วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน 2550
ประวัติศาสตร์ปาตานี กับเยาวชน 3 จังหวัดชายแดนใต้
Posted by
บะห์รูน
,
ผู้อ่าน : 615
, 02:21:27 น.
| หมวดหมู่ :
สวนทางปืน
พิมพ์หน้านี้
|
ข่าวการลอบทำร้ายครู ด้วยการบุกเข้าไปยิงถึงห้องพัก ขณะอยู่ในโรงเรียน ทั้งๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้อยู่ใกล้กับเขตเทศบาลซากอ อันเป็นเทศบาลที่มีที่ตั้งของหน่วยราชการประจำอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส
เรื่องการทำร้ายครู การเผาโรงเรียน หรือการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนรู้สึกขุ่นมัวทุกครั้งเมื่อได้ยิน มันเป็นความรู้สึกโกรธลึกๆ และออกจะรังเกียจจนทำให้บางครั้งนึกอยากจะออกมาตะโกนดังๆ ให้บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหลาย ลุยถล่มจัดการกับผู้ก่อความไม่สงบให้มันแหลกลาญไปข้าง
แต่นึกๆ ทบทวนดู บางทีผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ปัญหาจริงๆ อาจกำลังหาทางออกหรือ ดำเนินมาตรการอะไรดีๆ อยู่แล้วก็เป็นได้ และน่าจะเป็นมาตรการในการปกป้องชีวิตครู คุ้มครองหมู่บ้าน ดูแลรักษาถนน แต่ไม่วายทั้งหลายทั้งปวง ก็ยังโดนถล่ม โดนทำร้ายไม่เว้นแต่ละวันเหมือนกัน
จึงทำให้บางทีผู้เขียนคิดว่า การที่มีกองกำลังทั้งทหาร ตำรวจมากๆ มันอาจจะทำให้มีเป้าให้ทำลายมากขึ้นด้วย และแน่นอน จำนวนที่มาก ก็ย่อมมีจุดอ่อน จุดบกพร่อง มากตามไปด้วยเช่นกัน เพราะเท่าที่สังเกตแบบบ้านๆ ดูเหมือนทหาร ตำรวจ จะถูกโจมตีแทบทุกวัน ซึ่งมีผลในทางจิตวิทยามวลชนอย่างใหญ่หลวงด้วยเช่นกัน
โดยผู้เขียนพิจารณาจากสภาพการณ์ของเด็กวัยรุ่น อายุระหว่าง 12-18 ปี ในแต่ละหมู่บ้าน โดยเฉพาะหมู่บ้านที่เป็นพื้นที่สีแดง เด็กวัยรุ่นอายุระยะนี้เข้าร่วมกับขบวนการมากขึ้น และในจำนวนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ ล้วนเป็นเด็กที่ผ่านการได้ยินเรื่องราว ที่เป็นหลักคิดของขบวนการมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก จนแทบไม่ได้ยินเรื่องอื่นๆ
เด็กวัยรุ่นเหล่านี้เติบโตจากสังคมที่มีแต่ความเกลียดชัง ความเคียดแค้น รับรู้เรื่องราวทั้งประวัติศาสตร์ และสภาพสังคมที่ผิดเพี้ยนจากความจริง รู้จักหมู่บ้านตัวเองในฐานะเมืองที่ตกอยู่ใต้อาณานิคมของสยาม เรื่องราวของอดีตที่ยาวนานเป็นร้อยๆ ปี จึงกลายเป็นอดีตเพียงแค่วันวาน เสมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้เอง
ในประเด็นประวัติศาสตร์เช่นนี้ คงยากที่จะแก้ปมหรือนำมาซึ่งข้อเท็จจริงได้อย่างแจ่มชัด และเป็นที่ยอมรับของสังคมได้ เพราะรัฐบาลเองไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้จริงจังนัก คงต้องการให้ประวัติศาสตร์เป็นอดีต และโบราณ จนดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคนรุ่นปัจจุบัน
นี่เป็นคำตอบที่ผิดพลาดของฝ่ายรัฐตลอดมา เพราะการทำความจริงของประวัติศาสตร์ให้กระจ่างก็คือ ทำความจริงให้ปรากฏ ซึ่งหลักคิดและเงื่อนไขที่ก่อแรงผลักดันทางเชื้อชาติที่สำคัญของขบวนการทุกยุคทุกสมัยคือ ประวัติศาสตร์
ประเด็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ที่สามารถปลุกเร้าอารมณ์ให้คล้อยตามและแบ่งแยกเชื้อชาติได้ชัดเจนที่สุด คือ การถูกทำลายของเชื้อชาติหนึ่ง โดยอีกเชื้อชาติหนึ่ง
ความเชื่อของผู้คนที่นี่ว่า ปาตานีอันรุ่งเรืองและล่มสลายลงด้วยน้ำมือสยาม เป็นประเด็นประวัติศาสตร์ที่จะต้องขบคิดและทำความจริงให้ปรากฏ และประเด็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นปมเงื่อนทางประวัติศาสตร์จะเป็นประเด็นใดก็ตามที่ฝ่ายขบวนการ หยิบยกมาใช้เป็นเงื่อนไขในการต่อสู้
ล้วนจำเป็นที่ฝ่ายรัฐจะต้องหันมาสนใจ และสังเคราะห์ความรู้ทั้งหมดของประวัติศาสตร์ปาตานีที่พูดกันคนละทีสองที โดยการนำข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ขึ้นโต๊ะแล้วสังคายนาด้วยกัน ทั้งนักวิชาการในพื้นที่และนอกพื้นที่ ทั้งนักวิชาการทางสังคมจิตวิทยา-การเมือง เศรษฐศาสตร์ นักวิชาการแพทย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางประวัติศาสตร์ ที่จะต้องสืบค้นแหล่งที่มาของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญที่มักจะถูกถามกลับมาเสมอคือ สังคายนาประศาสตร์แล้ว ปรากฏออกมาแล้ว จะได้อะไร? เหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัด จะสงบหรือ?
ผมตอบได้เลยว่าโอกาสสงบเกิน 50 เปอร์เซ็นต์แน่นอน เพราะเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของขบวนการทุกกระบวนการ นำมาหยิบยกเพื่อสร้างจิตสำนึกของมวลชนในการต่อสู้ คือ การถูกกระทำโดยสยาม ทั้งความมั่งคั่ง และชีวิตประชาชนปาตานีในอดีต
ดังนั้น ถ้าหากข้อเท็จจริงถูกเปิดเผย สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่เป็นความลับ (ตามความเข้าใจของมวลชน) การปลุกเร้าอธิบายกันตามแต่อยากอธิบายเพื่อสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน มันจะได้จบกันซะที ผู้เขียนขอยกตัวอย่างสั้นๆ สัก 2-3 ประเด็น เช่น
(1) ปาตานีล่มสลายเพราะสยามเข้ามายึดไป หรือว่าตัวปาตานีเองก็เสื่อมเองด้วย ในแง่ของการปกครองที่มีการแย่งชิงกันหรือไม่ อย่างไร?
(2) ความเจริญมั่งคั่งของปาตานีที่กล่าวถึงนั้น เพราะมีปัจจัยการค้าทางทะเลเป็นหลัก ฉะนั้น การเฟื่องฟูของเมืองชายฝั่งทุกแห่งทั่วโลก หดหายไปด้วยปัจจัยอะไร? ปาตานีเป็นเช่นเดียวกับเมืองเหล่านั้นหรือไม่?
(3) ในยุคเรือกลไฟเข้ามา มีส่วนอย่างไรในการทำให้เมืองชายฝั่งทั้งหมดได้รับผลกระทบ? หรือหากจะขยับมาใกล้ประวัติศาสตร์ ยุคที่สยามเริ่มปะทะกับอังกฤษ และเริ่มสูญเสียประเทศราชต่างๆ ในแหลมมาลายูให้แก่อังกฤษ เราก็อาจตั้งประเด็นเพื่อการสืบค้นกันต่อได้ เช่น
1.อังกฤษมีเจตนาอะไรพิเศษหรือไม่ ทำไมจึงไม่ต้องการดินแดนปาตานี แต่เมืองอื่นๆ ในแหลมมลายู อังกฤษยึดครองหมด ทั้งๆ ที่เป็นเมืองมลายูเหมือนกัน?
2.ในช่วงที่ทำสงครามระหว่างปาตานีกับสยามนั้น ประชาชนปาตานีอยู่ส่วนไหนของสงคราม และจุดปะทะกันของสองกองกำลังอยู่ตรงไหน? เมื่อเทียบกับปัจจุบัน เพื่อจะอนุมานได้ว่าปาตานีมีขอบเขตของตนเอง แค่ไหน? เพียงใด?
3.เสียงเล่าเสียงลือถึงประวัติศาสตร์ที่ว่า ชาวเมืองปาตานีถูกสยามจับเป็นเชลย และถูกต้อนไปกรุงเทพฯ โดยมีการเจาะเอ็นร้อยหวาย ผูกติดกัน มีความเป็นไปได้แค่ไหน? เพียงไร? ทั้งบันทึกทางประวัติศาสตร์ และข้อคิดเห็นทางการแพทย์
4.มัสยิดกรือเซะ ซึ่งมีความสวยงดงาม แต่ถูกสยามเผาทำลายนั้น ข้อเท็จจริงทั้งทางประวัติศาสตร์และทางวิศวกรรม เป็นอย่างไร?
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เพราะเห็นว่า ประเด็นประวัติศาสตร์สำคัญมากที่สุด ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญทั้งเรื่องเชื้อชาติ และความเป็นชาติ จนพัฒนาเป็นชาตินิยมรุนแรงและยึดโยงกับการตีความทางศาสนาเหมือนเช่นทุกวันนี้
ความเป็นคนชาตินิยม รุนแรงของคนปาตานี ส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกตัวตนของความเป็นชาติอยู่ เช่นที่ยกตัวอย่างคำประกาศ 18 ข้อเมื่อก่อนหน้านี้
สัปดาห์หน้าค่อยมาว่ากันในรายละเอียดของประวัติศาสตร์ล้วนๆ!
สวนทางปืน / เนชั่นสุดฯ (ฉ.785)
|