• บรรยง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 80
  • จำนวนผู้ชม : 15625
  • จำนวนผู้โหวต : 43
  • ส่ง msg :
บรรยง วิทยวีรศักดิ์
ข้อคิดเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ แต่น่าสนใจ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/banyong
วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน 2551
วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ ใกล้สิ้นสุดหรือเพิ่งจะเริ่มต้น
Posted by บรรยง , ผู้อ่าน : 210 , 07:09:16 น.  
พิมพ์หน้านี้


       คนทั่วไปมักจะพูดกันว่า  ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐมาจากสินเชื่อซับไพร์ม  แต่ความจริงแล้วปัญหาซับไพร์มเป็นเพียงสายชนวน  ขณะที่ปัญหาแท้จริงกลับซุกซ่อนอยู่ในวอลล์สตรีท  และรอวันปะทุ
         ซับไพร์ม : สินเชื่อซ่อนเงื่อน
         คนทั่วไปที่มีประวัติการเงินดี  เมื่อไปกู้เงินซื้อบ้าน  จะได้อัตราดอกเบี้ยชั้นดีที่เรียกว่า  Prime  Rate ( คล้ายอัตราดอกเบี้ย MLR  ของบ้านเรา )  แต่คนที่มีรายได้ไม่แน่นอน  หรือ  เคยมีประวัติเสียทางการเงินมาก่อน  เวลาไปกู้เงินจะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า 2-3 %  จึงเรียกลูกหนี้กลุ่มนี้ว่า Subprime  คือ  มีเครดิตต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน   ( sub แปลว่า ต่ำกว่า หรือ ด้อยกว่า )
          ในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟู  สถาบันการเงินต่างแย่งกันกอบโกย  โดยแข่งกันปล่อยกู้ให้ลูกค้าทุกประเภท  รวมทั้งกลุ่มซับไพร์ม  โดยทั่วไปมักจูงใจให้กู้แบบ  2/28  และ 3/27 ARM  ( Adjustable Rate Mortgage )  คือ  ให้กู้นานถึง 30 ปี  แต่จะเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำและคงที่ใน 2 -3 ปีแรก  แต่หลังจากนั้นจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว 
          แถมยังจูงใจว่า  ถ้าภายใน 2-3  ปีแรก สามารถปรับเครดิตทางการเงินให้ดีขึ้นมาได้  จะทบทวนปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน   แต่ถ้าเครดิตยังไม่สามารถปรับขึ้นมาได้  ก็แนะนำให้รีไฟแนนซ์หนี้  เพื่อจะได้ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อไป 
         คนกลุ่มนี้จึงเห็นช่องเก็งกำไร  เพราะราคาบ้านในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมามีแต่ปรับสูงขึ้นทุกปีๆละ 10-15 %  ทั้งยังสามารถเลือกชอบปิ้งอัตราดอกเบี้ยต่ำๆได้ตามใจชอบ  ทำให้สัดส่วนของลูกหนี้กลุ่มนี้พุ่งขึ้นเป็น 25 %ของสินเชื่อซื้อบ้านทั้งหมด
         ดังนั้นเมื่อฟองสบู่แตก  ธนาคารแต่ละแห่งเริ่มเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ  ลูกหนี้ซับไพร์มไม่สามารถหาแหล่งรีไฟแนนซ์หนี้ใหม่ได้  จึงเป็นกลุ่มแรกที่ผิดนัดชำระหนี้  ทำให้เกิดปัญหาหนี้เสียในสถาบันการเงินจำนวนมาก
         ทำไม  ปัญหาจึงลุกลาม
         ลำพังปัญหาหนี้เสียเฉพาะกลุ่มซับไพร์ม  ไม่ได้มากมายอะไร แต่ระยะหลังได้มีการคิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่เพื่อให้สามารถเพิ่มกำลังในการปล่อยกู้มากยิ่งขึ้น  โดยการนำบัญชีสินเชื่อบ้านมาผสมรวมกับหุ้นกู้ที่มีเครดิตดีจัดเป็นกองๆ  เรียกชื่อว่า CDO ( Collateralized  Debt  Obligation )  แล้วขายต่อให้นักลงทุนสถาบันรายอื่น  นำเงินที่ได้ไปปล่อยกู้เพิ่ม  วงเงินที่ปล่อยกู้จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  แถมยังดึงคนมาร่วมรับความเสี่ยงมากขึ้น  ทั้งธนาคาร  กองทุนรวม  บริษัทหลักทรัพย์   บริษัทประกัน และเฮดจ์ฟันด์  ไม่ว่าจะอยู่ในสหรัฐ  ยุโรป  หรือเอเชีย  
         หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นทุกวัน  ทำให้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรองความเสียหายในหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ ซับไพร์ม เพิ่มตามไปด้วย   และเมื่อมีการประกาศผลการดำเนินออกมา  ต่างแสดงผลขาดทุนสูงเป็นประวัติการณ์   และมันได้เริ่มไปจุดชนวนให้กับปัญหาที่ซุกซ่อนยาวนานในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท  ซึ่งพร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลา  หากอุณหภูมิถึงขีดกำหนด
         ดินระเบิดในวอลล์สตรีท
         ปัญหาที่เปรียบเสมือนดินระเบิดในวอลล์สตรีท คือ
         1. บริษัทส่วนใหญ่เน้นเก็งกำไร 
         ในอดีต  รายได้หลักของสถาบันการเงินมาจาก  ค่าธรรมเนียม , ค่านายหน้า , ค่ารับประกันการจำหน่ายหุ้น  และ ค่าบริหารพอร์ตลงทุน  แต่ปัจจุบันกว่า 60% ของรายได้  มาจากการซื้อขาย( trading ) 
         ยิ่งกว่านั้น  แทนที่จะเน้นการซื้อขายหุ้น , หุ้นกู้  เพื่อสร้างผลกำไร  บริษัทส่วนใหญ่  กลับทุ่มทุนไปในการเก็งกำไรค่าเงิน , น้ำมัน , จังค์ บอนด์ , ตราสารอนุพันธ์  และหลักทรัพย์ที่ใช้สินเชื่ออ้างอิง 
         ในภาวะตลาดกระทิง  บริษัทอาจจะได้กำไรสวยหรู  แต่เมื่อตลาดพลิกผัน  มันพร้อมที่จะกวาดกำไรในอดีตให้กลืนหายไปได้เช่นกัน
         2. อัตราส่วนเก็งกำไรสูงจนน่ากลัว
         ณ  สิ้นปี 2007  อัตราส่วนสินทรัพย์ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทการเงินใหญ่ๆในสหรัฐ
เช่น  มอร์แกนสแตนเลย์ , เลห์แมน บาร์เดอร์  อยู่ที่  30 ต่อ 1  ดังนั้นหากสินทรัพย์ของบริษัทด้อยค่าลงไปเพียง 3% จากการลงทุนที่ผิดพลาด   เงินทุนทั้งหมดของบริษัทก็พร้อมที่จะถูกลบหายไป  อย่างที่เกิดขึ้นกับบริษัท แบร์ สเติร์นส์
         3. ส่วนแบ่งกำไรของผู้บริหาร จูงใจให้บริษัททำธุรกรรมเสี่ยง
         ระบบจูงใจพนักงานที่จะมอบผลตอบแทนให้  หากทำกำไรงามให้บริษัท  สนับสนุนให้พนักงานและผู้บริหารใช้เงินของบริษัททำธุรกรรมเสี่ยงมากขึ้น  เช่น  ถ้าเทรดเดอร์สามารถทำกำไรก้อนใหญ่ให้บริษัท  ภายใน  1-2  ปี  พวกเขาสามารถได้รับโบนัสก้อนใหญ่เพียงพอที่จะเกษียณอายุได้เลยทีเดียว
         ขณะที่ผู้บริหารก็ได้เป็นส่วนแบ่งอย่างหนำใจ  เช่น  เจมส์  เคน  อดีตผู้บริหารของแบร์ สเติร์นส์  ในปี 2006 ที่ผ่านมา  ได้รับส่วนแบ่งกำไร  คิดเป็นมูลค่าถึง 40 ล้านเหรียญ (1,200 ล้านบาท) จากกำไรของบริษัทในปีนั้น
         ผู้บริหารและพนักงานจึงมีแรงกระตุ้นให้เก็งกำไร  เพื่อมีส่วนร่วมในผลตอบแทน  แน่นอนว่าในภาวะกระทิง  ทุกคนมีความสุข  แต่ในภาวะตลาดขาลง  ผู้ถือหุ้นต้องแบกรับขาดทุนไปเต็มๆ
         เมื่อทุกบริษัทสร้างอาณาจักรอยู่บนกิ่งไม้แห้ง  วันหนึ่ง  หากปัญหามันถั่งโถมเข้ามาพร้อมกัน  กิ่งไม้ที่เปราะบางเหล่านี้จะรับน้ำหนักไว้ได้เหมือนเดิมหรือไม่ 
         คนอเมริกันยังหลงระเริง
         ถึงแม้  นายอลัน  กรีนสแปน  อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ  จะออกมายอมรับว่าสหรัฐได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วแต่คนอเมริกันยังมองโลกในแง่ดีมาก
         จากการสำรวจของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่า  คนส่วนใหญ่เชื่อว่าสหรัฐเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว  แต่คนกว่า 60%  ก็ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นคืนในเวลาอันรวดเร็วและจะกลับมาปกติในปลายปี  2009  เนื่องจากว่าวิกฤตเศรษฐกิจ 2 ครั้งที่เพิ่งผ่านมา  สามารถฟื้นคืนสู่ภาวะปกติได้ในเวลาอันสั้น  คนจึงมีความเชื่อว่าครั้งนี้ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น
         ดังนั้นทุกคน  จึงใช้ชีวิตกันอย่างปกติ  ใช้เงินกันอย่างฟุ่มเฟือย  เพราะเชื่อว่ารัฐบาลของเขาจะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจของประเทศล่มสลายแน่ 
         เฟดรับมืออย่างไร
         ปัญหาที่เริ่มจากสินเชื่อซับไพร์มผิดนัดชำระหนี้ในกลางปีที่ผ่านมา  ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งทยอยประกาศผลขาดทุนออกมา  ทั้งจากหนี้สงสัยจะสูญ  และผลขาดทุนในหลักทรัพย์ที่มีสินเชื่อหนุน
         แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ยังลดลงต่อเนื่อง  ทำให้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จนทำให้ผู้คนเริ่มไม่ไว้ใจในสถานการณ์  คนอเมริกันเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า  ถ้ามันลามออกไปเรื่อยๆ  ธนาคารกลาง (เฟด) จะรับมืออยู่หรือไม่
         ยิ่งเมื่อบริษัท  แบร์ สเติร์นส์  โบรคเกอร์อันดับ 5  ของประเทศที่มีอายุกว่า  85 ปีต้องล้มลง  ทำให้ผู้คนยิ่งไม่ไว้ใจกันและกัน  นับเป็นสิ่งที่เฟดกลัวที่สุด  เพราะถ้าเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น  มันจะเป็นปฎิกิริยาลูกโซ่  ล้มกันเป็นทอดๆ  ทั้งจากการลงทุนที่ไขว้กันเป็นใยแมงมุม  และการขาดสภาพคล่องจากการแห่ถอนเงินของประชาชน
         ดังนั้น  รัฐบาลสหรัฐและเฟดจึงรีบเข้ามาช่วยอย่างเร่งด่วน  โดยการลดดอกเบี้ยไปแล้วหลายครั้งติดต่อกัน  อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อเพิ่มสภาพคล่องกว่า 500,000 ล้านเหรียญ  พร้อมกับให้เงินยืมอีก  30,000  ล้านเหรียญแก่บริษัท เจพี  มอร์แกน ในการเข้าไปอุ้มบริษัท แบร์  สเติร์นส์  ที่กำลังจะล้ม  อีกทั้งให้คำมั่นว่า  เฟดมีเงินทุนไม่อั้นที่สามารถอัดฉีดให้สถาบันการเงินที่มีปัญหาได้ตลอดเวลา  
         ภาพที่เกิดขึ้น  คล้ายๆกับสมัยที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  เข้าไปอุ้มบง.เอกธนกิจ  โดยประกาศว่าพร้อมเข้าไปถือหุ้นใหญ่ในเอกธนกิจ  สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้ล้มไป  เพราะปริมาณเงินที่ต้องใช้ในการอุ้มสถาบันการเงินทั้งหมดที่มีปัญหานั้น  มันมากเกินไป
         แต่สำหรับกรณีของสหรัฐอาจจะแตกต่าง  ธนาคารกลางสหรัฐสามารถพิมพ์เงินได้ไม่จำกัด  ขณะเดียวกันก็สามารถขายพันธบัตรให้ประเทศคู่ค้าได้อย่างต่อเนื่อง  โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมาสามารถขายพันธบัตรสุทธิให้ธนาคารกลางย่านเอเซียและยุโรปได้ถึง  36,000 ล้านเหรียญ  แสดงให้เห็นว่าพันธบัตรสหรัฐยังได้รับความเชื่อถือ  ถึงแม้เศรษฐกิจและค่าเงินสหรัฐจะเสื่อมถอยไปมาก
         วิกฤตใกล้สิ้นสุดหรือเพิ่งจะเริ่มต้น
         ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า  ถ้าราคาสินทรัพย์โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐยังไม่นิ่ง  ราคาเกิดปรับลดลงไปอีก  จะทำให้เกิดปฎิกิริยาลูกโซ่  ธนาคารต้องสำรองหนี้เสียมากขึ้น  ขณะเดียวกันก็ต้องรีบเข้าไปยึดหลักทรัพย์ค้ำประกัน  และเร่งขายออก  ทำให้ราคาโดยรวมยิ่งลดลงไปอีก  ส่งผลให้หลักทรัพย์ที่หนุนโดยสินเชื่อ  ราคายิ่งตกต่ำ  สถาบันการเงินที่ลงทุนก็ต้องตั้งสำรองขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก  
         ถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ  แล้วไม่สามารถเพิ่มทุนได้  เนื่องจากภาวะสภาพคล่องเหือดหายโดยฉับพลัน  จะเกิดอะไรขึ้น 
         (โดยก่อนหน้านี้  ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และโกลด์แมน แซคส์  ได้คาดการณ์ว่า ยอดขาดทุนจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญ  เป็นความเสียหายในตลาดวอลล์สตรีทเสีย 460,000 ล้านเหรียญ  โดยปัจจุบัน สถาบันเหล่านี้ตัดหนี้สูญไปแล้ว เพียง 150,000 ล้านเหรียญ)
         เมื่อข่าวออกมามากขึ้นๆ  ทำให้สถาบันการเงินไม่ยอมปล่อยกู้ให้กันและกัน  เกิดวิกฤตความเชื่อมั่น  ธนาคารกลางต่างชาติอาจหยุดซื้อพันธบัตรสหรัฐเพื่อประเมินสถานการณ์ใหม่   เหตุการณ์อาจพลิกผันเหมือนประเทศไทยในปี  2540   เพราะคนอเมริกันทุกคนต่างฝากความหวังไว้ที่เฟด  เหมือนที่คนไทยเคยฝากความหวังไว้กับธปท.
         ผมได้แต่หวังว่า  ธนาคารกลางสหรัฐจะสามารถประคับประคองสถานการณ์ไว้ได้  หาไม่แล้ว  ความเลวร้ายที่เกิดขึ้น  จะทำให้สถาบันการเงินล้มพังพาบเป็นทอดๆ  และจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ  เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในปี  2540  ที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการเยียวยา   ขณะเดียวกันก็นำความทุกข์ยากแสนเข็ญไปให้กับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่นับล้านๆคน
         เรื่องนี้ต้องจับตา  แบบไม่กระพริบครับ

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
สายสืบภาคประชาชน วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 11.22 น.
http://www.oknation.net/blog/Anti-Corruption


ประมาณว่าฝรั่งก็มีแมงเม่าไม่น้อยกว่าไทยใช่รึเปล่าครับ?
ขอบคุณสำหรับมุมมองและข้อคิดดีๆ
ความคิดเห็นที่ 4
Jui วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 12.04 น.
http://www.oknation.net/blog/jui880

ต้องตามไปดูอย่างอย่ากระพริบตาครับ
ความคิดเห็นที่ 3
freeman วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 11.28 น.
http://www.oknation.net/blog/hanako

..ขอบคุณ สำหรับข้อมูล
ความคิดเห็นที่ 2
indexthai วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 09.54 น.
http://www.oknation.net/blog/indexthai


วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ เริ่มเสียหายเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว
เมื่อเกิดมีตลาดทุนเป็นองค์ประกอบของระบบ

วิกฤตเศรษฐกิจไทย เริ่มต้นเมื่อ 33 ปีมาแล้ว เมื่อมีการตั้งตลาดทุน

จะมีการฟื้นตัวชั่วคราว
แล้วจะเสื่อมต่อ
และจะล่มสลายในที่สุด
.
ความคิดเห็นที่ 1
indexthai วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 09.49 น.
http://www.oknation.net/blog/indexthai


แอ๊บแบ๊วโลกทุนนิยม
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/04/21/entry-1

การพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/04/16/entry-2

ขอขคุณครับ
บทความที่มีประโยชน์
.
.
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30