| my job | ||
พลอยล้อมเพชร |
||
|
View All |
||
| Jerry Macquire | ||
Jerry Macquire |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
หนังสือที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดตอนนี้มีชื่อว่า "โจโฉ นายกตลอดกาล"
เดี๋ยวขอดูหน้าจอทีวีอีกครั้ง! .. โห! คุณจักรภพยืนอยู่ตรงรถตู้ชูไม้ชูมือ สีหน้ามั่นใจมาก ..เอ่อ! สูทสวยดีเนอะ.. ขอดูในหนังสืออีกนิด..
ถ้าใครเคยได้อ่านหนังสือ"โจโฉ นายกตลอดกาล" เล่มนี้ คงทราบกันดีว่า ท่านผู้ประพันธ์ท่านเอามาเล่าใหม่ เพราะหากสามก๊กที่เราอ่านๆกันนั้น เขียนโดยฝ่ายของเล่าปี่แล้ว หม่อมท่านก็ขอเขียนในมุมของฝ่ายที่เข้าด้วยโจโฉดูบ้าง ถือเป็นการถ่วงดุลทางความคิด ทำให้ "โจโฉ นายกตลอดกาล" เป็นสามก๊กในมุมมองใหม่ ที่ทั้งสนุกและน่าสนใจ เพราะท่านผู้ประพันธ์ได้แทรกความคิดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของท่านเอง รวมไปถึงสภาพสังคมและการเมืองไทยในขณะนั้นเข้าไปด้วย แล้วไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะ ที่หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2493 ก็จริง แต่ตอนนี้ปีพ.ศ.2550 แล้ว เรื่องราวที่เขียนในนั้น ยังมีความร่วมสมัยอยู่เลย
เรื่องมันเกิดขึ้นก็ตอนที่โจโฉจะหาคนไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวเข้ามาเป็นพวก ตอนนั้นขงหยงที่ปรึกษาก็แนะนำ "ยีเอ๋ง" ให้กับโจโฉว่า เป็นคนฉลาด น่าจะได้ไว้ใช้ แต่โจโฉไม่เคยรู้จักเห็นหน้าค่าตาของยีเอ๋งมาก่อน ทำให้พอเมื่อได้เจอกัน.. ยีเอ๋งที่อายุประมาณยี่สิบปีได้เข้าคำนับโจโฉ แล้วโจโฉอาจรับคำนับจากยีเอ๋งแล้วไม่เป็นที่พอใจของยีเอ๋ง ทำให้ยีเอ๋งไม่พอใจ ทำเป็นพูดเปรยว่า
โจโฉก็คงงงๆ อาจได้ยินที่ยีเอ๋งพูดไม่ถนัด คิดว่ายีเอ๋งพูดเหมือนกับว่า บ้านเมืองไม่มีคนดีเสียแล้ว! ก็เลยอยากให้ยีเอ๋งสบายใจ ยกตัวอย่างคนดีที่มีให้เห็นอีกมาก เริ่มจากคนใกล้ตัวก่อนเลย คือ ที่ปรึกษาทั้งสี่และทหารเอกอีกสี่คนของตนเองเหล่านี้เป็นคนดี เพราะความจริงคือ ตรงกันข้าม.. ยีเอ๋งตำหนิคนดีทั้งแปดที่โจโฉยกมา ชนิดที่ไม่ต้องมีใครเอาลำโพงมากรอกดังเข้าไปในบ้านก็เจ็บปวดเมื่อได้ยิน โจโฉเองก็โกรธเช่นกัน เพราะคนทั้งแปดทำงานรับใช้แผ่นดิน มีผลงานให้เห็นแล้ว โจโฉเลยถามยีเอ๋งกลับไปว่า
ยีเอ๋งก็พูดถึงความสามารถของตนเองยกใหญ่ แต่ไม่แค่นั้น เพราะข้ามไปด่าเอาโจโฉเข้าด้วย ทำให้เตียวเลี้ยวที่อยู่ตรงนั้นโกรธแทนเพราะก้าวร้าวผู้บังคับบัญชา จะลงโทษยีเอ๋งเสีย แต่โจโฉห้ามไว้ เพราะเกรงว่า คนจะติฉินเอาได้ว่า หากใครพูดไม่ถูกหูแล้วก็ไปลงโทษเขา คือ เกรงคำครหาว่างั้น!.. แทนที่จะลงโทษ กลับให้งานทำเป็นคนตีกลองรับแขกเมืองที่ทำเนียบนายกแทน ตกลงด่านายก แต่ก็ได้งานทำ?.. เราติดกันไว้ก่อนนิดนึงนะคะ...
จนวันนึงที่โจโฉมีแขกเมืองมาให้รับรอง ยีเอ๋งคนตีกลองรับรองแขกก็ออกมาตี แต่ใส่เสื้อเก่ากางเกงขาด ขุนนางบางคนเห็นเข้าก็ร้องทัก แทนที่จะเปลี่ยน ก็แก้มันซะเลย แล้วตีกลองต่อไปแบบนั้น! โจโฉเห็นวุ่นวายหนักข้อก็ร้องดุยีเอ๋งไป ยีเอ๋งก็ตะโกนกลับมา ประมาณว่า ร่างกายตนเองเป็นของสะอาด บิดามารดาให้มา เลยถอดเสื้อผ้าออกซะ" โจโฉร้องถามกลับไปว่า " อย่างนั้นกายของผู้ใดที่โสโครก?" เข้าทางยีเอ๋งพอดี เพราะก็ตะโกนตอบกลับมา เป็นคำด่าโจโฉล้วนๆ!.. ขงหยงในฐานะคนแนะนำ เห็นแบบนั้นก็คงทั้งรู้สึกผิดและอาย เข้าไปขอโทษโจโฉ แต่โจโฉก็ไม่โกรธ ให้อภัยยีเอ๋ง แล้วบอกให้ยีเอ๋งไปกล่อมเล่าเปียวให้ได้ เพราะบอกว่า มีความสามารถนักนี่ ยีเอ๋งได้ยินก็ตั้งท่าจะไม่ยอมไป จนโจโจต้องขู่เอาจริงๆ ยีเอ๋งถึงยอมไป. ยีเอ๋งยังคงด่านายก และไม่รู้จักกาละเทศะ อะไรควรอะไรไม่ควร แต่ก็ไม่ได้ลงโทษอะไร?.. คำถามนี้กับคำถามที่ติดไว้ก่อนหน้านี้ คงต้องขออนุญาตนำข้อความของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชที่ได้เขียนไว้มาลงให้อ่านกันเองดีกว่าค่ะ ...............................................................................................................................
การเป็นประชาธิปไตยนั้นหมายความว่า ยอมรับฟังความคิดเห็นที่มีเหตุผลประกอบ แลยอมรับผิดในเมื่อการกระทำของตน มีเหตุผลที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น ประชาธิปไตยนั้นไม่ได้หมายความว่า จะต้องเห็นคนอื่นเป็นผิดไปหมด หรือเห็นคนอื่นถูกไปทุกกรณี แต่หมายความว่า พึงควรเคารพเหตุผลของคนอื่นๆเท่าๆกับเหตุผลของตน ในเมื่อเหตุผลนั้นๆได้แสดงออกมาด้วยอาการสุภาพ ชอบธรรม และโดยเจตนาสุจริต การแสดงเหตุผลด้วยถ้อยคำหยาบคาย สามหาว การแสดงอากาารกิริยาหยาบโลน วิสัยยกตนข่มท่านและเห็นคนอื่นเลวไปเสียหมดเช่นยีเอ๋งนี้ มิใช่วิสัยของคนในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นสันดานของคนที่สมัยนี้เรียกว่า ดาวร้าย หากโจโฉอัปเปหิคนชนิดนี้ไปเสียแต่แรก บางทีความนิยมที่คนมีในตัวโจโฉก็จะไม่เสื่อมโทรมลง แต่โจโฉก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ เพราะกลัวคนจะนินทาว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย" "ครั้นยีเอ๋งหยาบคายหนักเข้าจนสุดที่จะอดทน โจโฉก็มิได้จัดการกับยีเอ๋งให้เป็นตัวอย่าง ว่าคนขนาดนายกรัฐมนตรีของพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้น ใครจะดูถูกเล่นง่ายๆไม่ได้ แต่โจโฉก็มิได้ทำเช่นนั้น กลับส่งยีเอ๋งไปหาเล่าเปียวเพื่ออาศัยมือเล่าเปียวให้กำจัดยีเอ๋งเสีย เป็นเหตุให้เล่าเปียวหัวเราะเยาะได้ การที่โจโฉมาคบกับดาวร้ายระดับยีเอ๋งนี้เอง กลับเป็นเหตุให้คนอย่างเล่าเปียวดูถูกโจโฉ ไม่ยอมเข้าเป็นสมัครพรรคพวกด้วย ทำให้โจโฉต้องขาดคนดีที่ พึงคบค้าสมาคมไปคนนึง หากโจโฉกลับมาเกิดในสมัยนี้ โจโฉก็อาจเถียงได้ว่า โจโฉนั้นตั้งตนขึ้นมาได้ด้วยพลกำลังของตนเอง แต่คนดีๆไม่ยอมคบกับโจโฉเพราะไม่ไว้ใจและรังเกียจในเรื่องวิธีการของโจโฉบางอย่าง คนที่โจโฉจะพึงคบค้าสมาคมด้วยได้ จึงมีแต่ดาวร้ายล้วนๆ โจโฉจึงจำต้องคบกับคนเหล่านั้นทั้งที่ใจนั้นก็มิได้สมัครรักใคร่ แต่โจโฉก็ต้องไม่ลืมว่า คนดีๆนั้นเขาก็มีจิตใจสูงพอที่จะให้อภัยโจโฉอยู่เป็นนิตย์ หากโจโฉจะแสดงเจตนาสุจริตออกมาแก่บ้านเมืองให้ปรากฏ เจตนาอันนี้โจโฉก็มีอยู่เต็มตัว แต่ดาวร้ายทั้งปวงนั้นได้เข้ามาบดบังเสีย ด้วยการกระทำอันอื้อฉาวหยาบคายเป็นที่ขยะแขยง คนดีจึงห่างโจโฉลงไปทุกวัน คนที่เห็นรัศมีอยู่จึงเป็นแต่คนชั่ว แสงที่คนชั่วเห็นนั้น จะเป็นแสงที่ดีมิได้ ต้องเป็นแสงรัศมีที่บาดตาผู้อื่น เป็นภัยแก่คนเป็นจำนวนมากรวมทั้งตัวโจโฉเอง.." .............................................................................................................................
นั่นเป็นส่วนนึงจากบทประพันธของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในกรณี ยีเอ๋ง..ดาวร้ายในสามก๊ก
เรื่องความก้าวร้าว ไร้มารยาท ถ่อย สถุล.. เอ้อ! ชักเยอะเองแล้ว 555.. อย่างที่บอกคือ ไม่น่าเชื่อจริงๆว่า หนังสือเล่มนี้เขียนเมื่อปีพ.ศ.2493 แล้วป่านนี้เนื้อหาก็ยังนำมาใช้ได้อยู่ดี ต้องเรียกว่า ไม่เอาท์ เลยนะคะ.. แต่ ยีเอ๋ง มีคนเดียว ก็เป็นดาวร้ายในสามก๊ก
"ยีเอ๋ง ดาวร้ายแห่งสามก๊ก .. เอ๋ง เก้าดาวร้ายแห่งเสียมก๊ก!.. " อืม.. งั้นขอตัวไปตัดสติ๊กเกอร์ก่อนนะคะ ได้ motto แล้ว..ไปล่ะ! ป.ล. สถานการณ์ระอุคุกรุ่นทีไร ให้คิดถึงม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชทุกที นอกจากความเป็นปราชญ์ของท่านแล้ว ท่านเป็นคนนึงที่รักในหลวงเหลือเกิน วันหลังเรามาคุยกันเรื่องนี้น่าจะดีนะคะ.. |