วันเสาร์ ที่ 31 มีนาคม 2550
สมานฉันท์ 'พุทธ-มุสลิม' แบบบ้านๆ
Posted by
บะห์รูน
,
ผู้อ่าน : 436
, 19:25:53 น.
| หมวดหมู่ :
สวนทางปืน
พิมพ์หน้านี้
|
สัปดาห์นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส แล้วเลยแวะข้ามไปฝั่งมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้าน สุไหงโก-ลก เดี๋ยวนี้เงียบเหงา บรรดาร้านค้าต่างๆ อยู่อย่างอิดโรย ผู้คนร้านตลาด มีสีหน้าอมทุกข์
แต่การค้าชายแดน จำพวกอาหารการกิน ยังดูวุ่นวายเหมือนเดิม ข้ามสะพานไปมาสองประเทศ ส่วนใหญ่เป็นพวกพ่อค้าแม่ขายที่ทำธุรกิจประเภทนี้มานมนาน เป็นกลุ่มคนแวดวงขนของหนีภาษีดั้งเดิม จากพ่อสู่ลูก จากลูกสู่หลาน แม่น้ำสุไหงโก-ลก ช่วงนี้น้ำน้อย แม้จะมีฝนโปรยผิดเวลาบ้าง
ด้วยความเป็นเชื้อชาติเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน แต่ถูกปกครองด้วยรัฐบาลที่ต่างกัน อะไรๆ จึงค่อนข้างแตกต่างกัน เพียงเพราะมีแม่น้ำสายนี้แหละขวางกันอยู่ ความแตกต่างเหลื่อมล้ำกันอยู่ตรงนี้ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนชนมลายูใน 3 จังหวัด น้อยเนื้อต่ำใจลึกๆ อยู่บ้าง
ในความต่างกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รอยแยกมันห่างขึ้นทุกวัน สำหรับวันนี้เพียงแค่เราเดินข้ามฝั่งไปจากไทยสู่มาเลเซีย ความรู้สึกปลอดภัย เดินตัวเบาไปมาอย่างยากที่จะรู้สึกได้ เมื่อกลับมาเดินในบ้านเรา
สมัยผู้เขียนยังเป็นวัยรุ่น การเดินทางข้ามไปมาหาสู่กับญาติพี่น้องฝั่งโน้น เป็นเรื่องสะดวก ลงเรือแจวข้ามฝั่ง แล้วนั่งรถต่อไปโน่นไปนี่ ไม่ค่อยเคร่งครัดเหมือนปัจจุบัน ผู้เขียนบังเอิญมีญาติเป็นคนไทยที่อยู่ฝั่งโน้น แต่ไม่ใช่คนไทยที่อพยพหรือไปค้าขายที่โน่น แต่เป็นคนไทยจริงๆ หรือจะเรียกว่าเป็นคนสยามที่ไปอยู่ในรัฐกลันตัน รัฐเคดาห์ ตั้งแต่ยุคที่สยามเคยมีอิทธิพลเหนือดินแดนรัฐเหล่านี้
คนไทยหรือคนสยามที่อยู่ฝั่งโน้น เขาเหล่านี้เป็นประชาชนของมาเลเซีย แต่นับถือพุทธศาสนา มีวัดวาอารามใหญ่โต มีกิจกรรมทางศาสนาเหมือนคนพุทธทั่วไป คนมาเลย์ก็ไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด ชุมชนพุทธมุสลิมอยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย
ทำให้ย้อนอดีตนึกถึงผู้คนในอำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี ห้วงเวลาก่อนเหตุการณ์ไม่สงบจะปะทุขึ้น หรือจะให้ชัดเจนก็คงราวก่อนทศวรรษนี้ ความร่วมมือร่วมใจระหว่างพุทธ-มุสลิม เป็นภาพปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป ถ้าบ้านไหนจัดงานแต่งงาน ก็จะไปชวนเพื่อนมุสลิมในหมู่บ้านมาช่วยแกงช่วยทำอาหาร เอาไว้ต้อนรับแขกเหรื่อที่เป็นมุสลิมได้กินกัน ดูแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ก็เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนที่นี่ แล้วความร่วมมือเช่นนี้ ไม่ใช่เฉพาะงานบุญงานแต่งเท่านั้น การลงแขกเกี่ยวข้าวก็ร่วมแรงร่วมใจกันทั้งหมู่บ้าน คุณครูที่เป็นชาวพุทธในหมู่บ้านก็จะได้รับการเคารพนับถือเสมือนหนึ่งเป็นอุสตาซ เป็นโต๊ะครูเหมือนกัน
ผู้เขียนคิดว่า ความห่างเหินของพุทธ-มุสลิมในทศวรรษนี้ เป็นปมเงื่อนหนึ่งเหมือนกันที่น่าขบคิด ว่า อะไรเป็นสาเหตุของมัน
ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของฝ่ายก่อการที่ยุยงสร้างเงื่อนไขแห่งความเกลียดชัง แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าฝ่ายรัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับดำรงไว้ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่พุทธ-มุสลิมในแต่ละพื้นที่เคยร่วมมือกัน หรือแม้แต่จะคิดค้นกิจกรรมใหม่ๆ หรือสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันของคนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสันติในอดีต ให้กลับฟื้นขึ้นมาดังเดิม
ดังเช่นในอดีต มีประเพณีการกวนขนมชนิดหนึ่ง เรียกว่า 'ขนมชูรอ' ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มุสลิมจะทำกันในเดือนมูฮารอม อันเป็นเดือนแรกตามปฏิทินอิสลาม การกวนขนมชูรอนั้น เป็นกิจกรรมหรือเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนของพื้นที่นี้ ทางฝ่ายชาวพุทธก็จะมาช่วยด้วยการหิ้วมะพร้าวบ้าง ถั่วบ้าง หัวมันบ้าง หรืออะไรก็ตามที่คนเขากินกัน เอามาร่วมวงช่วยกันกวน พูดคุยหยอกล้อกันตามประสาคนหมู่บ้านเดียวกัน
แม้จะเป็นประเพณีของมุสลิม แต่ในเมื่อกิจกรรมมีลักษณะลงขันข้าวของกัน มันจึงเป็นประเพณีหนึ่งที่ร้อยรัดดวงใจของคนในหมู่บ้านได้ดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน เมื่อกวนกันตั้งแต่เช้ายันเย็นจนได้ที่ ก็แบ่งสันปันส่วนกันกิน
แต่ปัจจุบันนี้ผู้เขียนไม่เห็นกิจกรรมแบบนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านที่พุทธมุสลิมอยู่ร่วมกันเลย ฝ่ายมุสลิมแม้ยังทำกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เห็นชาวพุทธมาร่วมวงเหมือนเช่นอดีต หรือยังอาจมีอยู่บ้างเล็กๆ ในหมู่บ้านบางแห่ง
จะว่าไปแล้ว ถ้าหากบรรดาข้าราชการฝ่ายปกครอง ตั้งแต่ผู้ว่าฯ นายอำเภอ จนไปถึงปลัด จะมองเห็นสักนิด แล้วหยิบจับขึ้นมาฟื้นฟูความสมานฉันท์ ผ่านประเพณีกวนขนมชูรอ ในหมู่บ้านที่มีพุทธ-มุสลิมอยู่ร่วมกัน บางทีอาจจะช่วยย้อนบรรยากาศเก่าๆ ความสัมพันธ์เก่าๆ อดีตเก่าๆ ที่เคยสงบสุข ให้หวนระลึกกันอีกก็เป็นได้
ความจริงประเพณีกวนขนมชูรอนั้น อาจจะมีบางสำนักคิดของอิสลามต่อต้าน เพราะเห็นว่าเป็นประเพณี เป็นกิจกรรมที่ไม่มีแบบอย่างจากอิสลาม พวกเขาคิดจะทำกันแต่ภารกิจที่เป็นแบบอย่างจากศาสนาเท่านั้น ซึ่งความจริงกิจกรรมเหล่านี้ก็ไม่มีพิธีกรรมอะไรของศาสนามาเกี่ยวอยู่แล้ว ไม่มีการสวด ไม่มีการขอพร เป็นเสมือนงานเลี้ยงงานแต่ง เมื่อพิธีกรรมทางศาสนาจบลง แต่การจัดงานเลี้ยงเชิญแขกเหรื่อมากินข้าวกินปลา ก็ว่ากันไปแต่ละหมู่ชนว่าจะมีรสนิยมกันแบบไหน บางหมู่ชนก็เลี้ยงแขกอย่างเดียว ไม่รับซองช่วยงาน บางหมู่ชนไปงานแต่งงาน ก็ต้องมีของขวัญหรือซองเงินช่วยงาน ซึ่งวิถีเช่นนี้ไม่มีแบบฉบับหรือแบบอย่างจากศาสนา เพราะศาสนามีกรอบไว้ให้ปฏิบัติไม่ให้เกินขอบเขตเท่านั้น
แม้ประวัติการกวนขนมชูรอจะมีที่มาที่ไปผูกโยงกับเรื่องราวของศาสนาบ้าง เช่น บางทัศนะก็กล่าวว่า การกวนขนมชูรอนี้ เป็นการระลึกถึงห้วงเวลาที่ศาสดาทำศึกสงครามติดพัน ขาดเสบียง จึงให้บรรดาสาวกทั้งหมดนำอาหารมาต้มรวมกันแล้วแบ่งกันกิน หรือบางทัศนะก็ว่า เมื่อเรือของศาสดา นุฮ์ (โนอาห์) ล่องลอยในยามน้ำท่วมโลกครั้งกระโน้น เสบียงอาหารบนเรือขาดแคลน จึงสั่งให้เอาอาหารทั้งหมดมารวมกันแล้วต้มกวนแบ่งปันกันกิน และบางทัศนะก็ว่าเป็นการระลึกถึงศึกสงครามการสังหารหมู่ลูกหลานศาสดามูฮำหมัด โดยคำสั่งของกาหลิบในยุคสมัยนั้น
ซึ่งไม่ว่าจะมีที่มาที่ไปอย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ใช่กิจกรรมทางศาสนา และไม่ได้ทำให้ศาสนาเสียหาย ทั้งรูปแบบและเนื้อหาของตัวกิจกรรมนั้นๆ เอง ก็ไม่ได้ผิดบทบัญญัติของศาสนา ฉะนั้น ถ้าดำรงไว้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถือเสียว่าเป็นกิจกรรมสร้างความสามัคคีในชุมชนอย่างหนึ่ง
แต่ข้อสำคัญ คือบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่าไปกุลีกุจอ จัดกิจกรรมแบบบ้านๆ ให้กลายเป็นงานทางราชการ ประเภทชาวบ้านเขาจะตั้งหม้อตั้งกระทะสรวลเสเฮฮากัน ฝ่ายรัฐกลับตั้งแท่นตั้งปะรำ เปิดตัวกล่าวรายงาน เชิญคนโน้นคนนี้มาเปิดมาปิด ทำเอาเสียบรรยากาศแบบบ้านๆ ไป
ผมว่าอย่ามัวแต่สมานฉันท์กันบนเวที ในโรงแรมใหญ่ แล้วทุกคนก็พูดเหมือนๆ กันว่า เห็นอกเห็นใจชาวบ้าน ประณามผู้ก่อเหตุ สรุปเนื้อหาการเสวนาแล้ว แจกเอกสาร เสร็จสรรพแยกย้ายกันกลับบ้าน ปัญหาหลักในการปฏิบัตินโยบายที่มักพูดๆ กันว่า สมานฉันท์นั้น มักมาจากฝ่ายรัฐเองที่ยังติดระบบเจ้าขุนมูลนาย ทำอะไรๆ ต้องมีระบบระเบียบแบบแผนของราชการเข้าครอบงำ ฉะนั้น ควรต้องเริ่มจากฝ่ายรัฐก่อน ด้วยการช่วยส่งเสริม ช่วยกระตุ้น แต่ให้ชาวบ้านได้ดำเนินการกันเอง มีจิตสำนึก มีอารมณ์ร่วมเกิดขึ้นมาเอง
ผู้เขียนเกิดและเติบโตที่นี่ เป็นอยู่กินนอนกับคำว่า 'ความไม่สงบ' มาค่อนชีวิต ผ่านประสบการณ์ทั้งตื้นทั้งลึกกับคำๆ นี้ และต้องยอมรับว่า ไม่มียุคไหนที่เหตุการณ์ความรุนแรงจะมากเช่นทุกวันนี้ นั่นไม่ใช่เพราะฝ่ายก่อการเข้มแข็งขึ้นเพียงประการเดียว แต่เพราะฝ่ายรัฐเองก็อ่อนแอเช่นกัน อ่อนแอเพราะไม่ยอมปรับตัว อ่อนแอเพราะไม่ศึกษา อ่อนแอเพราะไม่มีองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ทั้งอดีตและปัจจุบัน
วันนี้จึงไม่เห็นหน้าเห็นหลังของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่มีคุณ พระนาย เป็นผู้อำนวยการ และถือว่าเป็นหัวเรือใหญ่ที่จะขับเคลื่อนงานในด้านพลเรือน แต่เพราะความอ่อนแอดังกล่าว
วันนี้ในเมื่อสังคมกำลังแตกแยก แตกความสามัคคี และโดยเฉพาะสงครามแย่งชิงประชาชนกำลังเกิดขึ้น ฝ่ายรัฐยิ่งจะต้องทำตัวให้กลมกลืนกับประชาชน โดยเฉพาะฝ่ายมหาดไทยชอบทำตัวติดดิน เดินพบปะชาวบ้าน นั่งร้านน้ำชา แต่ใส่ชุดผ้าไหมสีสด แปลกตาใส่ชุดหรู เดินไปไหนมาไหนก็มีขบวนคุ้มครองถืออาวุธสงครามวนเวียนรอบตัว แล้วอย่างนี้จะลงพื้นที่ไปแย่งชิงประชาชนกับใคร ส่วนฝ่ายก่อการก็เข้าพื้นที่ พบชาวบ้าน ปราศรัยโจมตีรัฐ แถมมีการปิดล้อมควงปืนเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างอ้างว่ากำลังช่วงชิงประชาชน
แต่พฤติกรรมกลับตรงข้ามกันทั้งสองฝ่าย ประชาชนเป็นเพียงนามธรรมเพื่อยกอ้างหาความชอบธรรมแสวงประโยชน์กันเท่านั้นเอง -------------------------------------------------------------------------------------------- สวนทางปืน / เนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉ.774)
|