พิมพ์หน้านี้
ช่วงเดือนก่อนได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเมืองแห่งขนมหวานที่น้ำตาลเรียกน้องอย่างจังหวัดเพชรบุรี ก็เลยได้รับมอบหมายจากหม่ามี้ให้หาน้ำตาลดงมาฝากหน่อยซิ เอ้า...ได้ซี้ นานๆ หม่ามี้จะอยากได้ของฝากซักที (เพราะมักจะบ่นทุกทีที่ซึ้อของฝากจาก ต.จ.ว. มาเพียบจนกินไม่ทันน่ะ) อ๊ะ...อ๊ะ... หลายคนคงกำลังสงสัยว่าน้ำตาลดงเป็นไง ต้องบุกป่าฝ่าดงไปหากันหรือยังไง ไม่ช่ายค่า... น้ำตาลดง เก๊าะคือ น้ำตาลโตนด หรือเก๊าะคือ น้ำตาลจากต้นตาล แต่ที่เรียกว่าน้ำตาลดงคงเพราะเค้าปลูกตาลกันเยอะจนเป็นดงตาลล่ะมั้ง
แต่แหม... ไอ้ครั้นจะหาซื้อจากตลาดทั่วๆ ไปมันก็จะธรรมดาไปนิด (จริงๆ แล้วโดนขู่มาเยอะว่ามักเจอน้ำตาลปลอมที่ผสมน้ำตาลทรายซะมากกว่า) หลังจากถามไปถามมาว่ามีแหล่งน้ำตาลโตนดที่ไหนบ้าง ก็ให้บังเอิญซะเหลือเกินที่มีน้องคนสวยคนนึง (แฟนน้องชายน่ะ) มีบ้านอยู่ใกล้ๆ กับแหล่งทำน้ำตาลแถว อ. บ้านลาด แล้วที่เจ๋งไปกว่านั้นก็คือบ้านของลุงของน้องเค้าทำอยู่ด้วยแหละ อ้าว...แล้วจะรอช้าอยู่ใย รีบไปกันสิคะพี่น้อง แต่ก่อนอื่น ขอไปแวะรับไก๊ด์กิติมศักดิ์กันก่อน ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เตี่ยหรือคุณพ่อของน้องคนสวยนั่นแหละ เพราะอยู่ดีๆ ไปบุกบ้านคนอื่นเค้าโดยไม่มีผู้นำคงไม่ดีแน่ เสร็จแล้วก็ตรงดิ่งผ่านทุ่งนา (ไม่มีป่าไม่มีเขา) ไปหาน้ำตาลกันเล้ยย... อ้อ! ลืมบอกอย่างนึง ไม่ใช่ว่านึกอยากจะซื้อน้ำตาลของชาวบ้านเค้าแล้วก็บุกไปซื้อได้นะ ต้องมีการสั่งจองล่วงหน้ากันก่อนประมาณว่าของดีมีไม่มากอ้ะ อ้าว...จริงๆ นะ เพราะขนาดบีคลี่จองเอาไว้ แล้วจะขอซึ้อเพิ่มซักโลยังหมดสต็อกแล้วเลย ไหนๆ ก็มาซื้อน้ำตาลดงกันถึงดงตาลแล้ว จะไม่สำรวจโรงงานเค้าเลยก็คงไม่ใช่แนวทางของบีคลี่ ม่ะ...มาดูกันดีกว่าว่าทำไมเค้าถึงผลิตกันน้อยนัก แถมโลนึงมีราคาในท้องตลาดตั้ง 40-50 บาท แพงกว่าน้ำตาลทรายเพียบ ได้ของแท้รึเปล่านั่นก็อีกเรื่อง พูดถึงโรงงานน้ำตาล อาจจะฟังดูใหญ่โต แต่ถ้าเป็นโรงงานทำน้ำตาลโตนดของชาวบ้านล่ะก็ ขอให้นึกถึงอุตสาหกรรมในครัวเรือนเข้าไว้ ซึ่งบางทีอาจจะมีขนาดเล็กกว่าห้องนอนของใครหลายๆ คนเลยแหละ ภายในนั้นก็มีอุปกรณ์ไม่มาก ประกอบไปด้วยเตาที่ก่อขึ้นมาจากดิน มีช่องใส่ฟึนและช่องให้ลมเข้าอยู่ที่ปลายด้านนึง แล้วก็มีที่ตั้งกระทะเคี่ยวน้ำตาลซัก 3 หลุมเห็นจะได้ ฟึนที่ใช้ก็ไม่ใช่ถ่านอะไรที่ไหน ส่วนใหญ่ก็เป็นใบตาลแห้งมั่ง เศษใบไม้เศษฟึนที่หาได้แถวๆ นั้นมั่ง เรียกว่าพื้นที่แถวนั้นล้านเลี่ยนเตียนโล่งสะอาดสุดๆ ไม่มีเศษใบไม้กิ่งไม้หลงเหลือให้เห็นเลยเชียวล่ะ ส่วนไอ้เจ้าน้ำตาลที่จะเอามาเคี่ยวนั้น คุณพี่ชาวบ้านเค้าต้องไปเก็บกันมาตั้งแต่เช้า โดยการปีน "พะอง" ขึ้นไปเก็บกระบอกไม้ไผ่ที่รองน้ำตาลอยู่ใต้งวงตาล การปีนพะองเนี่ยถือได้ว่าเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง มีแต่พวก Pro เท่านั้นที่จะทำได้ เพราะพะองเป็นเพียงลำไม้ไผ่ไม่ใหญ่ไม่โตลำเดียวโดดๆ มีก้านยื่นออกมาตามข้อปล้องหน่อยนึงไว้ให้เหยียบ ซึ่งบางลำดูผุๆ พังๆ ไม่น่ารับน้ำหนักไหว แต่ขอบอกว่าราคาของพะองแต่ละลำอยู่ในหลักร้อยเลยนะ ตาลต้นนึงก็ต้องใช้หลายลำอยู่ถึงจะต่อกันได้ถึงยอดตาล เอาเป็นว่าราคาของน้ำตาลก็เริ่มมาตั้งแต่พะองนี่แหละ หลังจากเก็บรวบรวมน้ำตาลมาจากทุกๆ ต้นแล้ว ก็เอาไปเทรวมกันในกระทะเคี่ยว
ถัดจากเตามา ก็เป็นพื้นที่ว่างแคบๆ แต่ขุดเป็นหลุมตึ้นๆ ไว้ตั้งกระทะที่ยกลงจากเตา อันนี้สำหรับขั้นตอนการทำให้น้ำตาลที่เคี่ยวแล้วงวดและแห้งมากขึ้น วิธีการก็คือ ใช้ไม้ "สบู่ดำ" ที่มีน้ำหนักเบา ความยาวประมาณไม้พาย มากวนๆ หมุนๆ สะบัดๆ แป๊บเดียวแห้งแล้ว แล้วช่วงนี้นะ... ไก๊ด์กิติมศักดิ์ (ที่กำลังก้มอยู่นั่นแหละค่ะ) เริ่มทำหน้าที่แม่ช้อยนางรำ หรือไม่ก็เตี่ยชวนชิม แอบฉีกใบตาลที่มุงหลังคาโรงงาน (เอ๋...จะดีเหรอคะเตี่ย หลังคาเค้าแหว่งหมด) ออกมาเป็นเส้นสั้นๆ แล้วปาดน้ำตาลที่งวดแล้วที่ติดอยู่ขอบๆ กระทะ มาชักชวนให้เด็กๆ ลองชิม เตี่ยบอกว่า "เนี่ย...สมัยก่อนเค้ากินไอ้เจ้านี่แทนขนมกันเลยนะ มันทั้งหอมทั้งหวานเลยล่ะ" แต่แหม... เตี่ยไม่เห็นชวนหนูมั่งเลย แต่สุดท้ายก็แอบชิมจนได้ล่ะ แล้วก็จริงของเตี่ย อร่อยแล้วก็หอมมั่กๆ แล้วก็เพราะความหอมนี่แหละที่เป็นเสน่ห์อย่างร้ายเหลือของน้ำตาลโตนด ที่น้ำตาลอื่นๆ แพ้หลุดลุ่ย จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการหยอดหลุม ชาวบ้านเค้าจะก่อดินทำแท่นสูงจากพื้นนิดนึง (ประมาณให้ต่างระดับกับพื้นที่เราเดินหน่อยน่ะ) แล้วก็ทำเป็นหลุมๆ เรียงๆ กันไปคล้ายๆ เตาขนมครกแต่ใหญ่กว่าเยอะ แต่ก่อนจะหยอดเค้าต้องปูผ้าลองก้นหลุมก่อนนะเพื่อสุขอนามัยที่ดี เตี่ยเล่าว่า แต่ก่อนเค้าใช้ผ้าขาวบางปู แต่เดี่ยวนี้อะไรๆ มันก็ต้องมีพลิกแพลงกันมั่ง ที่โรงงานนี้เค้าเลยใช้ผ้าสารพัดประโยชน์ที่รู้จักกันในนาม "ผ้าขาวม้า" ค่า แต่คุณน้าคนหยอดการันตีเต็มที่นะว่า "เนี่ย...ผ้าผืนนี้ยังไม่เคยเอามานุ่งนะคะ" คราวนี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี เหลือแต่รอให้น้ำตาลโตนดแห้งดีซะก่อน แต่กระบวนการทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ก็ใช้เวลาประมาณวันนึงเต็มๆ ล่ะค่ะ แล้วน้ำตาลที่กวนกันเต็มกระทะทั้ง 3 กระทะเนี่ย พอแห้งแล้วก็มีน้ำหนักแค่ 5 กิโลแค่นั้นอ้ะ
เสร็จจากการเยี่ยมเยือนโรงงาน และถ่ายรูปกับเตาเคี่ยวน้ำตาล (เหมือนเยี่ยมแท่นพิมพ์มั้ย) ก็ได้เวลาจรลีกันแล้ว ระหว่างทางกลับนั้นคุณเตี่ยของเราก็ยังทำหน้าที่ไก๊ด์อย่างดี บีคลี่ได้ทีก็เลยถามถึงข้อสงสัยที่มีมานานแล้วซะเลย บีคลี่: "เตี่ยคะ...เค้าดูยังไงคะว่าน้ำตาลโตนดแท้หรือไม่แท้" เตี่ย: "ไม่ยากเล้ย... ถ้าเราเห็นบ้านไหนที่ทำน้ำตาลโตนด แล้วมีกระสอบน้ำตาลทรายวางอยู่หน้าบ้านล่ะก็ นั่นแหละของปลอม" บีคลี่: แป่ววววว.....ว....ว... (ได้แต่นึกในใจว่า เอ่อ... แล้วถ้าหนูซึ้อที่ร้านละคะเตี่ยยยยย...) ยังค่ะ เกร็ดความรู้เรื่องน้ำตาลโตนดยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ ระหว่างนั่งรถมาตามถนนที่มีทุ่งนาและดงตาลทั้งสองข้างทาง คุณเตี่ยก็ชี้ชวนให้เราดูต้นตาลข้างทางแล้วบอกความรู้เรื่องนึงที่ทุกวันนี้บีคลี่ก็ยังคงคาใจว่า เตี่ยหลอกเราปล่าวหว่า??? เตี่ย: รู้มั้ยว่าน้ำตาลที่ได้จากต้นตาลฝั่งซ้ายของถนนเนี่ยมันเค็มกว่าฝั่งขวา บีคลี่: อ้าวทำไมละคะ (ในใจคิดว่าเตี่ยจะเล่นมุขอะไร) เตี่ย: เพราะฝั่งซ้ายเนี่ยมันอยู่ใกล้ทะเลน่ะสิ มันก็เลยเค็ม!!!!! |