วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551
กนง. ยืนยันความเป็นอิสระ ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ย
Posted by
บรรยง
,
ผู้อ่าน : 115
, 15:23:48 น.
พิมพ์หน้านี้
|
หลังจากถูกกดดันจากองค์กรต่างๆตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ในที่สุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน ( กนง. ) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท. ) ก็ได้แสดงความเป็นอิสระ ที่จะไม่อยู่ภายใต้การกดดันของใคร ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน ( R/P ) ไว้ที่ 3.25% แม้ในรอบระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปถึง 1.25% เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในประเทศของตน ที่ทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำไปทั่วโลก จนนำไปสู่การเรียกร้องของฝ่ายต่างๆในไทยให้ลดอัตราดอกเบี้ยตามไปด้วย เริ่มตั้งแต่ รมต.คลัง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ขอให้ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เรียกร้องให้ธปท.ลดดอกเบี้ยเช่นกัน เพื่อกระตุ้นการลงทุน รวมทั้งผู้ส่งออกที่หวั่นเกรงว่าการคงอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสหรัฐ ทำให้ส่งออกได้ยากขึ้น แต่เมื่อ กนง. ได้คำนึงผลประโยชน์โดยรวมของชาติแล้ว ก็มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ย R/P ซึ่งเป็นดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.25 % เหตุผลที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม ทั้งๆที่สหรัฐซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินโลกได้ปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างฮวบฮาบ เนื่องจาก 1.อัตราเงินเฟ้อทั่วไป อาจจะปรับตัวสูงขึ้นไปได้อีก จากการที่ราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับสูงขึ้น 2.ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังพอขับเคลื่อนไปได้จากแรงส่งของกำลังซื้อและเงินลงทุนในประเทศ 3.ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น 4.รัฐบาลจะต้องมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม 5.อัตราดอกเบี้ยของไทยมีระดับต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้ 6.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง เมื่อวัดจากดอกเบี้นเงินฝากประจำ 12 เดือน อยู่ที่ระดับลบ 1 % 7.ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นไม่ได้มีผลมาจาก ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่น่าจะมาจาก เงินลงทุนต่างประเทศ เงินเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และผู้ส่งออกที่เร่งนำเงินดอลลาร์ออกขาย โดยหลังจากที่ กนง.ประกาศคงอัตราดอกเบี้ย R/P 1 วันไว้ที่ 3.25% ได้ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทำสถิติใหม่ในรอบ 10 ปี ที่ 32.10 บาท/ดอลลาร์ การตัดสินใจของกนง.ได้สอดคล้องกับความเห็นของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธารธนาคารกลางสหรัฐ ที่ได้ออกมากล่าวกับ คณะกรรมาธิการการเงินของ สภาคองเกรส สหรัฐ เมื่อวันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ว่า จากแนวโน้มราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไต่ระดับสูงขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง อาจนำความเสี่ยงให้สหรัฐ ทำให้การแก้ปัญหาของเฟดยุ่งยากขึ้น อาจมีผลให้ต้อง หยุดยั้ง( pull back)การกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยวิธีลดอัตราดอกเบี้ยได้ ( He warned the Fed may have to pull back on its efforts to stimulate the economy. "In the months ahead, the Federal Reserve will continue to monitor closely inflation and inflation expectations," Bernanke said ,CNN) ผมเอง ในฐานะผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า กนง.ตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว คนอื่นวิจารณ์หรือเสนอแนะโดยใช้ผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง แต่กนง.ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของชาติ และผลกระทบโดยตรงของประชาชนเป็นหลัก
จริงอยู่ การลดดอกเบี้ย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ค่าเงินอ่อน สามารถส่งออกไปมากขึ้น แต่ก็มีส่วนช่วยเร่งอัตราเงินเฟ้อได้มาก หากเงินเฟ้อขึ้นไป 5-6 % อย่างที่ประเทศจีนประสบอยู่ตอนนี้ ก็จะแก้ไขปัญหาได้ยาก ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังพอขับเคลื่อนไปได้ กำลังซื้อและความเชื่อมั่นยังปรับตัวดีขึ้น ก็รอดูสถานการณ์ไปก่อน เพราะถ้าลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจช่วยให้บางกลุ่มธุรกิจดีขึ้น ขณะที่ประชาชนอาจจะไม่ได้รับอานิสงส์เท่าไร แต่ถ้าเงินเฟ้อปรับขึ้นสูงระดับ5-6% ขึ้นไป ประชาชนทุกคนรับไปเต็มๆครับ
|