พิมพ์หน้านี้
|
น้ำเน่าที่เป็นข่าวมาหลายวัน นับตั้งแต่ปลาในกระชังของเกษตรกรในจังหวัดอ่างทองตายเป็นเบือ เจ้าหน้าที่ต่างๆ ก็เร่งหาสาเหตุกันยกใหญ่ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ระหว่างน้ำเสียที่ปล่อยออกมาจากโรงงาน และ/หรือการล่มของเรือบรรทุกน้ำตาล โดยในอีก 2 วัน ครม.จึงจะสรุปสาเหตุได้แน่ชัด ได้ยินข่าวแบบนี้แล้วก็เหนื่อยใจแทนครับ สงสัยว่าทำไมเรื่องแค่นี้ถึงขั้นต้องเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อสรุปสาเหตุ เพียงแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่างไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถฟันธงไปได้เชียวหรือ ว่าน้ำเน่าครั้งนี้เกิดจากอะไร หากไปถามนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมหรือวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คนไหนก็ได้ พวกเขาจะตอบได้ทันทีว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากอะไร ถ้าไปถามนักศึกษาชั้นปีที่ 2 พวกเขาจะบอกถึงวิธีการแก้ไขปัญหาได้เป็นฉากๆ และถ้าไปถามเด็กชั้นปีที่ 3 และ 4 พวกเขาจะบอกถึงวิธีการป้องกันมิให้เหตุการณ์นี้เกิดซ้ำซากได้อีกด้วย คำถามคือ...เรื่องแค่นี้ "ต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี" ด้วยหรือ คำถามคือ...ถ้าอย่างนั้นแล้ว "จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ทำอะไร หากไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าสาเหตุของเรื่องนี้คืออะไร" คำถามคือ...แล้วเมื่อไหร่ "รัฐบาลจะจริงจังกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเสียที" อธิบายเท้าความก่อนแล้วกันครับว่า ธรรมชาติของน้ำเน่าเกิดจากอะไร โดยปกติน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีออกซิเจนผสมอยู่ เช่นเดียวกับอากาศที่มีก๊าซเยอะแยะมากมายเป็นส่วนผสม และออกซิเจนก็เป็นหนึ่งในนั้น ปริมาณออกซิเจนในน้ำ เขาเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Dissolved Oxygen หรือ DO ค่า DO ที่เหมาะสมในแหล่งน้ำทั่วไป จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) หรือ หนึ่งส่วนในล้านส่วน (ppm) ถ้าแหล่งน้ำไหนมีความบริสุทธิ์มากๆ เช่น ลำธารในป่าในเขา อาจะมี DO สูงถึง 8 ppm ทีเดียวครับ กรณีนี้พวกกุ้ง หอย ปู ปลา ก็จะแฮปปี้มาก แต่ถ้าค่า DO ลดต่ำลงมาอยู่ในช่วง 2-3 ppm ก็เรียกว่าน้ำเริ่มเน่าแล้ว ปลาจะเริ่มพะงาบๆ สังเกตเห็นได้ง่ายๆ ว่าปลาจะขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำบ่อยๆ และถ้า DO ลดต่ำเหลือ 0 ppm ก็เรียกว่าเน่าสนิท แม่น้ำเจ้าพระยาบางช่วงในกรุงเทพฯ ตั้งแต่สะพานพุทธฯ เรื่อยไปจนถึงท่าเรือคลองเตย เคยมี DO ต่ำถึงระดับ 0 มาแล้วในอดีต แต่ปัญหาไม่หนักมากเนื่องจากน้ำในเจ้าพระยามีปริมาณมากและไหลแรง จึงพัดพาความเน่าเสียไปได้เร็ว ทีนี้ค่า DO หรือออกซิเจนในน้ำลดระดับลงไปได้อย่างไร ก็ต้องยกตัวอย่างออกซิเจนในอากาศครับ เมื่อก่อนอากาศบริสุทธิ์ มีออกซิเจนเหลือเฟือ แต่เดี๋ยวนี้ประชากรเพิ่มขึ้นมากมายถึงขั้นมีคำเปรียบเปรยว่าแย่งอากาศกันหายใจเลยทีเดียว ออกซิเจนในน้ำก็เป็นเช่นนั้นครับ หากออกซิเจนในน้ำถูกใช้ไปมาก ระดับของมันก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว จนปลาและสัตว์น้ำต่างๆ ไม่สามารถหายใจได้ และสิ่งมีชีวิตที่แย่งออกซิเจนไปจากปลาและสัตว์น้ำเหล่านี้ก็คือ "จุลินทรีย์" ทีนี้จุลินทรีย์แย่งอากาศของสัตว์น้ำไปได้อย่างไร บอกไปแล้วครับ ถ้าไปถามเด็กปี 1 เขาก็ตอบได้ทันทีว่า เพราะจุลินทรีย์มีปริมาณเพิ่มมากเกินไปนั่นเอง สาเหตุก็มาจากจุลินทรีย์ "กิน" มากขึ้น ทำให้โตมากขึ้น และเพิ่มจำนวนมากขึ้น นั่นก็หมายความว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่งได้มีการเพิ่มปริมาณอาหารให้พวกจุลินทรีย์อย่างมากมาย
พวกมันทำหน้าที่ย่อยสลายเศษซากที่ตกค้างในธรรมชาติ และสิ่งที่หลงเหลือจากมนุษย์และสัตว์ เรียกว่าเป็นภารโรงของโลกนั่นเอง หากขาดพวกมันไป โลกจะเต็มไปด้วยขยะและเศษซากของเหลือล้นโลกเลยทีเดียว เมื่อจุลินทรีย์กินอาหารเข้าไป มันจะต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยด้วย เหมือนมนุษย์นั่นแหละครับ ร่างกายก็ต้องเผาผลาญอาหารที่กินเข้าไป โดยมีออกซิเจนเป็นตัวสันดาป หรือที่เรียกว่ากระบวนการสันดาป (metabolism) นั่นเอง สรุปง่ายๆ ว่าสาเหตุที่ออกซิเจนในน้ำลดลงไปอย่างรวดเร็ว มาจาก 2 สาเหตุ คือ 1. จุลินทรีย์เอาไปใช้ในการย่อยสลายอาหารของมัน และ 2. เมื่อมันเพิ่มจำนวนมากขึ้น มันก็ใช้ออกซิเจนมากขึ้นด้วย ทีนี้ใครล่ะครับที่เพิ่มอาหารให้จุลินทรีย์ในแหล่งน้ำ 1. บ้านเรือนริมตลิ่ง ที่ปล่อยน้ำทิ้งจากห้องน้ำ ห้องส้วม น้ำซักผ้า น้ำล้างจาน เศษอาหาร ฯลฯ 2. โรงงานอุตสาหกรรม ที่ "แอบ" ปล่อยน้ำเสีย ขยะ สารพิษ ฯลฯ 3. เรือ ที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจปล่อยน้ำทิ้ง สิ่งปฏิกูล และสินค้าบนเรือลงในแหล่งน้ำ ทั้ง 3 สาเหตุล้วนเป็นการเพิ่มปริมาณอาหารของจุลินทรีย์ทั้งสิ้น แต่ปริมาณของเสียที่จะส่งผลให้เกิดเหตุการณ์น้ำเน่าในครั้งนี้ได้ ย่อมต้องเป็นของเสียที่มีปริมาณมหาศาล แบบที่เรียกว่า heavy load และต้องเป็นการปล่อยแบบกะทันหันด้วย คงตอบได้ไม่ยากใช่ไหมครับว่า สรุปแล้วสาเหตุของน้ำเน่าครั้งนี้เกิดจากอะไร ถ้าให้ชี้ชัดก็ต้องบอกว่าเรือบรรทุกน้ำตาลที่ล่มนั่นแหละ ที่ทำให้ปริมาณอาหารของจุลินทรีย์เพิ่มขึ้นมหาศาล อย่างไรก็ตาม โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ไม่อาจถูกมองข้ามไปได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว โรงงานเหล่านี้แทบจะไม่มีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยทิ้งลงสู่แม่น้ำเลย เพื่อนผมอยู่ในวงการสิ่งแวดล้อมเยอะแยะ หลายคนทำงานในกรมโรงงานอุตสาหกรรม หน้าที่คือไปตรวจโรงงานต่างๆ ทุกเดือน เพื่อดูว่าโรงงานเหล่านี้ปล่อยของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานหรือไม่ ตามธรรมเนียมแล้ว ไม่ว่าโรงงานนั้นจะได้มาตรฐานหรือไม่ได้มาตรฐานก็ตาม เจ้าของโรงงานก็จะใส่ซองให้เจ้าหน้าที่กรมโรงงานฯ ที่ไปตรวจทุกเดือน เพราะพวกเขากลัวว่าถ้าไม่ใส่ซองให้ ก็จะไม่ผ่านการตรวจมาตรฐาน ทีนี้เมื่อเจ้าหน้าที่กรมโรงงานฯ รับซองไปแล้ว ยังจะไปบอกว่าโรงงานนั้นปล่อยของเสียเกินมาตรฐาน ก็ทำได้ไม่เต็มปากเต็มคำมากนัก ยกเว้นว่าของเสียที่ปล่อยออกมานั้นมันมากมายจนน่าเกลียด
เพราะฉะนั้น โรงงานอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในสาเหตุของน้ำเสียแน่ๆ อยู่แล้ว แต่ที่ผมมองว่าไม่ใช่สาเหตุหลักของเหตุการณ์นี้ เนื่องจากถ้าโรงงานมีการทำงานตามปกติ การจะมีของเสียหรือน้ำเสียเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอย่างมากมายกะทันหันนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ของเสียที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมหมายถึงผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นๆ ลงๆ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยนั้นเป็นไปได้ยาก เว้นแต่จะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ หม้อน้ำแตก ถังเก็บสารเคมีระเบิด สต็อกผงชูรสรั่ว หรืออุบัติเหตุต่างๆ ที่ทำให้มีของเสียรั่วไหลแบบผิดปกติ หากจะมองภาพรวมของเรื่องนี้ ก็ต้องบอกว่าโรงงานต่างๆ ปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดต่ำลง แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต จนมาเกิดเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำตาลล่ม จึงทำให้ออกซิเจนในน้ำหมดไปจนเหลือศูนย์นั่นเอง และถ้าเรื่องง่ายๆ ด้านสิ่งแวดล้อมแบบนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ที่น้อยคนนักจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามท่าน ผมยังเกือบไม่รู้เลยเพราะท่านแทบไม่มีผลงาน) ไม่สามารถสรุปสาเหตุได้ ไม่สามารถฟันธง และชี้ชัดได้ว่าใครผิด ต้องรอให้เข้าที่ประชุม ครม. ก่อน ผมก็ว่า...ท่านลาออกไปเสียดีกว่าครับ |
| ค่าธรรมเนียมผ่านทาง | ||
ไอเดียการประหยัดพลังงานชิ้นล่าสุด ที่หลายคนมองว่าไม่น่าจะเหมาะสมกับสังคมไทยในปัจจุบัน เพราะระบบขนส่งของไทยยังไม่พร้อมเหมือนต่างประเทศ |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |