• Suki
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sukimedia@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-24
  • จำนวนเรื่อง : 76
  • จำนวนผู้ชม : 84581
  • จำนวนผู้โหวต : 375
  • ส่ง msg :
Suki Media
^_^ โปรดใช้วิจารณญาณขณะอ่าน และจินตนาการขณะชม ^_^
Permalink : http://www.oknation.net/blog/baramee
วันพุธ ที่ 18 เมษายน 2550
นิมนต์กลับวัดโดยด่วน
Posted by Suki , ผู้อ่าน : 722 , 01:06:01 น.   | หมวดหมู่ : ธรรมเป็นธรรม  
พิมพ์หน้านี้


     ห็นข่าวพระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้ว ก็อดถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้

     คงรู้นะครับว่าหมายถึงอะไร

  (รูปจาก www.manager.co.th)    

     เรื่องนี้ผมต้องบอกตามตรงว่า เป็นเรื่องนานาจิตตังอย่างแท้จริง ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมีเหตุผลที่ฟังขึ้นและฟังไม่ขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ขออธิบายหรือพูดถึงเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็นำมากล่าวอ้างได้อยู่แล้ว เนื่องจากเรื่องศาสนาเป็นเรื่อง "นามธรรม"

     นอกจากจะเป็นนามธรรมแล้ว ยังเป็นเรื่อง "ละเอียดอ่อน" ซึ่งหลายคนอาจฟังคำนี้จนเอียน พร้อมถามว่าทำไมจึงว่าละเอียดอ่อน และมันละเอียดอ่อนตรงไหน

     ตีความง่ายๆ เลยก็คือ เรื่องใดก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับ "ศรัทธา" ของคน สิ่งนั้นเป็นเรื่อง "ละเอียดอ่อน"

     อย่างที่เขาว่ากันว่า เรื่องที่ไม่ควรนำมาพูดคุยกันในวงสนทนาบ่อยๆ คือ เรื่องการเมือง ฟุตบอล และศาสนา เพราะแต่ละคนก็มีความเชื่อหรือมีศรัทธาตามแต่ใจตัวเอง บางครั้งก็อยู่นอกเหนือจากเหตุผล

     คนที่นำ 3 เรื่องนี้มาคุยกันบ่อยๆ จึงปากแตกกันมาเยอะแล้ว

     เพราะฉะนั้น เหตุผลของการบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือนั้น เป็นสิ่งที่ควรละไว้ในฐานที่เข้าใจ (ของแต่ละคน) เพราะทุกคนย่อมเชื่อเหตุผลของตัวเองเป็นสำคัญ ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะไปเรียกร้องหรือไม่เรียกร้อง จะไปกดดันใครหรือไม่กดดันใคร ก็เป็นเรื่องของปัจเจกล้วนๆ

     แต่ฐานะของ "บุคคล" ที่จะไปดำเนินการอย่างที่ว่านั้นต่างหาก ที่ไม่ควรเป็น "พระสงฆ์"

     ไม่มีใครจะตั้งท่ารังเกียจรังงอนอันใด หรือกล่าวหาว่าเพิกเฉยต่อพุทธศาสนา หากผู้ครองเพศบรรชิตเหล่านี้จะเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่

     ถ้าจะพูดกันตามพระธรรมวินัยดั้งเดิม ก็ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่กิจของสงฆ์

     พระสงฆ์เป็นผู้สละแล้วในทางโลก หน้าที่หลักคือปฏิบัติธรรม เพื่อลด ละ เลิก กิเลสทั้งปวง รวมทั้งมีหน้าที่เผยแผ่พุทธศาสนาตามวัตถุประสงค์หลักของการเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย

     แต่ผมไม่อยากนำพระธรรมวินัย กรณี "กิจของสงฆ์" มากล่าวอ้างกันอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ รวมทั้งยังเชื่อว่าพระสงฆ์เหล่านี้ย่อมรู้ถึงวินัยข้อนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

     ที่สำคัญ การประพฤติปฏิบัติของสงฆ์ในทุกวันนี้ ก็ละเมิดพระธรรมวินัยข้อดังกล่าวจนเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่เรื่องที่กระทำนั้น หากถือเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็อาจพออนุโลมกันได้ อย่างเช่นการพัฒนาชุมชนในส่วนที่รัฐให้ความช่วยเหลือไม่ถึง หรือการสร้างวัตถุมงคลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

     ซึ่งถ้าหากว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์ และบางเรื่องเป็นชนวนเหตุให้เกิดความวุ่นวายหรือกิเลสต่อประชาชนมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ ที่เห็นชัดๆ คือการสร้างวัตถุมงคลจนเป็นพุทธพาณิชย์ และผมก็สงสัยเหลือเกินว่า พระที่ปลุกเสกวัตถุมงคลจะบาปหรือไม่ หากวัตถุมงคลดังกล่าวเป็นชนวนเหตุให้คนเหยียบกันตาย

     และถ้ายิ่งเรื่องใดที่นอกเหนือจากการพัฒนาชุมชนและสร้างวัตถุมงคลแล้ว พระสงฆ์ยังต้องออกมาจากวัด เพื่อยุ่งเกี่ยวในทางโลกอีก ผมก็เห็นว่ามันเกินควรไปหน่อย

     เพราะการได้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ...

     มันช่วยให้พระสงฆ์ลด ละ เลิก กิเลสได้เร็วขึ้นหรืออย่างไร

     มันช่วยให้พระสงฆ์มีศีลบริสุทธิ์มากขึ้น จนบังเกิดเป็นสมาธิ และปัญญาต่อไปหรืออย่างไร

     มันช่วยให้พระสงฆ์บรรลุมรรค ผล นิพพาน เร็วขึ้นหรืออย่างไร

     มันช่วยให้ประชาชนไทยหันมานับถือศาสนาพุทธมากขึ้นหรืออย่างไร

     หรือมันช่วยให้พระสงฆ์มีฐานันดรที่สูงขึ้นหรืออย่างไร

     ท่านพุทธทาสเคยกล่าวถึงพุทธศาสนาในสายตาของแต่ละบุคคลที่มองเข้ามา ซึ่งอาจจะมองแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นเพหรือภูมิหลังของคนๆ นั้น

     อย่างนักศีลธรรมก็จะมองพุทธศาสนาในฐานะที่เป็น "ศีลธรรม"

     บางคนมองว่าพุทธศาสนาเป็น "สัจธรรม"

     บางคนมองพุทธศาสนาเป็น "ศาสนา"

     บางคนมองพุทธศาสนาเป็น "จิตวิทยา"

     บางคนมองพุทธศาสนาเป็น "ปรัชญาและวิทยาศาสตร์"

     และบางคนมองพุทธศาสนาว่าเป็น "ศิลปะ"

     แต่มุมมองที่ท่านพุทธทาสยืนยันว่า เป็นเหลี่ยมมุมที่ต้องสนใจมากที่สุดก็คือ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็น "ศาสนา" เพราะเป็นมุมมองที่พูดถึงวิธีปฏิบัติอันจะก่อให้เกิดศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อนำไปสู่การมองโลกในแง่จริง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนันตา

     นั่นหมายถึง ไม่มีอะไรในโลกนี้เที่ยงแท้ (อนิจจัง) ไม่มีอะไรที่เราเข้าไปยึดถือแล้วไม่เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และไม่มีอะไรเป็นของของเรา แม้กระทั่งตัวเราเอง (อนัตตา)

     เฉกเช่นเดียวกัน การยึดมั่นถือมั่นว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นสิ่งที่ชาติควรตราเอาไว้ในกฎหมายว่าต้องมีประจำประเทศ จึงเป็นการเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง

     และน่าเสียใจมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้ออกมาเรียกร้องกลับกลายเป็นผู้ถือครองสมณเพศ อันได้ปวารณาตัวไว้แล้วว่าจะเลิกยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเป็นสรณะ

     แต่นี่กลับมองพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็น "อัตตา" ไปอย่างไม่น่าให้อภัย

     ผมจึงอยากนิมนต์พระสงฆ์องคเจ้าทั้งหลายให้กลับวัดเสียเถิด กลับไปปฏิบัติธรรมอย่างแข็งขันและให้ปัญญาแก่พุทธศาสนิกชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อเป็นการต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยาวนานยิ่งๆ ขึ้นไป

     และความยั่งยืนจะบังเกิดผลโดยไม่ต้องมีใครมาเขียนลงในกระดาษหรือจารลงในใบลานเลยแม้แต่นิดเดียวว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทย"

     เพราะนั่น...มันไร้สาระสิ้นดี


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 26
Suki วันที่ : 03/05/2007 เวลา : 22.19 น.
http://www.oknation.net/blog/baramee
โลกเราขาวไม่เท่ากัน

ผมบวชมา 1 พรรษา แม้จะนานกว่าคุณคนขี้เบือเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าไม่นานเลยภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์

ผมพอจะได้เรียนรู้พระธรรมตามกำลังที่มีอยู่ แต่ส่วนที่สนใจอื่นๆ ก็ศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือหนังหานั่นแหละครับ

โดยส่วนตัวถ้าเป็นหนังสือที่พระสงฆ์เขียน ผมชอบของท่านพุทธทาส, ว.วชิรเมธี และ ป.อ.ปยุตฺโต แต่ถ้าเป็นหนังสือที่ฆราวาส ก็ชอบของ อ.วศิน อินทสระ ครับ

ผมอยากให้คุณคนขี้เบือลองคิดในอีกแง่มุมหนึ่งนะครับ ว่าการบวชอาจทำให้เราเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นหรือไม่ควรรับรู้ในวงการผ้าเหลือง แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราเข้าใกล้พระธรรมมากยิ่งขึ้น ได้เรียนรู้และประพฤติปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธองค์

แต่ก็อย่างว่าแหละครับ มันขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่บวชอยู่ด้วย หากบวชในเมืองก็ต่างจากบวชวัดป่า แม้ผมจะบวชวัดในเมือง แต่วัดที่ผมบวชก็มีอะไรๆ ให้ศึกษาและน่าเคารพอยู่อีกมาก แม้จะมีหลายอย่างที่หลุดจากพระธรรมไปบ้างก็ตาม

อย่าเลิกไหว้พระเลยครับ เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอม ก็อยากให้ถือว่าเราไหว้หนึ่งในพระรัตนตรัยแล้วกันครับ
ความคิดเห็นที่ 25
คนขี้เบือ วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 21.32 น.
http://www.oknation.net/blog/9686

ไม่คิดว่าคุณ suki จะวิจารณ์พระได้อย่างมีคนมีภูมินะ ผมบวช 1 เดือนไม่ได้เรียนอะไรเลย แต่รู้สึกเสียใจไม่น่าบวชเลย ทำให้ศรัทธาที่เคยมีอยู่กับพระลดน้อยถอยลงไปอีก ปัจจุบันเห็นคนห่มเหลืองแล้ว ผมก็ไม่ไหว้เลย ต้องพิจารณาให้ละเอียดก่อนว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอม ...
ความคิดเห็นที่ 24
คิดในสิ่งที่ดีทำในสิ่งที่ดี วันที่ : 27/04/2007 เวลา : 16.07 น.

นามสำคัญขนาดนั่นเลยหรอครับ ของท่ามันดีจิงไม่ต่้องบอกว่าซื้อได้ที่ไหนขายที่ไหนเค้าก็หามาใช้เองโดยคนขายไม่ต้องบอกด้วยว่าดีอย่างไง ขออย่างเดี่ยวอย่าใช้ความหวังดีของพระสงฆ์องค์เจ้าเพื่อประโยชค์ของบุคคลบ้างกลุ่มบ้างพวกเลยครับ(คนที่อยู่ข้างหลังอ่ะ)
ความคิดเห็นที่ 23
FollwEr วันที่ : 21/04/2007 เวลา : 23.03 น.
http://www.oknation.net/blog/ning25348
WhAt !!!!

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเขียนดังกล่าว ไม่เห็นจะมีความจำเป็นอันใดเลยที่จะมาบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ หลักสำคัญจริง ๆ ของการอยู่รอดของพุทธศาสนามิได้เกี่ยวข้องกับการถูกบัญญัติไว้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เป็นเพราะพุทธบริษัท 4 ต่างหากที่ต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน นั่นจะทำให้พระพุทธศาสนาไม่มีวันเสื่อมคลายได้
ความคิดเห็นที่ 22
ออกปากออกแบบ วันที่ : 21/04/2007 เวลา : 13.22 น.
http://www.oknation.net/blog/designspeakout

เห็นด้วยทุกประการครับ เรื่องนี้ไม่น่ามีการเคลื่อนไหวโดยฝ่ายสงฆ์ ส่วนเห็นด้วยหรือไม่นั้นพูดยากครับมีสองมุมเป็นเรื่อง ประจำใจ vs ประจำชาติ
:(
ความคิดเห็นที่ 21
LukeKaEw วันที่ : 19/04/2007 เวลา : 00.55 น.
http://www.oknation.net/blog/lukekaew
สบาย สบาย

เห็นด้วยอย่างแรง ทำไมต้องยื่น วุ้ยย...
อ่อ พูดถึงพระ...นึกขึ้นมาได้เลยว่า ไม่ชอบเลยเวลาไปขายของที่สวนตอนตีห้าแล้วมีพระมาเดินบิณหน้าร้านอะ มันรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งเลยมักจะปัดมือขอไปทีเสมอๆ
อย่างนี้ผิดหลักอะไรมั้ยพี่สุกี้? น้องเง็ง
ความคิดเห็นที่ 20
วิตามินบี วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 23.41 น.
http://www.oknation.net/blog/cookie
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


วิจารณ์พระกันเบาๆหน่อยเถอะค่ะ ถึงท่านจะออกมาทำในสิ่งที่มิใช่กิจของสงฆ์ แต่ก็มิได้เลวร้ายขนาดเรียกท่านว่าไม่ใช่พระนะคะ อย่างน้อยๆในจำนวนพระที่ออกมาก็คงมีพระคุณท่านที่ปฏิบัติศีลครบ227ข้อ มากกว่าเราซึ่งถือศีลไม่ครบ5ข้อด้วยซ้ำไป (ทำตัวลีบๆแล้วทำเสียงแบบเกรงใจที่สุด) เราวิจารณ์ที่เนื้อหาดีกว่าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 19
ดวงใจ วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 23.25 น.
http://www.oknation.net/blog/vttoom

ถูกที่สุดค่ะ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ที่จะก่อม๊อบกดดันแบบนี้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นเพียงคนที่อาศัยเครื่องแบบของพระพุทธองค์ใส่แล้วบอกว่าตัวเป็นพระ เป็นพุทธแต่การกระทำนั้นไม่ใช่เลยจนนิดเดียวค่ะ
ถ้าเรียนแต่ทฤษฎีแต่ไม่ได้ปฎิบัติหรือปฏิบัติยังไม่ถึงก็กระทำสิ่งที่ทำลายพระศาสนาโดยขาดปัญญานั่นเอง
ความคิดเห็นที่ 18
วิตามินบี วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 23.21 น.
http://www.oknation.net/blog/cookie
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


คอมเม้นท์หน่อยก็ได้ค่ะ ไม่ว่าจะบัญญัติหรือไม่บัญญัติ
ก็ยังคงนับถือศาสนาพุทธเช่นเดิม มั่นคงมิเสื่อมคลาย เพราะยึดที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบไหว้พระคุณท่านก็นึกเสมอว่ากราบไว้สัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพระบางรูปจะเป็นเช่นไรไม่สนใจ พระท่านจะออกมาประท้วงซึ่งใช่กิจของพระสงค์หรือไม่ ไม่สนใจ จะมีข่าวพระบางรูป(อาศัยผ้าเหลือง)ก็ไม่สนใจ ยังไงก็จะทำบุญ เข้าวัด ปฏิบัติตามคำสอนเท่าที่จะทำได้ อย่ามาไล่ให้ไปบวชนะคะ เดี๋ยวไม่ได้เข้ามาอ่านงานเขียนของคุณสุกี้ยากี้
*ฝากไว้นิดนึง ถ้าเสื่อมศรัทธากับพระที่อาศัยผ้าเหลืองบางรูป ก็อย่าถึงกับเลิกเข้าวัดเลยค่ะ พระดีๆยังมีอีกมากเห็นแก่พระที่ดีให้กำลังใจกับท่านบ้างเถอะค่ะ ถ้าเราทิ้งท่านกันหมด แล้วใครจะทำหน้าที่สืบสานศาสนาพุทธแทน
พระพุทธเจ้าละคะ วันหนึ่งศาสนาอื่นก็จะเข้ามากลืนจนหมด*
ความคิดเห็นที่ 17
วิตามินบี วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 23.05 น.
http://www.oknation.net/blog/cookie
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


อุ๊ย...กำลังเคร่งเครียดกันเลย ขอย่องไปสะกิดคุณสุกี้ยากี้ข้างหลังละกัน เออ..เอากระโถนมาให้ค่ะ เห็นว่าอยากอ้วกกก
ความคิดเห็นที่ 16
chompoopookha วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 22.19 น.
http://www.oknation.net/blog/chompoopookha

เห็นด้วยพันเปอร์เซ็นต์ จริงๆ
ความคิดเห็นที่ 15
ผู้หญิงธรรมดา วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 22.06 น.
http://www.oknation.net/blog/simple08

พระจริงๆคงไม่ทำอย่างนี้หรอกมั๊ง
ความคิดเห็นที่ 14
lost-in-space วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 20.20 น.
http://www.oknation.net/blog/lostinspace
สิ่งที่เหนือไปกว่าการให้อภัย คือ "การลืม(มันซะ)" ... สิ่งที่เราไม่เคยเห็น ไม่ได้แปลว่าไม่มี

เราไม่เห็นด้วยที่จะให้นำเอาข้อความที่ว่า "ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย" ไว้ในรัฐธรรมนูญมานานแล้ว

เราว่ามันรังแต่จะทำให้เกิดปัญหาความแตกแยกทางความคิด ทางเชื้อชาติศาสนากันมากขึ้นไปอีก

พระธรรมคำสอนในศาสนาพุทธก็มีอยู่ ว่าไม่ควรยึดมั่น ถือ มั่น หากพระสงฆ์องคเจ้ามาเป็นผู้ยึดมั่นถือมั่นเสียเองอย่างนี้ พระธรรมคำสั่งที่ร่ำเรียนมาก็ไร้ค่า

ถ้าได้ลองพลิกตำราประวัติศาสตร์ จะเห็นว่ามีหลายชาติ หลายประเทศ ที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้ศาสนาที่คนนับถือในชาติตนส่วนใหญ่เป็นศาสนาประจำชาติ ต่อมาก็ก็เกิดความแตกแยกภายในชาติ จนภายในหลังก็ต้องกลับมายกเลิกบัญญัตินั้น

ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาของสากลโลก ไม่ใช่ศาสนาของชาติใดชาติหนึ่ง
ความคิดเห็นที่ 13
kengjung วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 18.51 น.
http://www.oknation.net/blog/chakree

ประเทศเรามีหลายศาสนารวมกันมาตั้งนานนินา ทำไมต้องบังคับให้บัญญัติลงไปด้วยหล่ะครับ พระคุณเจ๊าาา ใจเย็นๆ นะขอรับ ไม่มีก็ ไม่ตายหรอกมั๊ง?

แต่ที่บวชๆ กันอยู่เนี่ย ช่วยสร้างความน่าเลื่อมใส ศรัทธา ให้กลับมาอีกสักนิ๊ดเถอะครับ...สาตุ๊
ความคิดเห็นที่ 12
daisy วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 15.39 น.
http://www.oknation.net/blog/daisy

แค่คิดมาก็ผิดแล้ว ..
ส่วนตัวดิฉันคิดว่าเป็นแค่คนๆกลุ่มหนึ่งที่เปลี่ยนสีเสื้อไปมาเท่านั้นเอง อย่าไปถามถึงว่า ควรไม่ควรเลย เพราะเค้าอาจไม่รู้คำตอบ
ความคิดเห็นที่ 11
Watchpuppy วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 14.53 น.
http://www.oknation.net/blog/watchpuppy

จริงๆจะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ก็ไม่เปลกอะไร...
แต่ถ้าไม่มีไม่ได้... ผมว่านี่แหละแปลก
ความคิดเห็นที่ 10
TheQueenofNostalgia วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 11.59 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
The worst is yet to come. 

ไม่มีประโยคไหนจะมาบรรยายความเห็นของดิฉันต่อบทความนี้มากไปกว่า "เห็นด้วย"
ความคิดเห็นที่ 9
Suki วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 09.30 น.
http://www.oknation.net/blog/baramee
โลกเราขาวไม่เท่ากัน

ตอบคุณ chandra นะครับ

ถ้าจะว่ากันตามพระธรรมวินัยที่กำหนดในพระไตรปิฎก อันเป็นวินัยที่สงฆ์พึงปฏิบัติเป็นข้อๆ ก็คงไม่ได้มีการระบุตรงตัวเกี่ยวกับเรื่องที่พระสงฆ์ควรหรือไม่ควรทำมากนัก

ขณะที่พระธรรมวินัยดั้งเดิมที่ผมอ้างถึงนั้น ก็หมายถึงพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าที่ถือเป็นหลักหรืออุดมการณ์ในการทำหน้าที่ของพระสงฆ์ ซี่งนับเป็นภารกิจหลักเลยนะครับ ที่พระสงฆ์ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

"ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พหูชน เพื่อเกื้อการุณแก่ชาวโลก...จงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามตราบสุดท้าย..."

ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะดับขันปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัสไว้แก่พระอานนท์ว่า

"อานนท์ พระธรรมและพระวินัยอันใด ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย พระธรรมและพระวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"

แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเวลาผ่านไปย่อมมีสิ่งแปลกปลอมแทรกสอดเข้าไปพอกพูนของเดิม พระพุทธเจ้าก็ทราบข้อนี้ดีเพราะทุกสิ่งไม่เที่ยง พระองค์จึงวางหลักไว้เทียบเคียงง่ายๆ คือ

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในภายหลัง ถ้าสิ่งนั้นอยู่กลุ่มเดียวกับข้อที่อนุญาตไว้ ตรงกันข้ามกับข้อที่ห้ามไว้ ให้ถือว่าสิ่งนั้นใช้ได้ และคำสอนของใครก็ตามที่อ้างว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เมื่อปฏิบัติไปแล้ว กิเลสกลับเพิ่มขึ้น ธรรมะกลับลดลง แสดงว่าไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น หลักตัดสินพระธรรมวินัย ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือนิเทศธรรม ของพระราชธรรมนิเทศ วัดบวรนิเวศวิหาร ว่าไว้อย่างนี้ครับ

"ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัด, ความประกอบกับทุกข์, การเพิ่มขึ้นของกิเลส (มีความอยากมากขึ้น), ไม่สันโดษ (คือยินดีตามมีตามได้). คลุกคลีกันเป็นหมู่คณะในเรื่องที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์, ความกำหนัด, ความเลี้ยงยาก พึงรู้ว่าธรรมเหล่านี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา"
ความคิดเห็นที่ 8
morning วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 09.16 น.
http://www.oknation.net/blog/morning

ศาสนาพุทธสอนว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนอนิจจัง มีเกิดก็มีดับ
การที่ศาสนาพุทธจะดำรงอยู่ได้ก็แต่ด้วยการปฏิบัติตนของพุทธศาสนิกชนต่างหาก มิใช่ขึ้นอยู่กับการเขียนรัฐธรรมนูญ พระคุณเจ้าทั้งหลายที่มาประท้วงนั้นควรกลับไปสังคายนาองค์กรของตนดีกว่า ทุกวันนี้มีพระนอกรีตมากมายแต่พระผู้ใหญ่ทั้งหลายรุกขึ้นมาทำอะไรให้ดีขึ้นบ้างถ้าประชาชนเขาจะหมดศรัทธาก็เพราะการไม่อยู่ในศีลในธรรมของพวกท่านนั่นแหละ สรุปก็คือ เรื่องที่ควรทำไม่ทำ เรื่องที่ไม่ควรทำกลับชอบทำ ประเทศยังมีความแตกแยกกันไม่พอหรือ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมากว่า 70 ปี ศาสนาพุทธก็ยังเป็นศาสนาประจำชาติอยู่ดี ทำไมคนร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาถึงไม่ยอมระบุ ก็เพราะเขากลัวเรื่องความขัดแย้งในชาติ เมื่อก่อนคนไทยยังไม่แตกแยกกันเขาก็ยังไม่ระบุ แล้วในเวลานี้ที่คนไทยมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงทางการเมือง แล้วยังอยากให้คนไทยต้องมาขัดแย้งกันด้วยเรื่องศาสนาอีกหรือ
ความคิดเห็นที่ 7
lost-in-space วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 09.01 น.
http://www.oknation.net/blog/lostinspace
สิ่งที่เหนือไปกว่าการให้อภัย คือ "การลืม(มันซะ)" ... สิ่งที่เราไม่เคยเห็น ไม่ได้แปลว่าไม่มี

ขยันอัพบล็อกจริง ๆ
เดี๋ยวจะหาเวลามาตามอ่านเน้อ
ความคิดเห็นที่ 6
ลานเทวา วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 08.54 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

เพราะคนมันไม่เอาใจใส่

พระเลยวุ่นวาย


ความคิดเห็นที่ 5
patijjachon วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 06.26 น.
http://www.oknation.net/blog/patijjachon
ปฏิจจชน ... คนที่ยังเป็นหนี้แผ่นดิน

นี่คือผลพวงของการยึด/นับถือศาสนาพุทธแต่เพียงเปลือกนอกหรือกระพี้ ... คนที่เข้าใจ รู้ซึ้ง และเห็นแจ้งในแก่นของศาสนา จะรู้จักปล่อยวาง และไม่เดือดร้อนใด ๆ ทั้งสิ้นกับการจะบรรจุ หรือไม่บรรจุ ... การใดที่ทำแล้ว ก่อให้เกิดความยึดมั่น แบ่งแยก แตกฝ่ายของคนส่วนใหญ่ ก็น่าจะยุติ
ความคิดเห็นที่ 4
jimmyjet วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 06.18 น.
http://www.oknation.net/blog/jimmyjet

พระมายุ่งไรด้วยเนี่ย! ใช่กิจของสงฆ์ รึ
บัญญัติลงไปแล้วอย่างไร ไม่บัญญัติลงไปแล้วอย่างไร
ความคิดเห็นที่ 3
BesideMe วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 02.02 น.
http://www.oknation.net/blog/BesideMe
     I will be back !!      

สาธุ !!
ความคิดเห็นที่ 2
chandra วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 01.43 น.
http://www.oknation.net/blog/chandra
"Spiritus intus alit"

เห็นด้วยกับการที่บอกว่า
"แต่ฐานะของ "บุคคล" ที่จะไปดำเนินการอย่างที่ว่านั้นต่างหาก ที่ไม่ควรเป็น "พระสงฆ์""
แต่เรื่อง "ถ้าจะพูดกันตามพระธรรมวินัยดั้งเดิม ก็ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่กิจของสงฆ์" อันนี้ออกจะไม่แน่ใจ เอ!พระธรรมวินัยดั้งเดิม(แล้วมีแบบไม่ดั้งเดิมด้วยเหรอ?แล้วเวลาใช้ ตกลงว่าใช้อันไหน?)กำหนดเหรอค่ะ?......
ยังไงก็ตาม...ไม่ใช่ประเด็นแค่คำในพระธรรมวินัย แต่เป็นประเด็นที่ว่า เป็นกิจของสงฆ์หรือไม่? บางเรื่องต้องทำ บางเรื่องควรทำ บางเรื่องไม่ต้องทำ บางเรื่องไม่ควรทำ **ขอตอบข้อสุดท้ายค่ะ สำหรับกรณีนี้....
ความคิดเห็นที่ 1
bananablue วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 01.30 น.
http://www.oknation.net/blog/kanda

แวะมาทักทายค่ะ ชื่อเรื่องน่าติดตามค่ะ แต่วันหนังสือเล็กมากจนอ่านไม่เห็น เดี่ยวจะพยายามอ่านให้ได้ค่ะ
คอมเมนต์ถูกปิด หรือ คอมเมนต์ได้เฉพาะสมาชิก
เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก

ค่าธรรมเนียมผ่านทาง

ไอเดียการประหยัดพลังงานชิ้นล่าสุด ที่หลายคนมองว่าไม่น่าจะเหมาะสมกับสังคมไทยในปัจจุบัน เพราะระบบขนส่งของไทยยังไม่พร้อมเหมือนต่างประเทศ

View All
<< เมษายน 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



คุณกลัวอะไรมากที่สุด?
กลัวผี
13 คน
กลัวจน
24 คน
กลัวไม่มีใครรัก
17 คน
กลัวตาย
5 คน
กลัวโง่
53 คน
อื่นๆ
22 คน

  โหวต 134 คน