พิมพ์หน้านี้
|
สัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตในทัศนะบางประการของบรรดาอดีตแม่ทัพนายกองที่เคยทำงานอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด โดยเฉพาะแม่ทัพหาญ ลีลานนท์ หรือแม่ทัพกิตติ รัตนฉายา แม้การวิจารณ์ของผู้เขียนไม่เป็นกิจจะลักษณะนัก คือไม่ค่อยเป็นประเด็นตามที่แม่ทัพทั้งสองได้เสนอผ่านสื่อต่างๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะโต้แย้งอะไรเป็นพิเศษ เพียงต้องการนำเสนอบางด้านบางมุมที่แตกต่างกัน เช่นที่ผู้เขียนอ้างถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ขบวนการที่ก่อเหตุหรืออีกหลายๆ อย่างในวันนี้ ล้วนอยู่ในทัศนะวิสัยของวันนี้เท่านั้น มันไม่อาจเดินตามรอยเท้าเก่าๆ ของอดีตได้เลย และประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ผู้เขียนเคยนำเสนอผ่านคอลัมน์นี้มายาวนานพอสมควร บางท่านอาจอ่านเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง หรือบางทีผู้เขียนเองสื่อออกมาทำให้เข้าใจง่ายบ้าง ยากบ้าง หรือไปจนถึงสับสนไปบ้างตามความเข้าใจของบางท่าน แต่สรุปสุดท้าย เป้าหมายของผู้เขียนคือ ความพยายามที่อยากจะสื่อให้สังคมได้คิดทบทวนทุกๆ วิธีการในการแก้ปัญหา ทุกๆ ทัศนะที่พยายามอธิบายความเป็นอยู่ และความเป็นไปใน 3จังหวัดชายแดนใต้ ถึงแม้เราอาจเคยได้ยินชื่อเสียงนโยบายใต้ร่มเย็น ยุค พล.อ.หาญ ลีลานนท์ เป็นแม่ทัพ หรือ นโยบายมุสลิมแก้ปัญหามุสลิม ในยุคแม่ทัพกิตติ หรือจะย้อนไประดับชาติอย่างโครงการ ฮารับปันบารู ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ บรรดานโยบายและโครงการต่างๆ เหล่านี้ มีความมุ่งหมายชัดเจนที่จะต่อสู้เอาชนะปัญหาทุกอย่างที่เป็นสาเหตุ หรือปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เกิดความไม่สงบ และต้องยอมรับว่า ในวันนั้นทุกนโยบาย ทุกโครงการ สามารถประสพผลสำเร็จเป็นอย่างมากในการคลี่คลายสถานการณ์และสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นกับ 3 จังหวัดได้ แม้จะชั่วคราวเพราะวันนี้มันกลับปะทุขึ้นมาใหม่ เช่นที่ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ และเรียกการแก้ปัญหาของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ว่าเป็นเสมือน 'หินทับหญ้า' ซึ่งเมื่อวันใดยกก้อนหินออก เหล่ากอหญ้าได้รับแสงอาทิตย์ มันก็จะสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนเช่นที่เป็นอยู่ และกล่าวสำหรับทุกคนที่เคยมีบทบาทหน้าที่ในการแก้ปัญหาในอดีต ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ความยิ่งใหญ่ในการแก้ปัญหาในอดีตนั้น มันเป็นปฎิบัติการจิตวิทยาทางสังคมประการหนึ่ง เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงกับรากเหง้าของปัญหาจริงๆ เพราะปัญหาของสามจังหวัด มันเป็นปัญหาที่เป็น 'ปัญหาทางสังคมที่มีการเคลื่อนไหวทางทหาร' ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่รู้จะเขียนให้มันกะทัดรัด และอธิบายเข้าใจสั้นๆ อย่างไร เอาเป็นว่า มันมีที่มาที่ไปจากเรื่องของสังคมที่มีคนเชื้อชาติหนึ่ง มากกว่าอีกเชื้อชาติหนึ่ง และนับถือกันคนละศาสนา มีความเชื่อในความเป็นมาของประวัติศาสตร์สังคมตนเองที่แตกต่างกัน และสุดท้าย ฝ่ายที่มีเชื้อชาติ ศาสนาน้อยกว่า เป็นฝ่ายปกครองมาโดยตลอด เพราะยึดโยงกับสังคมใหญ่ที่เรียกรวมว่าประเทศ ซึ่งสภาพสังคมกลับตรงข้ามกัน เพราะหากว่ากันให้ชัดเจนคือ ใน 3 จังหวัดภาคใต้ มุสลิมมลายูเป็นชนส่วนใหญ่ แต่ในสังคมประเทศ คนไทยพุทธเป็นคนส่วนใหญ่ เท่ากับมีสองสังคมอยู่แล้วในประเทศเดียวกันนี้แหละ ถ้าพิจารณาดู มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสังคม ว่าด้วยสังคมล้วนๆ ซึ่งน่าจะเหมาะและเพียงพอที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์กันเองในหมู่ผู้รู้ หรือนักวิชาการทางสังคมที่มีอยู่เยอะแยะในประเทศนี้ และก็เป็นอย่างนั้นจริงในช่วงแรกๆ ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นรอบใหม่นี้ หรือในช่วง ปี 2547 และข้ามมาเกือบสิ้นปี 2548 สื่อทุกแขนง แผงหนังสือทุกแห่ง จำต้องมีเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเมนูประจำ และทิศทางกระแสหลักจะเน้นไปในด้านสังคมเสียส่วนใหญ่ รัฐบาลในเวลานั้นคือ 'แพะบูชายัญ' ให้คนในสังคมได้เชือดเฉือนแทะกินกัน แม้จะมีส่วนถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาสองปี มีวิธีแก้ปัญหาทั้งทางทฤษฎี ทั้งทางปฏิบัติ อย่าง กอส. แต่ดูเหมือนว่าความรุนแรงไม่ได้ลดลงสักทีตามความเข้าใจของแต่ละคน จนกระทั่งชั่วโมงนี้ อะไรๆ มันจึงดูเหนื่อยๆ เบื่อจะวิจารณ์ เบื่อจะบ่น ไม่อยากจะพูดถึงมันเพราะพูดไปพูดมา ยิ่งพูดเยอะ ยิ่งผิดเยอะ พลอยจะทำให้สถานภาพนักคิด นักวิชาการ หรือแม้แต่นักยุทธศาสตร์การทหาร จะเสียรังวัดเอาเพราะปัญหาใต้นี้แหละ! ห้วงเวลาของปี 2549 จึงมีทัศนะที่ยังคงพูดถึงเรื่องปัญหาชายแดนใต้เบาบางลง นานๆ จะมีคนพูดคนเขียนถึงในสื่อต่างๆ แต่ภาพรวมของทัศนะก็ยังคงเหมือนเดิม คือวิเคราะห์วิจารณ์จากข้อมูลที่ได้รับจากสื่อ หัวข้อที่ผู้เขียนมักอ่านเจออยู่บ่อยๆ เช่น เหตุการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง หรือสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยน หรืออาจมีบางชิ้นงานที่เลยเถิดเป็นสงครามกลางเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ประเภทวางเงื่อนไขให้รัฐปฏิบัติ เช่น ถ้าไม่ทำ.. หนึ่ง สอง สาม อีกสามปีเสียดินแดนแน่ รวมทั้งประเภทประเมินฝ่ายก่อการสูงเกินเหตุ มีความสามารถเฉพาะตัวสูง ฟังแล้วขนลุก ผสมน่ากลัวจะเป็นแรมโบ้หน่อยๆ ซึ่งข้อมูลหรือทัศนะแบบนี้มักจะเป็นของคนที่มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับฝ่ายข่าว หรือฝ่ายปฏิบัติการของรัฐ ที่มักจะเลยเถิดเรื่องข้อมูลเป็นประจำ ตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเคยได้ยินอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี พูดถึงความเก่งกาจของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ เช่น วิดพื้นมือเดียว หรือผ่านการฝึกพิเศษให้ถูกปล่อยทิ้งในป่าคนเดียว มีเพียงมีดและไม้ขีดไฟ ให้หาทางเอาตัวรอดให้ได้ ซึ่งฟังดูแล้วเยี่ยมมาก แต่เท่าที่ผู้เขียนรู้มา มันเป็นเพียงการคุยโตโอ้อวดกันในหมู่แนวร่วมที่เล่าขานกันในแวดวงตนเองเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะชนะได้ ทำนองว่า ฝ่ายเรามีหน่วยรบพิเศษ หรือวิเศษกว่าทหารไทย ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นข้อมูลที่ฟังจากเด็กหนุ่มบางคนเล่าเรื่องเมื่อถูกสอบสวน เหมือนอย่างที่ผู้เขียนได้ยินเรียกคนโน้นคนนี้ว่าเป็น 'คอมมานโด' โดยเข้าใจว่าเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกพิเศษเหมือนอย่างในภาพยนตร์ และฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐบางคนก็นำมาขยายผลอธิบายให้พรรคพวกฟัง ซึ่งความจริง ภาษามลายูเรียกผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารว่า 'คอมันเด้อ' ซึ่งน่าจะมาจากภาษาอังกฤษว่า หาใช่ผู้ที่ผ่านการฝึกโดดร่มปีนตึกที่ไหนหรอก และถึงแม้จะมีการฝึกอะไรมาวิเศษยังไง ก็คงไม่เอามาพูด หรือมาจัดวางเป็นตัวละครตามโครงสร้างการบังคับบัญชาอย่างที่ฟังๆ มา ผู้เขียนเกริ่นนำว่า ปัญหา 3 จังหวัด ดูจะเป็นปัญหาสังคม แต่ที่ไม่ยอมจบกันด้วยวิธีแก้ทางสังคมตามข้อเสนอ ข้อแนะนำของนักวิชาการมากมายในช่วงต้นๆ ของเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปะทุรอบนี้ เพราะปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มันมีเรื่องของการทหาร การสงครามเข้ามาเกี่ยวข้องแบบเต็มๆ อยู่ด้วย ดังนั้น เมื่อเรื่องราวมันซ้อนกันอยู่อย่างนี้ ทัศนะต่างๆ มันจึงขึ้นอยู่กับว่า อยู่ฝั่งไหน หากฝ่ายสังคมก็จะเห็นและมีทางออกเฉกเช่น คณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ของคุณ อานันท์ แต่ทางมองในด้านเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิด มองด้วยมุมของรัฐ ของทหาร ก็จะมองเห็นเฉกเช่นแม่ทัพนายกองต่างๆ เสนอมา มองในมุมทหาร แบบทหาร ที่ทำงานมวลชน เกาะกุมมวลชนด้วยงานกิจการพลเรือน คิดเป็นระบบระเบียบไปหมด ตั้งสูตร ตั้งยุทธวิธี ทำนองสลายแกนฝ่ายตรงข้าม จัดตั้งแกนฝ่ายเรา หรือแยกปลาออกจากน้ำ เหล่านี้ล้วนมีกรอบของทฤษฎีสงครามครอบอยู่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการต่อสู้การก่อการร้าย หรือการรุกรบครอบครองพื้นที่ ประเภทค้นหาและทำลาย อะไรพวกนี้ล้วนเป็นทฤษฎีของฝรั่งที่ใช้ร่ำเรียนเพื่อส่งทหารตนเองไปยังดินแดนอื่นที่ตัวเองครอบครองอยู่ แล้วทีนี้ทหารไทยไปเรียนของเขามา เลยลอกของเขามาหมดเหมือนกัน ในยุคคุณทักษิณมาจากตำรวจ มองเหตุการณ์ไม่สงบเป็นอาชญากรรม ต้องสืบสวน สอบสวน จับกุมคุมขัง แล้วทิ้ง 'อึ' ไว้ให้หน่วยที่เหลือตามล้างตามเช็ดกันต่อ บวกกับคุณทักษิณเป็นกลุ่มการเมือง จึงมีมุมมองทางการเมืองแทรก เห็นหน้าตาของฝ่ายล้มล้างตนเองผสมโรงด้วย ทั้งหมดนี้ปัญหาต่างๆ มันจึงถูกแก้แบบสะเปะสะปะมาโดยตลอด สำหรับรัฐบาลชั่วคราวในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องเข้าใจสภาพจริงของปัญหา 3 จังหวัด ที่ว่า มันเป็นปัญหาทางสังคม ที่มีการเคลื่อนไหวทางทหารรวมอยู่ด้วย (อ่านตอนจบในสัปดาห์หน้า) สวนทางปืน / เนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉ.764) |
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |