พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของนายกฯ สุรยุทธ์ เป็นข่าวครึกโครมทั้งในและนอกพื้นที่ เพราะก่อนเดินทางไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็เกิดระเบิดดักหน้าในเขตตำบลบานา ติดเขตเทศบาลเมืองปัตตานี นัยว่าเป็นการฉีกหน้าหน่วยความมั่นคงเล็กๆ แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษที่จะเป็นสาระที่ต้องหยิบมาวิจารณ์ ที่น่าจะหยิบมาพูดคุยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวน่าจะอยู่ที่กิจกรรมของนายกฯ มากกว่าคือ การมาเปิดงานของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ซึ่งเข้าใจว่าเป็นงานแรกของ ผอ.คนแรกใน ศอ.บต.ยุคใหม่ ภายใต้ชื่อว่า 'โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับตำบลจังหวัดชายแดนภาคใต้' ตามข่าวที่มีมาก่อนหน้านี้ ว่าจะเป็นโครงการนำร่องอำเภอละ 2 ตำบล จำนวน 44 อำเภอ คือเท่ากับ 88 ตำบล เท่าที่สอบถามจากพรรคพวก ที่ทำงานในภาคประชาสังคมทั้งที่เป็นแวดวงปัญญาชนและเป็นมุสลิมมลายูรากหญ้า พวกเขาได้เท้าความถึงความเป็นมาของโครงการนี้ ซึ่งทำให้ผู้เขียนพลอยนึกขึ้นได้ว่า อันที่จริงก่อนโครงการนี้จะแปลงโฉมแปลงชื่อมาจนใช้ชื่อโครงการฯ ข้างต้น ผู้เขียนได้เคยพูดถึงมาแล้ว เป็นการพูดถึงด้านที่มันได้สร้างบาดแผลให้คนสามจังหวัดต้องเสียความรู้สึกกับหน่วยงานของรัฐ ภายใต้ชื่อว่า กอ.สสส.จชต.อย่างรุนแรง เพราะเดิมทีมันคือ 'โครงการความจำเป็นพื้นฐานของชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้' ภายใต้โครงการแม่ที่ใช้ชื่อว่า 'โครงการตามข้อเสนอของภาคประชาสังคม' ในยุครัฐบาลทักษิณ โดยมีโครงการทั้งสิ้นเกือบ 100 โครงการ และมีงบประมาณมากถึงกว่า 1,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่คนในพื้นที่ทั้งพุทธและมุสลิมร่วมกันเทใจให้กับรัฐอย่างสุดๆ ต่างคาดหวังว่าคงจะได้รับการตอบสนองจากรัฐด้วยความจริงใจเช่นกัน เพราะอดีตรัฐบาลทักษิณมีการดำเนินการอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแน่นหนาถึงขั้นให้หลักประกันออกเป็นมติ ครม.ทีเดียว แต่เมื่อถึงเวลาดำเนินการทางการปฏิบัติจริงๆ ก็ดูเหมือนชาวประชารากหญ้าที่ช่วยกันคิดกันทำกันมาแต่ต้น ก็ถูกระบบราชการกันไว้เป็นแค่เพียงผู้ชมเป็นส่วนใหญ่ มิหนำซ้ำบางโครงการก็ถูกแปลงโฉมเสียจนจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ และบางโครงการ ซึ่งมีงบประมาณตามโครงการราวๆ 250 ล้านก็ต้องถูกแปลงโฉมโดยยกเลิกสิ่งที่ชาวบ้านร่วมคิดร่วมออกความเห็นไปใช้ชื่อใหม่ว่า 'โครงการตำบลสานสัมพันธ์' อันทำให้ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องต้องได้รับความผิดหวังอย่างรุนแรง ความรู้สึกทำนองรัฐไม่จริงใจ หรือที่วิจารณ์ตามร้านน้ำชาของบรรดา 'แนวร่วม' ทำนองว่าเห็นมั้ย ไปเสียเวลาเสนอความเห็นทำไม สุดท้ายก็ถูก 'สิแย' (สยาม) ต้มเอา โดยส่วนตัวแล้ว หากโครงการชื่อใหม่นี้ดำเนินไปตามแนวทางดั้งเดิมในยุคแรกๆ ผู้เขียนคงไม่ต้องหยิบมาเป็นประเด็นวิจารณ์ให้เสียเวลาผู้ติดตามคอลัมน์นี้หรอก แต่ที่ต้องหยิบยกขึ้นมา ไม่ใช่เพราะโครงการนี้ค่อนข้างจะได้รับการโปรโมทให้กลายเป็นโครงการระดับชาติถึงกับให้นายกฯ ต้องลงทุนมาเปิดตัวกันอย่างเอิกเกริก แต่เนื่องจากมาสะดุดกับสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์การดำเนินโครงการที่ถูกกำหนดขึ้น อันอาจทำให้มีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น คือการกำหนดให้ดำเนินโครงการตามคุณลักษณะที่ว่า '4 ดี 7 ร่วม' ที่ว่า 4 ดี คือ ศึกษาดี ทำงานดี ผูกมิตรดี และสร้างแกนดี และ 7 ร่วมคือ ร่วมกิน ร่วมทำงาน ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมศึกษา ร่วมทุกข์ และร่วมสุข ครั้งแรกที่ได้เห็นได้ยินกลยุทธ์นี้จาก ผอ.ศอ.บต. ผู้เขียนรู้สึกว่ามันชักจะไปกันใหญ่แล้ว เพราะกลยุทธ์ '4 ดี 7 ร่วม' นั้น เข้าใจว่าขอยืมมาจากเข็มมุ่งการทำงานลับ หรืองานใต้ดินของ พคท.ในยุคสงครามเย็น โดยของเดิมนั้น ถ้าจำไม่ผิด คือ '4 ดี 5 ร่วม 7 จังหวะ' นั่นเอง ในห้วงความทรงจำที่เคยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับพลพรรค พคท.ในยุคกระโน้น ก็พอจะจำได้ว่า '4 ดี' คือ ใช้แรงงานดี ศึกษาดี ผูกมิตรดี สร้างแกนดี และ '5 ร่วม' คือ ร่วมใช้แรงงาน ร่วมกิน ร่วมศึกษา ร่วมคิด ร่วมทุกข์ ส่วน 7 จังหวะนั้น เนื่องจากมิตรสหาย พคท.ในยุคโน้นบอกว่า ไม่ได้เน้นมากนัก เลยพลอยให้ผู้เขียนก็ไม่ได้จดจำมาตั้งแต่บัดนั้นเหมือนกัน แต่ที่จำได้ก็คงทำนองนี้นี่แหละ หากแต่สิ่งที่จดจำได้แม่นยำกว่าเนื้อหาของคำขวัญในเบื้องต้น วัตถุประสงค์ของคำขวัญ คือ เพื่อเป็นเข็มมุ่งสำหรับงานใต้ดินในเมือง และงานลับในชนบทในเขตขาว (เขตที่ไม่มีการสู้รบ) ที่เป็นการดำเนินการเพื่อการจัดตั้งที่ปิดลับสำหรับการก่อการลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธและทั้งหมด ที่ต้องปิดลับก็เพื่อบรรลุสิ่งที่เรียกว่า 'สะสมกำลังเพื่อรอคอยโอกาส' จึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่า 'สร้างแกนดี' อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของงานมวลชน การสร้างแกนของพรรค หรือขบวนการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของขบวนการใต้ดิน หรือขบวนการที่ต้องปิดลับนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เข็มมุ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่เขาอบรมหรือบ่มเพาะกันเฉพาะในหมู่คนที่ต้องทำงานที่ค่อนข้างจำกัดคุณสมบัติของบุคคลที่เข้าร่วมอบรมเป็นพิเศษ เพราะเมื่อพลาดพลั้งก็จะถูกทางการกวาดล้างจับกุม ก็ต้องไม่ขายความลับทรยศมิตรสหาย และที่สำคัญ ก็ไม่เคยเห็นว่าจะมีใครนำเข็มมุ่งแบบนี้มาโฆษณาให้อื้อฉาว เช่นที่ ศอ.บต. กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เมื่อพิจารณาโครงการนี้ ผู้เขียนอดสงสัยไม่ได้ว่า ตกลงโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ ของ ศอ.บต.หนนี้ จะทำกันแบบปิดลับหรืออย่างไร ทั้งๆ ที่ผู้คนสามจังหวัดเขาก็รู้ๆ กันอยู่ทั่วไปว่าเป็นการปัดฝุ่นเอาโครงการเดิมคือ ความจำเป็นพื้นฐานตามข้อเสนอของภาคประชาสังคม และต่อมาเปลี่ยนเป็นโครงการตำบลสานสัมพันธ์ขึ้นมาทำใหม่นั่นเอง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าหากไม่ทำให้มัน 'มากเรื่อง' คือทำกันอย่างบ้านๆ โดยเพียงเน้นให้ข้าราชการที่เป็นผู้ปฏิบัติเอาใจใส่ให้มากกว่าสถานการณ์ปกติสักหน่อย และไม่ต้องขี่ม้าเลียบค่าย กำหนดกลยุทธ์ดำเนินการที่ออกแนวๆ การทหาร หรือเหมือนกับการทำงานใต้ดินให้มันชวนหวาดระแวงอย่างที่ทำกันขณะนี้ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกให้กับคนที่ยังผิดหวัง ฝังใจต่อโครงการฯ ดั้งเดิมแบบเดิมๆ ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นบวกขึ้นมาบ้าง ถึงแม้จะไม่มากนัก โดยส่วนตัวของผู้เขียนแล้วเห็นว่า ต่อกรณีที่หน่วยงานของรัฐ อย่าง กอ.สสส.จชต. ได้สร้างปัญหาคาใจให้เกิดขึ้นกับโครงการลักษณะที่ว่านี่แหละ หากผู้บริหารของรัฐระดับ ผอ.ศอ.บต. จะได้ 'ขอโทษ' ชาวบ้านกันอย่างจริงใจ ก็น่าจะได้ผลเป็นการได้ใจชาวสามจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่านายกฯ ขอโทษเป็นไหนๆ แต่ก็ไม่ต้องถึงกับจะเป็นวาทกรรมอีกหรอก เอาแค่เป็นคำอธิบายว่า โครงการเก่า ของเก่า ชื่อเก่า มันหายไปไหน แล้วงบประมาณเดิมมันยังอยู่มั้ย? ของใหม่ ชื่อใหม่ ยังคิดจะใช้วิธีเดิมๆ เอาหลงจู๊มาประมูลโครงการ ส่งของให้ชาวบ้านขาดหายตกหล่น ด้อยคุณภาพ แต่ฝ่ายราชการเซ็นรับรองเรียบร้อย สรุปว่าไม่ว่าจะคิดดี พูดดียังไง ถ้าข้าราชการประจำ ยังปฏิบัติเหมือนเช่นสถานการณ์ปกติ ตอดเล็กตอดน้อยไม่รู้จักเลิก เขารบกันจะเป็นจะตายกันอยู่แล้ว ยังไร้ยางอาย งุบงิบกันไม่รู้ร้อนรู้หนาว นายกฯ สรยุทธ์เอง ก็ต้องพิจารณาให้ดี ประเภทโครงการเดิมทำไปแล้วปิดงบประมาณกันไม่ลง แล้วจับมาอาบน้ำประแป้งแต่งตัว เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม เป็นโครงการใหม่ กลบปิดบัญชีของเก่า ทำกันอย่างนี้ไม่รู้ชาวบ้านได้อะไรนักหนา หากขณะนี้เมื่อเข็มมุ่ง 4 ดี 7 ร่วม ได้ถูกเสนอเป็นข่าวออกไป ก็เกิดการขยับตัวจากฝ่ายการเมืองของขบวนการ ซึ่งมีผลให้บรรดาแนวร่วมก็เริ่มขยับตาม คือมีประเด็นการเมืองให้เล่นกับรัฐโดยไม่ต้องขบคิดเอง ว่างั้นเถอะ ประเด็นที่พวกเขายกขึ้นมาชี้นำแนวร่วมคือ โครงการนี้แท้จริงคือ โครงการจัดตั้งให้ 'นายูสู้กับนายูเพื่อสิแย' โดยมีการตั้งข้อสังเกตกันว่า ทำไมโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ต้องกำหนดให้ 'สร้างแกนดี' ด้วย ทั้งๆ ที่ปัจจุบันก็มีสารพัดการจัดตั้งของรัฐอยู่แล้ว ยิ่งกำหนดให้ 'ร่วมทุกข์' ก็คงไม่ต้องเอากันถึงขนาดนั้นหรอก เพราะลำพังไม่หาทุกข์มาเพิ่มให้ ก็ไม่รู้จะหวังได้หรือไม่ เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนรับรู้กระแสนี้ด้วยความเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง จนอดจะตั้งคำถามกับผู้เกี่ยวข้อง ว่าทำไมถึงชอบทำอะไรที่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติและไม่เนียน (หยาบ) บางครั้งก็ทื่อๆ เชยๆ ให้ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตด้วยความหวาดระแวงได้อย่างนี้ประจำ ไม่รู้ทำไม? ยิ่งการตั้งท่าของฝ่ายรัฐ โดยกำหนดให้ 'โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับตำบลจังหวัดชายแดนภาคใต้' ต้องจัดตั้งทีมข้าราชการเพื่อร่วมงานกับประชาชนที่เรียกว่า 'ทีมงานพัฒนาคุณภาพชีวิต' โดยให้ทำตามเข็มมุ่ง '4 ดี 7 ร่วม' ซึ่งคนในสามจังหวัด โดยเฉพาะมุสลิมมลายู ก็พอมองออกว่าเป็นไปแทบไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะมันฝืนธรรมชาติของข้าราชการที่นี่เกินไป เพราะชั่วนาตาปีรู้สึกว่าตัวเองเป็น 'นาย' ของชาวบ้านมาโดยตลอด ผู้เขียนเห็นว่า หากกระแสนี้เข้มข้นขึ้น เห็นทีว่ารัฐต้องตามหลังในทางการเมืองต่อขบวนการอีกครั้งหนึ่ง และไม่ทราบว่า เกิดจากอาการร้อนวิชา หรือไร้เดียงสากันแน่? สวนทางปืน / เนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉ.766) |
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |