|
หลังจากต่อกรกันมากว่า 1 ปี ระหว่างปัจจัยลบกับปัจจัยบวกที่มีผลต่อทิศทางดอกเบี้ย ในที่สุด ปัจจัยที่ผลักดันให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น ก็เป็นฝ่ายชนะ เรื่องนี้ อาจจะขัดกับความคาดหมายของเรา เพราะเราคิดว่าเศรษฐกิจในประเทศ โดยทั่วไปไม่ดี เศรษฐกิจโลก หากดูจากเศรษฐกิจของอเมริกันก็ไม่ดี ดอกเบี้ยน่าจะปรับลงมากกว่า แต่เราก็ไม่อาจคิดให้สวนทางกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ ทำไม จึงกล้าฟันธงว่าดอกเบี้ยปี 2551 จะต้องขยับขึ้น 1. เงินเฟ้อพุ่ง หลังจากที่เงินเฟ้อในประเทศเรา ได้ปรับลดลงมายาวนานนับปี แต่เมื่อน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจนทำสถิติใหม่ที่ 99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สินค้าต่างๆก็ไม่สามารถอั้นราคาได้อีกต่อไป ขณะที่ทางภาครัฐก็ต้องยอมจำนนต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า ต้นทุนต่างๆได้ปรับสูงขึ้นมาก จึงยอมให้สินค้าหลากหลายทยอยปรับราคาไม่ว่า มาม่า แก๊สหุงต้ม หรือน้ำมันพืช เมื่อวัตถุดิบต้นน้ำและต้นทุนเชื้อเพลิงหรือค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สินค้าทั้งหมดจะเดินเรียงหน้ากันขึ้นราคา ถึงตอนนั้นเงินเฟ้ออั้นอย่างไรก็เอาไม่อยู่ และอาจยืนอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานนับปี เป็นที่ทราบกันดีว่า นโยบายดอกเบี้ยของแบงก์ชาติให้น้ำหนักที่ปัจจัยเงินเฟ้อมากเป็นพิเศษ เมื่ออัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นอย่างนัยสำคัญ อัตราดอกเบี้ยก็ควรปรับสูงขึ้นด้วย ตารางแสดงทิศทางอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย ประจำเดือน | มิย. | กค. | สค. | กย. | ตค. | พย. | อัตราเงินเฟ้อ ( % ) | 1.9 | 1.7 | 1.1 | 2.1 | 2.5 | 3.0 |
2. เศรษฐกิจไทยฟื้น เศรษฐกิจที่ซบเซามานานนับปี จากปัจจัยด้านการเมืองนั้น เริ่มส่งสัญญานฟื้นให้เห็น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจเดือนตุลาคมว่า มีสัญญานการฟื้นตัวของความต้องการภายในประเทศอย่างชัดเจน ทั้งการลงทุนและการบริโภค โดยดัชนีการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นก็ปรับตัวดีขึ้น ดัชนีการบริโภคเอกชนขยายตัวดี โดยเฉพาะหมวดสินค้าคงทน ทั้งยอดจำหน่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ การส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เฉพาะเดือนตุลาคมขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 27.9% มีมูลค่าถึง 14,477 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงเป็นประวัติศาสตร์ทำให้ไทยได้ดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 1,876 ล้านดอลลาร์ หรือมีเงินไหลเข้าประเทศสุทธิถึง 70,000 ล้านบาท ทำให้ทางสภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ว่า GDP ปีนี้จะโต 4.5 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ขณะที่ปีหน้าคาดว่า GDP จะโต 4.5 % อนึ่ง ในปี 2550 ที่พวกเรามักเชื่อกันว่าเศรษฐกิจไทยไม่สู้ดี แต่เชื่อหรือไม่ว่า ผลสำรวจการขึ้นเงินเดือนในปี 2551 ของบริษัทวัทสัน ไวแอท (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปรึกษาการจัดการองค์กร พบว่าตัวเลขการขึ้นเงินเดือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.06% หากตัดเงินเฟ้อออกไป 2.0%เงินเดือนจะขึ้นสุทธิ 4.06% ซึ่งถือว่าสูง เมื่อเทียบกับเงินเดือนขึ้นสุทธิ 1.80% ในปี 2550 และ 2.30% ในปี 2549 มันเป็นภาพแสดงให้เห็นว่า ผลดำเนินงานของบริษัทต่างๆในปีนี้ไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่เรารู้สึกกัน 3. ประชานิยมดันดอกเบี้ยขยับ ลำพังการทุ่มเงินหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ก็ทำให้เงินสะพัดไปทั้งประเทศแล้ว แต่นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองทุกพรรคต่างประกาศแนวทางประชานิยมเต็มที่ ทั้งลด แจก แถม ให้ประชาชนโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินมาจากไหน ครั้นเมื่อได้รับเลือกมาเป็นรัฐบาล เชื่อว่าพรรคเหล่านั้นก็คงต้องทำตามสัญญาบ้าง ไม่มากก็น้อย รวมทั้งยังต้องเดินหน้าทำโครงการเมกกะโปรเจคที่ต้องใช้เงินทุนอีกหลายแสนล้านบาท เมื่องบประมาณไม่พอ ก็ต้องหาเงินด้วยการขึ้นภาษีโดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT ) แต่ถ้าไม่สามารถปรับขึ้นภาษีได้ ก็ต้องใช้วิธีตั้งงบประมาณขาดดุล แล้วมากู้ยืมประชาชนแทนโดยการออกพันธบัตร ตั๋วเงินต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ และชี้นำทิศทางดอกเบี้ยในที่สุด
4. ดอกเบี้ยทั่วโลกขึ้น ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก โดยเฉพาะจีนที่เคยเป็นประเทศที่ส่งสินค้าราคาถูกออกไปขายทั่วโลก ช่วยบรรเทาภาวะเงินเฟ้อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มาปีนี้ ประเทศจีนเองกลับเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงถึง 6% เนื่องจากความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจของจีนที่เติบโตระดับ 10% มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนจีนมีฐานะดีขึ้นและกล้าจับจ่ายใช้สอย ถ้าสินค้าจากจีนไม่ได้มีราคาถูกเหมือนเดิม ( ส่วนหนึ่งจากการที่ต้องปรับปรุงคุณภาพสินค้า มาตรฐานความปลอดภัยให้สูงขึ้น ) เชื่อว่าเงินเฟ้อน่าจะสูงขึ้นทั่วโลก และผลักดันให้แบงก์ชาติของแต่ละประเทศขึ้นดอกเบี้ยพร้อมๆกัน 5. ตลาดตราสารหนี้ส่งสัญญาน นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ชี้ว่า แม้สหรัฐจะต้องการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สหรัฐจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยขึ้น ซึ่งจะกดดันให้ทั่วโลกรวมทั้งไทยต้องปรับเพิ่มดอกเบี้ยตาม นอกจากนี้ ไทยยังมีแรงกดดันจากการออกพันธบัตรของแบงก์ชาติที่จะออกในปีหน้า ( พ.ศ. 2551 ) อีก 2 ล้านล้านบาท กระทรวงการคลังอีก 300,000 ล้านบาท และภาคเอกชนจะออกหุ้นกู้อีก 200,000 ล้านบาท ทำให้อัตราผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแน่ อย่างไรก็ตาม ตลาดตราสารหนี้ปัจจุบัน ได้เริ่มตอบรับทิศทางดอกเบี้ยที่จะขยับขึ้นแล้ว โดยตราสารหนี้ระยะกลางและระยะยาวเริ่มมีทิศทางปรับขึ้นมาล่วงหน้าก่อน 4-5 เดือนแล้ว ตารางแสดงอัตราผลตอบแทนพันธบัตนรัฐบาล เปรียบเทียบระหว่างพันธบัตรที่มีอายุต่างกัน 6 เดือนย้อนหลัง อายุพันธบัตร | 30 มิย. | 31 กค. | 31 สค. | 28 กย. | 1 ตค. | 30 พย. | 1 ปี | 3.26 % | 3.24 % | 3.31 % | 3.38 % | 3.47 % | 3.64 % | 5 ปี | 4.02 % | 4.07 % | 4.10 % | 4.07 % | 4.26 % | 4.57 % | 10 ปี | 4.51 % | 4.67 % | 4.80 % | 4.77 % | 4.88 % | 5.16 % | 15 ปี | 4.86 % | 4.92 % | 5.05 % | 5.04 % | 5.13 % | 5.50 % | 20 ปี | N.A. | N.A. | N.A. | N.A. | N.A. | 5.66 % |
จากปัจจัยและดัชนีนำต่างๆที่กล่าวมา พอจะทำให้ท่านเชื่อหรือยังว่า ดอกเบี้ยปี 2551 จะขยับขึ้น ส่วนจะปรับขึ้นมามากขนาดไหน ขึ้นนานเท่าไร ตอบยาก เพราะมันเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจสหรัฐและราคาน้ำมัน ว่าจะ soft landing หรือ hard landing และน้ำมันจะทรงตัวหรือลดลงฮวบฮาบ แต่อย่างน้อย ผมก็เชื่อว่า ครึ่งปีแรกของปี 2551 ทิศทางดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้นครับ
|