พิมพ์หน้านี้
|
บางคนอาจเคยได้ยินคำว่า blog tag มาบ้างแล้ว แต่ยังไม่รู้จักว่ามันคืออะไร พอได้รับ email ว่า "You are tagged." หรือ "คุณโดน tag แล้ว" ก็ตกใจว่าโดนจับหรือเปล่า หรืออะไรกันแน่...ใจเย็นครับ ถ้าจำไม่ผิด blog tag มีต้นกำเนิดมาจาก forwarded email จากเพื่อนถึงเพื่อน โดยเนื้อหาใน email จะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวให้ผู้รับตอบประมาณ 100 คำถาม เมื่อผู้รับตอบแล้วก็ให้ส่งไปถึงเพื่อนใน contact list ต่อไป ผมเคยได้รับ email แบบนี้เมื่อนานมาแล้ว ได้แต่อ่านเรื่องส่วนตัวนับร้อยๆ ข้อของแต่ละคน แต่ไม่เคยร่วมสนุกกับใครเขาเลย มาวันนี้ tag ในรูปแบบของ forwarded email ได้เปลี่ยนไป มาอยู่ในรูปแบบของ blog แทน และเนื้อหาก็เปลี่ยนจากการตั้งคำถาม 100 ข้อ มาเป็นการบอกเรื่องราวส่วนตัวหรือความลับใน blog ของคุณเอง 5 ข้อ จากนั้นก็สร้างลิงค์ไปยัง blog ของเพื่อนๆ คุณต่อไป บางคนอาจยังสงสัยอยู่ว่าทำอย่างไร เอาเป็นว่าผมจะทำให้ดูก่อนแล้วกันครับ โดยคนที่ถูกผม tag จะต้องบอกเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องที่คิดว่าน้อยคนนักที่จะรู้ 5 ข้อ จากนั้นก็ใช้ฟังก์ชัน "สร้างลิงค์" ด้านบนเพื่อ tag ไปยังหัวข้อ blog tag ของเพื่อนๆ ต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อความสะดวก ผมจะเลือกรายชื่อจาก "blog เพื่อนบ้าน" แล้วกัน โดยนับจากชื่อบนสุดลงมา 5 คน นั่นก็คือ สำหรับเรื่องราวส่วนตัวของผม 5 ข้อ คือ 1. ตอนเด็กๆ ชอบวาดรูปมากและวาดได้ไม่เลวด้วย จนพ่อแม่พี่น้องชื่นชมไม่ขาดปาก ถ้าชื่อของ อ.เฉลิมชัย โด่งดังตั้งแต่สมัยนู้น ผมก็คงเลือกเดินตามทางนั้นแน่ๆ แต่ทำไปทำมาพ่อแม่อาจคิดว่าลูกคงเลี้ยงตัวเองไม่รอดถ้าวาดรูปหากินอย่างเดียว จึงไม่ได้ผลักดันให้ทำอะไรกับความสามารถนั้น มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองจบด้านวิศวะไปแล้ว ทั้งๆ ที่ใจอยากเรียนสถาปัตย์ศิลปากรมาก ทุกวันนี้ความสามารถทางด้านวาดเขียนจึงไม่ได้รับการพัฒนาต่อและจางหายไปในที่สุด ขณะนี้วาดได้งูๆ ปลาๆ วันหนึ่งจับดินสอปากกาถึง 5 นาทีหรือเปล่ายังไม่รู้เลย แต่ทุกวันนี้ก็หันมาเอาดีทางอื่นแทน ด้วยการขีดๆ เขียนๆ เหมือนกัน เนื้อหาเหมือนเดิม ต่างกันที่การนำเสนอเท่านั้น อย่างเช่นการเขียนใน blog นี้เป็นต้น 2. เป็นพวกอยู่ไม่สุข อยู่เฉยไม่ได้ ต้องหานู่นหานี่ทำตลอด กิจกรรมส่วนตัวจึงเยอะมาก และทำอะไรจะต้องศึกษาและทำให้ถึงที่สุด แต่ก็เบื่อง่าย (ขัดแย้งในตัวเองดีจัง) อย่างตอนเด็กๆ ชอบตัดสติ๊กเกอร์ ก็อุตส่าห์ศึกษาแบบใบมีดคัตเตอร์ ว่าใบมีดแบบไหน เฉียงกี่องศา ถึงจะเหมาะกับการตัดแบบใด กระดาษสติ๊กเกอร์มีกี่แบบ ฝึกตัดทั้งแบบตัวอักษรและภาพการ์ตูน ศึกษารูปแบบฟอนต์ลักษณะต่างๆ เรียกว่าบ้าเอามากๆ แล้วก็เบื่อ พอโตมาหน่อย ก็ชอบประกอบโมเดลจำลอง ทั้งรถจำลองและตัวการ์ตูน หาหนังสือมาอ่าน ซื้ออุปกรณ์มาทำ ทั้งปั๊มลม แอร์บรัช สี เครื่องขัดผิว ฯลฯ นั่งประกอบ นั่งพ่น จนรู้ถึงข้อดีข้อเสียของอุปกรณ์แต่ละชนิด มีร้านโมเดลที่ไหนต้องเข้าไปดู สุดท้ายก็เบื่อ และก็ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่เจาะลึกมาเรื่อย ไม่ว่าจะเป็นยิงปืน ตีกอล์ฟ ถ่ายภาพ ทำไอศกรีม ฯลฯ แต่ที่ยังทำมาตลอดจนถึงทุกวันนี้คือ ถ่ายภาพ ไม่ว่าตั้งแต่เด็กจนโตจะทำกิจกรรมอะไรมาบ้าง ผมก็ยังคงศึกษาเรื่องการถ่ายภาพมาตลอด และชอบที่จะถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ เรียนรู้การถ่ายภาพตั้งแต่อายุ 11-12 ปี เริ่มตั้งแต่กล้องแมนนวลที่ไม่มีเครื่องวัดแสง ถ่ายภาพเนกาทีฟ เปลี่ยนมาเป็นสไลด์ และมาจบที่ขาวดำ สมัยอยู่อเมริกาได้ตระเวนถ่ายภาพไว้หลายแห่ง ถ่ายเสร็จเข้าห้องมืดเป็นวันๆ บางครั้งอยู่ตั้งแต่ดึกยันเช้าเพื่อล้างอัดภาพเพียงภาพเดียว และที่ภูมิใจที่สุดคือการได้จัด exhibition ภาพถ่ายขาวดำใน cafe แห่งหนึ่งใน Chicago 3. ผมเป็นคนชอบกินช็อคโกแลตและไอศกรีมมาก เมื่อก่อนกินเกือบทุกวัน แต่เดี๋ยวนี้ต้องเพลาๆ ลงไป เพราะรู้สึกสุขภาพจะเริ่มไม่ค่อยดี โดยปัญหาสุขภาพที่ใหญ่ที่สุด ณ วันนี้ คือ คลอเรสเตอรอลสูง เป็นโรคประจำตัวตั้งแต่เด็ก สาเหตุนั้นไม่รู้ว่าเกิดจากยีนหรือการเลี้ยงดู เนื่องจากผมเป็นคนตัวเล็ก แม่อยากให้ตัวโตๆ เลยขุนตั้งแต่เด็ก ป้อนทั้งไข่และน้ำมันตับปลาทุกวัน อายุได้ 6 ขวบ ไปตรวจเลือด พบว่าคลอเรสเตอรอลสูงถึง 600 mg/dL หมอบอกว่าถ้าเป็นคนแก่ก็คงหัวใจวายตายไปแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ต้องควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และกินยามาตลอด จนเวลาผ่านไป 20 กว่าปี คลอเรสเตอรอลก็ยังเกิน 200 mg/dL อยู่ดี ทุกวันนี้ผมจึงใส่ใจสุขภาพมากกว่าการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ให้เวลากับการพักผ่อนและออกกำลังกายมากกว่าเดิม เพราะก่อนหน้านี้เคยบ้างานมาตลอด ทำงานแบบติดยา หาเงินแบบโงหัวไม่ขึ้น แต่ทุกวันนี้กลับรู้สึกว่าชีวิตคนเราทำงานหนักหาเงินเพื่อมารักษาตัว แล้วจะมีประโยชน์อะไร จากการอ่านงานวิจัยทางการแพทย์ บางตำราบอกว่าคลอเรสเตอรอลสูงเกิดจากอุปนิสัยการกิน บางตำราบอกว่าเกิดจากยีนหรือกรรมพันธุ์ บางตำราบอกว่าเกิดจากความเครียด ไม่รู้จะเชื่อตำราไหนดี สรุปคือเชื่อมันให้หมดเลย ทุกวันนี้ก็เลยต้องงดกินปลาหมึก ไข่แดง ข้าวขาหมู หอยนางรม เครื่องในสัตว์ กะทิ แต่ที่ยังงดแบบถาวรไม่ได้ก็คือ ช็อคโกแลตและไอศกรีม ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมของอร่อยๆ ต้องมีคลอเรสเตอรอลสูง นอกจากนี้ ยังต้องพยายามไม่เครียดและนอนให้เพียงพอ ซึ่งก็ยังทำไม่ค่อยได้ เพราะเป็นพวกติดนอนดึก เมื่อก่อนยังดีหน่อยที่ตื่นสายเป็นนิสัย แต่เดี๋ยวนี้ตื่นสายไม่ค่อยเป็น ไม่ได้ขยันบ้าอะไรหรอก แต่มันตื่นของมันเอง 4. โลกส่วนตัวของผมมีอยู่สูงมาก แม้ว่าอยากจะมีเพื่อนเยอะๆ แต่ก็เป็นคนขี้อายและชอบอยู่คนเดียว (ขัดแย้งในตัวเองอีกแล้ว) ผมจึงสามารถไปไหนมาไหนคนเดียวได้แบบไม่ตะขิดตะขวงใจอะไร หลายครั้งก็ไปกินข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียว เดินเล่นคนเดียว ออกกำลังกายคนเดียว แต่ยังไม่ถึงขั้นพูดคนเดียว ที่เป็นอย่างนี้เพราะชอบการเป็นส่วนตัว หลายครั้งอยากนั่งคิดอะไรคนเดียวเวลากินข้าว ไม่อยากกินไปคุยไป อยากดูหนังคนเดียว เพราะได้ดูหนังที่อยากดูจริงๆ ไม่ต้องเกรงใจคนที่ไปดูด้วย และโดนปรามาสว่าดูหนังอะไรของมึงวะ (ก็คนเราสนุกไม่เหมือนกันนี่หว่า) แต่ความเป็นส่วนตัวของผมเริ่มหมดไปหลังจากที่มาทำทีวี หลายคนอาจอิจฉาว่าอยู่ในวงการนี้มีชื่อเสียง มีคนรู้จัก น่าจะดีออก แต่สำหรับตัวเองแล้วเฉยๆ ไม่ชอบด้วยซ้ำที่ไปไหนมาไหนแล้วมีคนเห็น ไม่ใช่ดัดจริตหรือรังเกียจคนเข้ามาทัก แต่ผมอยากทำอะไรที่ไม่ต้องรู้สึกว่าเราเป็นคนสาธารณะ ต้องระวังตัวเอง ต้องรักษาภาพลักษณ์ ไม่ชอบ มันอึดอัด ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้แล้ว ลองเข้าไปอ่านดูได้ที่ 10 เหตุผลที่ไม่อยากดัง 5. ตู้หนังสือที่บ้านผมตอนนี้มีหนังสือเป็นพันๆ เล่มแล้ว มันเป็นโรคจิตอ่อนๆ ที่ชอบหนังสือเข้าเส้น พ่อแม่พี่น้องและคนสนิทจะรู้ว่าผมอ่านหนังสือเหมือนหิวข้าวแล้วกินไม่อิ่ม เคยนั่งอ่านหนังสือตั้งแต่เช้าจรดค่ำโดยไม่ลุกไปไหนเลย บ้าขนาดนั้น และเวลาไปเดินห้าง ถ้าผมหายตัวไป คนที่ไปด้วยจะรู้ทันทีว่าจะตามหาตัวผมได้ที่ไหน คือ ตามมันเจอแน่ๆ ถ้าไปหาที่ร้านหนังสือ ทุกวันผมจะต้องเข้าร้านหนังสือเพื่อไปเช็คแผง (ทำตัวเยี่ยงเจ้าของร้าน) ไปลอบๆ มองๆ ซะหน่อยว่ามีอะไรออกใหม่บ้าง ไม่ก็ไปหาหนังสือที่หลบมุม หรืออยู่ในซอกหลืบที่ไหนสักแห่งบนชั้นหนังสือในร้าน ร้านที่ไปบ่อยๆ ก็ซีเอ็ดและบีทูเอส แต่ร้านที่ชอบก็นี่เลย...คิโนคุนิยะที่สยามพารากอน อลังการงานสร้างมาก ส่วนร้านที่ไปบ้างเป็นประปราย ก็อย่างเช่น Bookazine, ร้านหนังสือใต้ดิน (เจ๊งไปแล้ว), ดอกหญ้า, ร้านนายอินทร์ และแผงหนังสือทั่วไป แม้จะติดหนังสือและซื้อหนังสือมาอ่านบ่อย แต่บางเล่มซื้อมาเป็นปีๆ ก็ยังไม่ได้อ่าน บางเล่มซื้อมาอ่านได้ไม่จบก็หันไปอ่านเล่มอื่นต่อ บางเล่มซื้อมาเพื่ออ่านแค่บทเดียว บางเล่มซื้อเพราะหน้าปกและรูปเล่มงาม บางเล่มซื้อเอาไว้อ้างอิงแต่ไม่คิดจะอ่าน ส่วนตัวคิดว่าถ้าแก่ตัวลงและตกงาน คงจะมาไล่อ่านให้ครบทุกเล่ม |
| ค่าธรรมเนียมผ่านทาง | ||
ไอเดียการประหยัดพลังงานชิ้นล่าสุด ที่หลายคนมองว่าไม่น่าจะเหมาะสมกับสังคมไทยในปัจจุบัน เพราะระบบขนส่งของไทยยังไม่พร้อมเหมือนต่างประเทศ |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | |||