พิมพ์หน้านี้
|
คนทั่วไปมักจะพูดกันว่า ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐมาจากสินเชื่อซับไพร์ม แต่ความจริงแล้วปัญหาซับไพร์มเป็นเพียงสายชนวน ขณะที่ปัญหาแท้จริงกลับซุกซ่อนอยู่ในวอลล์สตรีท และรอวันปะทุ ซับไพร์ม : สินเชื่อซ่อนเงื่อน คนทั่วไปที่มีประวัติการเงินดี เมื่อไปกู้เงินซื้อบ้าน จะได้อัตราดอกเบี้ยชั้นดีที่เรียกว่า Prime Rate ( คล้ายอัตราดอกเบี้ย MLR ของบ้านเรา ) แต่คนที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรือ เคยมีประวัติเสียทางการเงินมาก่อน เวลาไปกู้เงินจะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า 2-3 % จึงเรียกลูกหนี้กลุ่มนี้ว่า Subprime คือ มีเครดิตต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน ( sub แปลว่า ต่ำกว่า หรือ ด้อยกว่า ) ในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟู สถาบันการเงินต่างแย่งกันกอบโกย โดยแข่งกันปล่อยกู้ให้ลูกค้าทุกประเภท รวมทั้งกลุ่มซับไพร์ม โดยทั่วไปมักจูงใจให้กู้แบบ 2/28 และ 3/27 ARM ( Adjustable Rate Mortgage ) คือ ให้กู้นานถึง 30 ปี แต่จะเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำและคงที่ใน 2 -3 ปีแรก แต่หลังจากนั้นจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว แถมยังจูงใจว่า ถ้าภายใน 2-3 ปีแรก สามารถปรับเครดิตทางการเงินให้ดีขึ้นมาได้ จะทบทวนปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ถ้าเครดิตยังไม่สามารถปรับขึ้นมาได้ ก็แนะนำให้รีไฟแนนซ์หนี้ เพื่อจะได้ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อไป คนกลุ่มนี้จึงเห็นช่องเก็งกำไร เพราะราคาบ้านในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมามีแต่ปรับสูงขึ้นทุกปีๆละ 10-15 % ทั้งยังสามารถเลือกชอบปิ้งอัตราดอกเบี้ยต่ำๆได้ตามใจชอบ ทำให้สัดส่วนของลูกหนี้กลุ่มนี้พุ่งขึ้นเป็น 25 %ของสินเชื่อซื้อบ้านทั้งหมด ดังนั้นเมื่อฟองสบู่แตก ธนาคารแต่ละแห่งเริ่มเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ลูกหนี้ซับไพร์มไม่สามารถหาแหล่งรีไฟแนนซ์หนี้ใหม่ได้ จึงเป็นกลุ่มแรกที่ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้เกิดปัญหาหนี้เสียในสถาบันการเงินจำนวนมาก ทำไม ปัญหาจึงลุกลาม ลำพังปัญหาหนี้เสียเฉพาะกลุ่มซับไพร์ม ไม่ได้มากมายอะไร แต่ระยะหลังได้มีการคิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่เพื่อให้สามารถเพิ่มกำลังในการปล่อยกู้มากยิ่งขึ้น โดยการนำบัญชีสินเชื่อบ้านมาผสมรวมกับหุ้นกู้ที่มีเครดิตดีจัดเป็นกองๆ เรียกชื่อว่า CDO ( Collateralized Debt Obligation ) แล้วขายต่อให้นักลงทุนสถาบันรายอื่น นำเงินที่ได้ไปปล่อยกู้เพิ่ม วงเงินที่ปล่อยกู้จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมยังดึงคนมาร่วมรับความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งธนาคาร กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน และเฮดจ์ฟันด์ ไม่ว่าจะอยู่ในสหรัฐ ยุโรป หรือเอเชีย หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรองความเสียหายในหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ ซับไพร์ม เพิ่มตามไปด้วย และเมื่อมีการประกาศผลการดำเนินออกมา ต่างแสดงผลขาดทุนสูงเป็นประวัติการณ์ และมันได้เริ่มไปจุดชนวนให้กับปัญหาที่ซุกซ่อนยาวนานในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ซึ่งพร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลา หากอุณหภูมิถึงขีดกำหนด ดินระเบิดในวอลล์สตรีท ปัญหาที่เปรียบเสมือนดินระเบิดในวอลล์สตรีท คือ 1. บริษัทส่วนใหญ่เน้นเก็งกำไร ในอดีต รายได้หลักของสถาบันการเงินมาจาก ค่าธรรมเนียม , ค่านายหน้า , ค่ารับประกันการจำหน่ายหุ้น และ ค่าบริหารพอร์ตลงทุน แต่ปัจจุบันกว่า 60% ของรายได้ มาจากการซื้อขาย( trading ) ยิ่งกว่านั้น แทนที่จะเน้นการซื้อขายหุ้น , หุ้นกู้ เพื่อสร้างผลกำไร บริษัทส่วนใหญ่ กลับทุ่มทุนไปในการเก็งกำไรค่าเงิน , น้ำมัน , จังค์ บอนด์ , ตราสารอนุพันธ์ และหลักทรัพย์ที่ใช้สินเชื่ออ้างอิง ในภาวะตลาดกระทิง บริษัทอาจจะได้กำไรสวยหรู แต่เมื่อตลาดพลิกผัน มันพร้อมที่จะกวาดกำไรในอดีตให้กลืนหายไปได้เช่นกัน 2. อัตราส่วนเก็งกำไรสูงจนน่ากลัว ณ สิ้นปี 2007 อัตราส่วนสินทรัพย์ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทการเงินใหญ่ๆในสหรัฐ เช่น มอร์แกนสแตนเลย์ , เลห์แมน บาร์เดอร์ อยู่ที่ 30 ต่อ 1 ดังนั้นหากสินทรัพย์ของบริษัทด้อยค่าลงไปเพียง 3% จากการลงทุนที่ผิดพลาด เงินทุนทั้งหมดของบริษัทก็พร้อมที่จะถูกลบหายไป อย่างที่เกิดขึ้นกับบริษัท แบร์ สเติร์นส์ 3. ส่วนแบ่งกำไรของผู้บริหาร จูงใจให้บริษัททำธุรกรรมเสี่ยง ระบบจูงใจพนักงานที่จะมอบผลตอบแทนให้ หากทำกำไรงามให้บริษัท สนับสนุนให้พนักงานและผู้บริหารใช้เงินของบริษัททำธุรกรรมเสี่ยงมากขึ้น เช่น ถ้าเทรดเดอร์สามารถทำกำไรก้อนใหญ่ให้บริษัท ภายใน 1-2 ปี พวกเขาสามารถได้รับโบนัสก้อนใหญ่เพียงพอที่จะเกษียณอายุได้เลยทีเดียว ขณะที่ผู้บริหารก็ได้เป็นส่วนแบ่งอย่างหนำใจ เช่น เจมส์ เคน อดีตผู้บริหารของแบร์ สเติร์นส์ ในปี 2006 ที่ผ่านมา ได้รับส่วนแบ่งกำไร คิดเป็นมูลค่าถึง 40 ล้านเหรียญ (1,200 ล้านบาท) จากกำไรของบริษัทในปีนั้น ผู้บริหารและพนักงานจึงมีแรงกระตุ้นให้เก็งกำไร เพื่อมีส่วนร่วมในผลตอบแทน แน่นอนว่าในภาวะกระทิง ทุกคนมีความสุข แต่ในภาวะตลาดขาลง ผู้ถือหุ้นต้องแบกรับขาดทุนไปเต็มๆ เมื่อทุกบริษัทสร้างอาณาจักรอยู่บนกิ่งไม้แห้ง วันหนึ่ง หากปัญหามันถั่งโถมเข้ามาพร้อมกัน กิ่งไม้ที่เปราะบางเหล่านี้จะรับน้ำหนักไว้ได้เหมือนเดิมหรือไม่ คนอเมริกันยังหลงระเริง ถึงแม้ นายอลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ จะออกมายอมรับว่าสหรัฐได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วแต่คนอเมริกันยังมองโลกในแง่ดีมาก จากการสำรวจของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่า คนส่วนใหญ่เชื่อว่าสหรัฐเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว แต่คนกว่า 60% ก็ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นคืนในเวลาอันรวดเร็วและจะกลับมาปกติในปลายปี 2009 เนื่องจากว่าวิกฤตเศรษฐกิจ 2 ครั้งที่เพิ่งผ่านมา สามารถฟื้นคืนสู่ภาวะปกติได้ในเวลาอันสั้น คนจึงมีความเชื่อว่าครั้งนี้ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ดังนั้นทุกคน จึงใช้ชีวิตกันอย่างปกติ ใช้เงินกันอย่างฟุ่มเฟือย เพราะเชื่อว่ารัฐบาลของเขาจะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจของประเทศล่มสลายแน่ เฟดรับมืออย่างไร ปัญหาที่เริ่มจากสินเชื่อซับไพร์มผิดนัดชำระหนี้ในกลางปีที่ผ่านมา ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งทยอยประกาศผลขาดทุนออกมา ทั้งจากหนี้สงสัยจะสูญ และผลขาดทุนในหลักทรัพย์ที่มีสินเชื่อหนุน แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ยังลดลงต่อเนื่อง ทำให้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผู้คนเริ่มไม่ไว้ใจในสถานการณ์ คนอเมริกันเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า ถ้ามันลามออกไปเรื่อยๆ ธนาคารกลาง (เฟด) จะรับมืออยู่หรือไม่ ยิ่งเมื่อบริษัท แบร์ สเติร์นส์ โบรคเกอร์อันดับ 5 ของประเทศที่มีอายุกว่า 85 ปีต้องล้มลง ทำให้ผู้คนยิ่งไม่ไว้ใจกันและกัน นับเป็นสิ่งที่เฟดกลัวที่สุด เพราะถ้าเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น มันจะเป็นปฎิกิริยาลูกโซ่ ล้มกันเป็นทอดๆ ทั้งจากการลงทุนที่ไขว้กันเป็นใยแมงมุม และการขาดสภาพคล่องจากการแห่ถอนเงินของประชาชน ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐและเฟดจึงรีบเข้ามาช่วยอย่างเร่งด่วน โดยการลดดอกเบี้ยไปแล้วหลายครั้งติดต่อกัน อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อเพิ่มสภาพคล่องกว่า 500,000 ล้านเหรียญ พร้อมกับให้เงินยืมอีก 30,000 ล้านเหรียญแก่บริษัท เจพี มอร์แกน ในการเข้าไปอุ้มบริษัท แบร์ สเติร์นส์ ที่กำลังจะล้ม อีกทั้งให้คำมั่นว่า เฟดมีเงินทุนไม่อั้นที่สามารถอัดฉีดให้สถาบันการเงินที่มีปัญหาได้ตลอดเวลา ภาพที่เกิดขึ้น คล้ายๆกับสมัยที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปอุ้มบง.เอกธนกิจ โดยประกาศว่าพร้อมเข้าไปถือหุ้นใหญ่ในเอกธนกิจ สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้ล้มไป เพราะปริมาณเงินที่ต้องใช้ในการอุ้มสถาบันการเงินทั้งหมดที่มีปัญหานั้น มันมากเกินไป แต่สำหรับกรณีของสหรัฐอาจจะแตกต่าง ธนาคารกลางสหรัฐสามารถพิมพ์เงินได้ไม่จำกัด ขณะเดียวกันก็สามารถขายพันธบัตรให้ประเทศคู่ค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมาสามารถขายพันธบัตรสุทธิให้ธนาคารกลางย่านเอเซียและยุโรปได้ถึง 36,000 ล้านเหรียญ แสดงให้เห็นว่าพันธบัตรสหรัฐยังได้รับความเชื่อถือ ถึงแม้เศรษฐกิจและค่าเงินสหรัฐจะเสื่อมถอยไปมาก วิกฤตใกล้สิ้นสุดหรือเพิ่งจะเริ่มต้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ถ้าราคาสินทรัพย์โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐยังไม่นิ่ง ราคาเกิดปรับลดลงไปอีก จะทำให้เกิดปฎิกิริยาลูกโซ่ ธนาคารต้องสำรองหนี้เสียมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องรีบเข้าไปยึดหลักทรัพย์ค้ำประกัน และเร่งขายออก ทำให้ราคาโดยรวมยิ่งลดลงไปอีก ส่งผลให้หลักทรัพย์ที่หนุนโดยสินเชื่อ ราคายิ่งตกต่ำ สถาบันการเงินที่ลงทุนก็ต้องตั้งสำรองขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก ถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ แล้วไม่สามารถเพิ่มทุนได้ เนื่องจากภาวะสภาพคล่องเหือดหายโดยฉับพลัน จะเกิดอะไรขึ้น (โดยก่อนหน้านี้ ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และโกลด์แมน แซคส์ ได้คาดการณ์ว่า ยอดขาดทุนจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญ เป็นความเสียหายในตลาดวอลล์สตรีทเสีย 460,000 ล้านเหรียญ โดยปัจจุบัน สถาบันเหล่านี้ตัดหนี้สูญไปแล้ว เพียง 150,000 ล้านเหรียญ) เมื่อข่าวออกมามากขึ้นๆ ทำให้สถาบันการเงินไม่ยอมปล่อยกู้ให้กันและกัน เกิดวิกฤตความเชื่อมั่น ธนาคารกลางต่างชาติอาจหยุดซื้อพันธบัตรสหรัฐเพื่อประเมินสถานการณ์ใหม่ เหตุการณ์อาจพลิกผันเหมือนประเทศไทยในปี 2540 เพราะคนอเมริกันทุกคนต่างฝากความหวังไว้ที่เฟด เหมือนที่คนไทยเคยฝากความหวังไว้กับธปท. ผมได้แต่หวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะสามารถประคับประคองสถานการณ์ไว้ได้ หาไม่แล้ว ความเลวร้ายที่เกิดขึ้น จะทำให้สถาบันการเงินล้มพังพาบเป็นทอดๆ และจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในปี 2540 ที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการเยียวยา ขณะเดียวกันก็นำความทุกข์ยากแสนเข็ญไปให้กับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่นับล้านๆคน เรื่องนี้ต้องจับตา แบบไม่กระพริบครับ |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||