วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน 2550
มติ กกต. ห้าม 111 ทรท.ยุ่งการเมือง เป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพเกินรัฐธรรมนูญจริงหรือ
Posted by
บรรยง
,
ผู้อ่าน : 138
, 15:14:48 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ตามที่นายบุญทัน ดอกไธสง รองประธานคณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมือง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ออกมาแถลงผลสรุปของการประชุมว่าด้วยกรณีที่ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกับพรรคการเมือง ว่า เมื่อพิจารณาจากพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.2550 และพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 จะพบว่ามีเพียงมาตรา 97 และ 98 เท่านั้นที่บัญญัติห้ามกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป จะจดแจ้ง การจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้ และให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นยุบไปเท่านั้น ไม่ปรากฏการห้ามกระทำการในเรื่องอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม มาตรา 17, 18 และ44 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง 50 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้นหากบุคคลใดที่ไม่มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรค หรือมีตำแหน่งที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นในพรรคเช่น ที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุติ ประธานกำหนดยุทธศาสตร์ ผู้ดำเนินการ ผู้มีส่วนร่วม จัดบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้เข้าไปใช้อำนาจหน้าที่ผู้บริหาร หรือกระทำการอันมีลักษณะเช่นเดียวกับกรรมการบริหารพรรค ไม่ว่าจะโดยพฤตินัย หรือนิตินัย ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำดังเช่นกรรมการบริหารพรรค ซึ่งถือได้ว่าขัดต่อมาตรา 97 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 นอกจากนี้ยังได้มีการพิจารณาในประเด็นที่ว่า ผู้สมัครสามารถถ่ายรูปคู่กับอดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ เพื่อนำไปใช้ในการหาเสียง รวมทั้งอดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิสามารถขึ้นเวทีปราศรัยได้หรือไม่ และเรื่องอื่นๆ ที่มีการการหารือมา 73 เรื่อง เช่น สามีถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ส่งภรรยาลงรับเลือกตั้ง ภรรยาจะสามารถใช้ชื่อสามีมาหาเสียงได้หรือไม่ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป
ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้แสดงความเห็นว่า ผมอยากกล่าวหาว่าการกระทำของ กกต.เพื่อให้ไม่เป็นกลาง มติ กกต.เป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพเกินกว่าคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในฐานะคนไทยได้ "จากนี้ไปเราจะดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองเพื่อยืนยันว่า เราจะใช้สิทธิเสรีภาพอยากจะเห็นพรรคใดเป็นรัฐบาล หรือไม่เป็นรัฐบาล ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ โดยจะเปิดเวทีปราศรัยครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 23 พ.ย.นี้ที่สวนจตุจักรในเวลา17.00น.ใช้ชื่อว่า"บ้านเลขที่111พบประชาชน" จะเป็นการปราศรัยวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง การแสดงความคิดเห็นและข้อมูลของพรรคการเมืองต่างๆให้ประชาชนรับทราบ และในวันที่ 27 พ.ย.นี้ จะเปิดปราศรัยที่ตลาดอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยจะมีการปราศรัยต่อไปจนกว่าถึงวันเลือกตั้ง" จากการประมวณเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ว่า ยังมีอดีตกรรมการบริหารบางส่วนของพรรคไทยรักไทย ยืนยันว่าตนถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้ง แต่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ดังนั้นตนย่อมสามารถแสดงความคิดเห็นได้ ปราศรัยทางการเมืองได้เฉกเช่นประชาชนทั่วไป แต่ถ้าเราอ่านรัฐธรรมนูญดีๆจะพบว่า แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลไว้อย่างกว้างขวางก็จริง แต่ก็มักจะมีถ้อยคำที่เป็นข้อยกเว้นในบางกรณีเช่น หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำไม่ได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นไม่ได้ หรือมาตราที่ 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราชอาณาจักร การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำไม่ได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์ หมายความว่า ในกรณีปกติ เราย่อมมีสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย แต่เมื่อไรที่เราทำผิดกฎหมาย สิทธิบางอย่างย่อมถูกจำกัดไป เช่น เราไปปล้นจี้ ทำร้ายผู้อื่น ย่อมถูกจองจำ หมดเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ลองนึกภาพดูว่า ถ้าคนที่ถูกจำกัดสิทธิในการเลือกตั้ง แต่ยังคงเที่ยวออกปราศรัยหาเสียงให้พรรคการเมือง ส่งภรรยาลงเลือกตั้ง ออกทุนรอนเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองที่ตนใกล้ชิด แล้วเราจะมีบทบัญญัติข้อนี้ไว้ทำไม ถ้าพิเคราะห์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูณแล้วเห็นได้ชัดว่า ต้องการให้คนที่กระทำผิดหยุดดำเนินกิจกรรมทางการเมืองชั่วคราว ให้ไปใช้ชีวิตอย่างชาวบ้านทั่วไปสัก 5 ปี ไม่ใช่วิ่งรอกหาเสียง ไฮปาร์ค หรือออกมาเจ้ากี้เจ้าการเรื่องในพรรคการเมือง มันคงไม่ต่างอะไรกับคนที่ล้มละลายแล้วยังใช้ชื่อลูกน้องทำการค้าแทน ซื้อเองขายเอง ติดต่อลูกค้าเอง แต่บอกว่าเป็นของลูกน้อง หรือราชายาเสพติดที่ถูกจองจำ แต่ยังสามารถใช้โทรศัพท์จากในคุกโทรสั่งลูกน้องผลิตยา ส่งยาและขายยาได้ตามปกติ แล้วคุกมีไว้ทำอะไร ขอให้ดูอย่างพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองมาก่อน ท่านสามารถใช้ชีวิตในช่วงนั้นได้อย่างสง่างาม ปฏิบัติตามกติกาอย่างเคร่งครัด หยุดกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมด ไปทำเกษตร ทำฟาร์มเลี้ยงนกกระจอกเทศ ไปเอาดีทางด้านนั้นจนมีชื่อในฐานะเจ้าของฟาร์มรายใหญ่ ออกทีวีมีชื่อเสียงโด่งดังไปอีกแนวทางหนึ่ง ไม่ได้ตะแบง ไม่ได้ตีรวนอย่างคนบางคนในปัจจุบัน อย่ามัวมาตีความ เล่นสำบัดสำนวนอยู่เลย ว่าเขาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ได้สั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ถ้ามัวแต่มาเล่นคำอยู่อย่างนี้ โดยไม่ดูเจตนารมณ์ของกฎหมาย ประเทศชาติไปไม่ถึงไหนแน่ครับ
|