พิมพ์หน้านี้
|
ถ้าวันนี้ กฎหมายอนุญาตให้แจกเงินซื้อเสียงได้ คุณว่าชาวบ้านจะเลือกใคร ระหว่างพรรคที่แจกเงินกับพรรคที่ขายนโยบาย คุณคิดถูกแล้วครับ เพราะจากการทำโพล ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอเบคโพล) พบว่า คนไทยประมาณ 2 ใน 3 คือร้อยละ 64.6 ระบุว่า หากมีคนเสนอเงิน/สิ่งของหรือผลประโยชน์ต่างๆ เพื่อแลกกับการออกเสียงลงคะแนนให้ ก็พร้อมจะรับ อย่าคิดว่าผมดูถูกชาวบ้าน ดูถูกประชาชน เราต้องยอมรับว่า มนุษย์เรามีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน หากมีใครเอาผลประโยชน์มาล่อ เราก็มักจะเห็นแก่ผลประโยชน์ใกล้ตัวมากกว่า นี่จึงเป็นที่มาว่า ในสังคมใหญ่ต้องมีกติกา มีการจัดระเบียบเพื่อป้องกันการทำสิ่งที่ผิดหลักจริยธรรม ลองคิดดูว่า ถ้าในเมืองใหญ่ไม่มีกฎจราจร ไม่มีกม.ลงโทษคนที่ลักขโมย จะเกิดอะไรขึ้น การเลือกตั้งก็เหมือนกัน ต้องมีกติกา ต้องไม่ให้มีการซื้อเสียงขายเสียงเพื่อแลกกับการลงคะแนนให้ และต้องดูแลทุกพรรคไม่ให้มีการซื้อเสียงเหมือนกัน บางครั้ง ผมเองรู้สึกหงุดหงิดที่เอะอะอะไรก็ชอบอ้างกันว่า เสียงประชาชนเป็นเสียงสวรรค์ ทั้งๆที่มีข่าวการซื้อเสียงกันโจ่มครึ่ม เสียงประชาชนจะเป็นเสียงสวรรค์ก็ต่อเมื่อ การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ลำพังการใช้เงินส่วนตัวของสส.มาซื้อเสียง ก็ว่าเลวร้ายอยู่แล้ว แต่การนำเงินหลวงหรือเงินภาษีอากรของพวกเรามาแจก มาให้สินบนประชาชน ยิ่งเป็นสิ่งที่น่าชิงชัง และดูเหมือนว่าทุกพรรคก็ล้วนแต่นำแนวนโยบายประชานิยมมาใช้หาเสียงทั้งสิ้น การแจกเงิน การสัญญาว่าจะทำประโยชน์ให้ประชาชน แล้วได้รับเลือกเข้าไปทำงานยังพอทำเนา แต่พอได้รับเลือกแล้ว เข้าไปโกงกิน เราต้องช่วยกันจับตาดู คนบางคนชอบพูดในทำนองที่ว่า สส.ทุกพรรคก็กินกันทั้งนั้น แต่พรรค..........ยังรู้จักแบ่งให้ชาวบ้านบ้าง มันก็ไม่ต่างอะไรกับการพูดว่า ใครเขาก็ปล้นกันทั้งนั้น แต่โจรคนนี้เขาปล้นแล้ว รู้จักมาแบ่งให้ชาวบ้าน เท่ากับยอมรับว่า การปล้น การโกงกินเป็นเรื่องธรรมดา และเราควรสนับสนุนเขาด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้น มีคนพูดอีกว่า ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เราเอาเงินไปช่วยนายทุน เศรษฐี รวมๆกันหลายแสนล้านบาท แต่นี่เอามาช่วยชาวนาคนยากจน หลายหมื่นคน แค่ไม่กี่หมื่นล้านบาท ทำไมจะทำไม่ได้ ในฐานะคนที่เฝ้าติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ผมอยากจะบอกว่า ในช่วงปี2540-2542 พ่อค้า นายทุน นักธุรกิจจำนวนมากต้องสิ้นเนื้อประดาตัว จากการลดค่าเงินบาท มูลค่าความเสียหาย อาจจะถึง ล้านล้านบาท แต่กลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์คือนายทุนที่ใกล้ชิดนักการเมือง อาจจะรับตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นผู้บริจาครายใหญ่ แล้วขอให้รัฐบาลไปบีบบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ลดหนี้ให้บริษัทของตน คนละหลายพันถึงหลายหมื่นล้าน ลดหนี้กัน 60-80%ของมูลหนี้ ความเสียหายที่เกิด ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)โดยกองทุนฟื้นฟูต้องเข้าไปรับผิดชอบ เพื่อไปจ่ายคืนให้ผู้ฝากเงินในธนาคารที่ล้มไป ไปเช็คดูว่าใครเป็นเจ้าของโรงงานทองแดง โรงงานสแตนเลส แล้วไปดูย้อนหลังว่าโรงงานเขาได้รับการลดหนี้เท่าไร นอกจากนั้น นักการเมืองในพรรคที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จสมัยนั้น ยังเข้าไปประมูลทรัพย์สิน ที่ดิน หรืออาคาร จากกองทุนฟื้นฟูในราคาถูกโดยมีนางนกต่อที่ใกล้ชิดคนข้างใน มีการล๊อคสเป๊คหรือใช้อิทธิพล จนเป็นข่าวฉาว มีการฟ้องร้องกันอยู่ทุกวันนี้ ตราบใดที่ยังมีการซื้อเสียงกันอย่างโจ่มครึ่ม หยุดอ้างเสียงสวรรค์ หยุดอ้างว่าต้องช่วยคนที่โกงหลวงเพื่อมาแจกชาวบ้าน พบเห็นการแจกเงินซื้อเสียงต้องประนาม และแจ้งตำรวจจับทันที ขอยกสำนวนที่ขึ้นจอในรายการ ตาสว่างเมื่อคืนนี้ คนเขาส่งข้อความมาว่า เอาภาษีมาขายฝัน สุดท้ายก็จบที่คอรัปชั่น อ่านแล้วเห็นภาพ สรุปใจความได้ดีเหลือเกิน ถ้าอย่างนี้แล้ว ประเทศไทยจะเหลืออะไรครับ |
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||