจัดอันดับเครดิตที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่า Moody's หรือ S&P มารับประกันว่า หลักทรัพย์เหล่านี้มีเครดิตระดับน่าลงทุนทั้งสิ้น ขณะที่ประเทศที่มีพัฒนาการทางการเงิน การลงทุนที่ทันสมัย เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศสหรือแม้แต่ไทย ล้วนแต่ไม่อยากตกกระแส จึงเข้าไปร่วมลงทุนในนวัตกรรมทางการเงินตัวใหม่ที่ชื่อว่า CDO นี้ เพื่อหวังมีส่วนร่วมในความเฟื่องฟูของตลาดการเงินอเมริกา โดยมีผลตอบแทนที่สูง มีการรับรองจาก Moody's และ S&P เป็นตัวจูงใจ แต่การลงทุนอะไรที่ให้ผลตอบแทนมากๆ ย่อมทำให้คนเกิดความโลภ มีการเก็งกำไรเกิดขึ้น คนที่ซื้อบ้านแล้วได้กำไร ก็ซื้อเพิ่มอีก 1-2 หลัง เพื่อจะได้กำไรมากขึ้น จนถึงจุดอิ่มตัว บ้านสร้างมากเกินไป มีแต่คนซื้อเก็งกำไร คนซื้อเพื่ออยู่จริงมีน้อย ราคาบ้านเริ่มทรงตัวและลดต่ำลง คนที่ไม่มีรายได้มากพอสำหรับค่าผ่อนบ้าน ก็ต้องขายบ้านออกเพื่อไม่ให้ผิดนัดชำระ และคนก็เริ่มขายบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับสินเชื่อบ้านในสหรัฐมักเป็นแบบดอกเบี้ยคงที่ใน 2-3 ปีแรก โดยผ่อนเฉพาะดอกเบี้ยไม่ต้องผ่อนเงินต้น พอเลย 2-3 ปี ก็ต้องเปลี่ยนเป็นผ่อนดอกเบี้ยลอยตัวพร้อมรวมเงินต้นเข้าไปด้วย ทำให้ค่างวดที่ต้องส่งสูงขึ้น ส่งผลให้มีการผิดนัดชำระมากขึ้น มีการขายบ้านแบบยอมขาดทุนตามมา เราจึงเห็นแนวโน้มราคาบ้านลดลงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาหลังจากขึ้นมาต่อเนื่อง 7-8 ปี เมื่อคนหยุดจ่ายค่างวดมันก็เหมือนหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ กระแสเงินไหลเข้าเพื่อนำมาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือCDOลดลง ทำให้มีการขายCDOออก ยิ่งราคาอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาตกต่ำ ราคาCDOที่มีสินเชื่อพวกนี้ผสมอยู่ก็ลดฮวบตาม หรือแม้แต่ไม่มีการซื้อขาย จนไม่สามารถกำหนดราคาตลาด (mark to market) ได้ ธนาคารหรือนักลงทุนสถาบันที่ไปลงทุนซื้อCDOไว้ ก็ต้องตั้งสำรองการด้วยค่าของหลักทรัพย์พวกนี้ไว้(คล้ายๆกับการแทงหนี้สูญ) ขาดทุน 20%บ้าง 30%บ้าง สถาบันการเงินในสหรัฐโดนเยอะหน่อย เพราะบางทีก็ซื้อไปมากันเอง ขณะที่ธนาคารในอังกฤษ ฝรั่งเศส ก็โดนรองๆลงมา เพราะมีการเชื่อมโยงของการเงิน การลงทุนกับสหรัฐอย่างใกล้ชิด ส่วนธนาคารในไทยก็ไม่น้อยหน้า เท่าที่ทราบก็มีธนาคารไทยธนาคาร ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารกรุงเทพที่ไปลงทุน แต่ในปริมาณที่ไม่มากนัก (ไม่ถึง 1%ของสินทรัพย์) ก็โดนธปท.สั่งให้ตั้งสำรองความเสียหายให้พอเพียง และผู้บริหารธนาคารบางแห่งก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า CDOที่ซื้อไว้ ไม่มีสินเชื่อกลุ่มซับไพร์ม แต่เป็นกลุ่มหุ้นกู้และสินเชื่ออื่น และธนาคารได้ตั้งสำรองไว้แล้ว 7-8% ของเงินลงทุน โดยเทียบจากราคาตลาด ซึ่งคิดว่าน่าจะเพียงพอ ขณะที่บางธนาคารยอมรับว่า CDO ที่ลงทุนไป ขาดทุน 70-80%แล้ว ซึ่งนับว่ามากเอาการทีเดียว แต่เรื่องที่น่าติดตามก็คือ ในกลางปีหน้า ลูกหนี้กลุ่มซับไพร์มส่วนใหญ่จะครบกำหนดระยะเวลาชำระดอกเบี้ยคงที่ และต้องเปลี่ยนมาชำระดอกเบี้ยลอยตัวพร้อมเงินต้นแทน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ปัญหาปะทุจนถึงขีดสุด ตลาดหุ้นนิวยอร์คจะถล่มทลาย ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงตาม รวมถึงตลาดหุ้นในไทยด้วย จึงพูดได้ว่าผลกระทบจริงจากการด้อยค่าของ CDO ไม่น่ากลัว แต่ผลกระทบจากสภาวะจิตวิทยาหุ้นถล่มทั่วโลก เรื่องนี้น่ากลัวกว่า รอพิสูจน์ให้ประจักษ์ด้วยตาคุณเองครับ
|