| น้องหมาน่ารัก | ||
น่ารักมากๆ |
||
|
View All |
||
| Jerry Macquire | ||
Jerry Macquire |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
ส่วนนอกนั้นน่ะเรอะ..? เหอๆๆ.. ฮ่าๆๆ.. ฉันไม่ได้ดีใจที่เพื่อนเลิกกับแฟน..หรือเสียใจที่มันเลิกกับแฟน.. แล้วพูดแบบนี้ทีไร เพื่อนซึ่งเป็นเสมือนแกะดำ (เพราะเป็นคนเดียวที่มีแฟนอยู่ในตอนนี้) จะพูดสวนขึ้นมาทุกทีว่า ฉันเป็น "ผู้หญิงอปกติ" .. แต่ฉันว่าไม่นะ.. เดี่ยวนี้คนคิดแบบนี้เยอะแยะทั้งหญิงและชายด้วยซ้ำไป!.. คิดไงมั่งน่ะเหรอ?.. ก้อคิดเหมือนฮิวจ์ แกรนท์ในหนังเรื่อง about a boy นั่นงั๊ย..
เป็นหนังที่ฉันชอบมากๆอีกเรื่องนึงเหมือนกัน.. มีใครชอบเหมือนกันบ้างมั้ยคะ? หยิบเอามาดูแต่ละที รู้สึกดีชิบเป๋ง! 555.. "ชีวิตโสดน่ะเจ๋ง ไม่เส็งเคร็งเหมือนกับที่ใครพยายามให้คิดหรอก.." จะคิดถึงฮิวจ์ แกรนท์ทันที ที่ในหนังเรื่องนี้เขาเปรียบชีวิตโสดของตัวเองว่าเป็น "เกาะสวรรค์" คือ อยู่คนเดียวได้ มีความสุขดี ไม่ต้องแคร์ ไม่ต้องแชร์อะไรกับใคร.. ซึ่งในหนังเราก็จะเห็นภาพชีวิตที่แสนจะแฮปปี้ของพระเอก วันๆไม่ทำงานอะไร อยู่ได้ด้วยค่าลิขสิทธิ์เพลงฮิตที่พ่อแต่งทิ้งไว้ให้..ใช้ชีวิตสนุก สบาย.. แค่จัดเวลาในแต่ละวันเป็นช่วงๆ ทำโน่นทำนี่ เช่น ไปตัดผม, ออกกำลังกาย ฯลฯ แค่นี้เวลาก็หมดแล้ว แถมบางทีดูเหมือนจะยุ่งๆด้วยซ้ำ! แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ยังอยากที่จะมีแฟนอยู่ ที่ผ่านมาถูกผู้หญิงด่าทุกทีเพราะความขี้เบื่อ ไม่เคยมีความสัมพันธ์เกินสองเดือน! เมื่อมีโอกาสได้ลองเดทกับผู้หญิงที่มีลูกติดมาแล้ว เขาก็รู้สึกว่า นี่แหละคือที่ค้นพบมานาน.. เพราะผู้หญิงพวกนี้จะห่วงลูก และสุดท้าย ก็มักจะคิดว่า ตัวเองไม่ดีพอ ชิงบอกเลิกก่อน ซึ่งที่จริง ก็อยู่ในความคิดของเขาพอดี.. แล้วพอผู้หญิงบอกเลิกก่อนแบบนี้ ทำให้เขาดูดีขึ้นมาจมเลย! (ตรงที่ไม่ต้องบอกเลิกเอง ) จากนั้นก็จริงจังตั้งใจเอาดีทางนี้ ถึงขั้นไปเข้าชมรมของเหล่า single mom เพื่อจะได้รู้จักแม่ลูกติดสวยๆ .. แต่จะเข้าชมรมนี้ได้ก็ต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน คือ มีลูกติดซะก่อน.. "เน็ด" ลูกชายสองขวบในจินตนาการของเขาก็เกิดขึ้นเพราะการนี้กันโดยเฉพาะ..
วันหนึ่งจากที่เขาได้เดทกับแม่ม่ายลูกติดนี่เอง ทำให้เขาได้รู้จักกับ มาร์คัส ..
"มาร์คัส"เป็นเด็กแปลกประหลาด เชยระเบิด อายุ 12 ปีที่เป็นลูกเพื่อนของคู่เดทที่พาไปสวนสาธารณะด้วย ..บรรยากาศดูไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ มาร์คัสเลยเอาขนมปังก้อนบึ้มที่แม่ทำให้มา แต่ไม่มีใครกิน สุดท้ายเขาเอาไปโยนให้เป็ดในสระน้ำกิน.. แล้วโยนท่าไหนไม่ทราบดันไปโดนเป็ดตาย! แถมพอกลับมาถึงบ้าน แม่ซึ่งทำงานเป็นนักบำบัดด้วยดนตรี ก็เกิดหดหู่ซึมเศร้า ฆ่าตัวตายอีก แม่ฆ่าตัวตาย แต่ไม่ตาย แถมพอกลับมาบ้าน เธอก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น! สองคนไม่พอซะแล้ว .. ต้องมีสามสิ..จะได้ดูแลกันได้!.. อีกหนึ่งที่อยากให้เพิ่มขึ้นมา เขาก็หมายตาไปที่ "วิล".. ซึ่งก็คือ ฮิวจ์ แกรนท์นั่นเอง..
ถ้าใครชอบหนังสไตล์.. ฉันเรียกของฉันเองว่า "แกรนท์สไตล์" 555 คือ แนวโรแมนติก คอมเมดี้ เสียดสีกัดจิกชีวิตในด้านต่างๆแต่ก็ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป ใช้เสียงของแกรนท์บรรยายเรื่องราวเป็นหลัก แล้วก็มักจะมีมุมให้คิด หรือแอบยิ้มแบบขำๆไปได้ตลอดเรื่อง ที่เรามักจะเห็นได้จากหนังที่ฮิวจ์ แกรนท์แสดงอยู่บ่อยๆน่ะ..
ฉันว่า about a boy เหมือนกับจะบอกว่า อะไรที่แม็ทช์กัน เมื่อถึงเวลา มันจะมาเจอกันเอง แต่ถ้าไม่ใช่หรือว่ายังไม่ถึงเวลา พยายามไปมันก็ไม่เวิร์ค.. นี่ความคิดฉันคนเดียวนะ.. ที่ผ่านมาวิลมีชีวิตที่เขาพอใจ จะทำงานหรือไม่เขาก็พอใจกับสิ่งที่เขาเป็นน่ะ.. ใครก็เปลี่ยนเขาไม่ได้ ! ขณะที่มาร์คัสก็มีชีวิตในแบบของเขา กินมังสวิรัติเพราะแม่กิน .. ไม่ได้กินเพราะเขาอยากกิน.. หรือถ้าคิดอะไรอยู่ เขาก็จะร้องเป็นเพลงออกมาแบบไม่รู้ตัว.. โอเคว่า คนอาจจะล้ออาการนี้ของเขาเพราะมันดูประหลาด แต่เขาก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร.. จนเมื่อเขาพยายามจับคู่วิลให้แม่ ชีวิตของเขาก็เข้าไปเกี่ยวพันกับวิลแบบไม่ตั้งใจ.. วิลเข้าใจเด็กอย่างมาร์คัส เพราะเขายังไม่โต! ส่วนมาร์คัสก็เข้าใจวิล ..แต่ไม่ได้หมายความว่า มาร์คัสไม่โตหรือเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ..แต่มาร์คัสเขาเข้าใจเด็กด้วยกันต่างหาก.. ชอบฉากที่วิลพามาร์คัสไปซื้อรองเท้าผ้าใบคู่HIPสุดๆ.. วิลที่ไม่เคยมีภาพเป็นผู้ใหญ่ ไม่ดูแลใคร.. แต่พามาร์คัสไปซื้อ ทั้งๆที่ไม่มีใครบอกให้เขาทำ เขาคิดว่า ถ้ามาร์คัสทำตัวให้สมวัย ไม่เชยกว่าคนรุ่นเดียวกันแล้ว เขาก็คงไม่ถูกเพื่อนแกล้งเพื่อนล้ออย่างที่โดนอยู่ตลอด!
ส่วนมาร์คัสเองก็ปกป้องวิล ในงานเลี้ยงคริสต์มาสที่เขาเชิญวิลมาที่บ้านด้วย.. เพื่อนแม่ที่เคยเป็นแฟนวิล ได้เข้ามาต่อว่า ที่เคยไปโกหกเขาไว้เรื่องมีลูก (ลืมเน็ดรึยังคะ นั่นล่ะ) จนวิลต้องขอตัวกลับ.. แต่มาร์คัสไม่ยอม เขาเถียงแทนเพราะเข้าใจวิล และรู้สึกว่า เรื่องการโกหกนั่นมันไม่ได้เลวร้าย.. ซึ่งสิ่งที่เลวร้ายกว่า อาจจะเป็นเรื่องที่แม่เขาทำคือ การฆ่าตัวตายนั่นเอง..
หนังก็ทำให้เราเห็นความน่ารักของฮิวจ์ แกรนต์ กับการที่เขาเบี่ยงไปประเด็นอื่นแทน เพราะไม่อยากให้แม่ของมาร์คัสเจ็บปวด.. มุมชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนแล้วตรงนี้! แต่เปลี่ยนไปเป็นแบบไหนยังไง.. ต้องดูให้ได้เลยนะ เพราะหนังน่ารักจริงๆ.. เพลงประกอบก็เพราะอีกต่างหาก ว่ากันว่าเป็น soundtracks ที่ดีที่สุดของปีนั้นเลยด้วย.. เสียดายที่ฉันทำหาย.. แต่จำได้ว่ามีเพลงของ u2 ด้วยนะ.. ใครมีจะให้ก็ไม่ว่ากัน 555
ก็ถ้าใครซักคนเขามีความสุขกับชีวิตของตัวเองดีอยู่แล้ว ทำไมเราต้องไปหาเหตุผลให้เขาเปลี่ยนด้วย? once you open your door to one person. anyone can come in. และถ้าคุณเข้าใจใครซักคน ไอ้เปลี่ยนไม่เปลี่ยนอะไรนั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกแล้วใช่มั้ยคะ? มันจะกลายเป็นเรื่องของ การยอมรับ.. ฉันชอบที่วิลชัดเจนในสิ่งที่ตัวเองเป็น แต่เมื่อเขาเปลี่ยนความคิด ก็เป็นในแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็เปลี่ยนเพราะรู้สึกด้วยตัวเองจริงๆมากกว่า.. มาร์คัสเองก็เหมือนกัน.. บางที.. เราอาจจะค้นหาทางใหม่ๆที่เหมาะกับชีวิตเราได้ ผ่านวิธีการหรือมุมมองของคนอื่นเนอะ.. ในหนังน่ะ สุดท้ายแล้ววิลของเราเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนชีวิตไปแบบ.. จำไม่ได้กันเลย 555 ดูสมจริงจนบางทีฉันก็อยากเปลี่ยนความคิดเหมือนกัน! แต่ไม่มีคนอย่างฮิวจ์ แกรนต์นี่สิ.. ก็จนใจ .. ไม่มีแรงจูงใจให้เปลี่ยน! 555 สุดท้ายก็เลย.. เหมือนเดิม 555.. ชีวิตน่ะ มันมีอะไรมากกว่าเรื่องแฟน.. แต่ถ้าจะมีแฟนทั้งที แล้วไม่ได้ดี ก็อย่ามีไปเลยดีกว่า.. ฉันว่า ไม่เห็นมันไม่ปกติตรงไหน.. เพื่อนเพียบ.. แค่รอบๆตัวฉันก็ถือเป็นคนหมู่มากไปซะแล้ว 555 ไว้มันเริ่มกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆเมื่อไหร่.. ถึงวันนั้นค่อยว่ากันอีกที 555.. ตอนนี้กินองุ่นไปก่อน.. แต่.. ทำไมมันเปรี้ยวๆก็ไม่รู้เนอะ อิๆๆ |