พิมพ์หน้านี้
|
สวัสดีทุกท่านครับ ช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษาเลยจะขอมาเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของการเข้าพรรษาให้เข้าบรรยากาศ เหตุของการเข้าพรรษา หรือการที่ภิกษุต้องอยู่ประจำทีใดที่หนึ่ง วัดใดวัดหนึ่ง ตลอดเข้าพรรษาสามเดือนนั้น เหตุมันเริ่มตรงนี้ครับ ในสมัยพุทธกาล ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านยังไม่ได้บัญญัติให้มีการอยู่จำพรรษานั้น เหล่าภิกษุทั้งหลายไม่ว่าจะ หน้าฝน หน้าหนาว หน้าร้อน ท่านก็พากันจาริกไปตามที่ต่างๆ ไม่มีวันหยุด ที่นี้สมัยก่อน ก็สัญจรกันด้วยการเดินเท้า ภิกษุเมื่อเดินทางในหน้าฝน ก็เผลอเหยีบเอา กบเขียด สัตว์เล็กสัตว์น้อย ต้นหญ้า ตายไปด้วย แต่อันนี้ยังไม่หนักเท่า ท่านไปเดินผ่านเรือกสวนไร่นา แล้วทำต้นกล้า ต้นข้าวล้มตายไปด้วย เป็นเหตุให้ชาวนาชาวไร่ ออกมาติเตียนได้ว่า ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าไฉนไม่หยุดพักกันเลย ขนาดพวกเดียร์ถีร์ที่ว่ามีคำสอนที่ไม่ได้เรื่องก็ยังพักในหน้าฝน หรือจะเป็นนกก็ยังพักทำรังในหน้าฝนเลย แล้วภิกษุใยไม่หยุดพัก มาทำต้นกล้าต้นข้าวเสียหาย เหยียบสัตว์เล้กสัตว์น้อยในหน้าฝนตาย จะควรหรือ แล้วคำติเตียนก็รู้ถึงพระพุทธเจ้า ท่านฟังและพิจารณา จึงได้บัญญัติให้ภิกษุ อยู่จำพรรษาสามเดือนในช่วงหน้าฝน นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สำหรับวันเข้าพรรษานั้น ไม่ได้มีวันเดียว มีวันให้เริ่มเข้าพรรษาถึงสองวัน เพื่อให้ภิกษุที่เข้าในวันแรกไม่ทัน สามารถเริ่มเข้าพรรษาในวันที่สองได้ วันแรกนั้นอยู่หลังวันอาสฬห หนึ่งวัน ส่วนวันที่สองนั้นอยู่หลังวันอาสฬหะหนึ่งเดือน ตอนผมยังเรียนประถม จะมีคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ว่าวันใดที่ชาวพุทธไม่ไปเวียนเทียน ต้องตอบกลับไปอย่างเร็วว่า วันเข้าพรรษา เพราะวันอื่น ไม่ว่าจะเป็น วิสาข มาฆ หรือ ออกพรรษา เขาอยู่ของเขาโดด มีแต่วันเข้าพรรษาเท่านั้นที่อยู่ติดกับวันอาสาฬห ซึ่งเราไปเวียนเทียนในวันนี้ ถ้าต้องไปเวียนเทียนติดกันสองคืน คงแปลกดีพิลึก ฝากเกร็ดเข้าพรรษาไว้พอให้ฝันดี ทั้งคนอ่านและคนเขียน คืนนี้หลับฝันดีกันทั่วหน้านะครับ ปล.ขอแปะป้ายโฆษณาอันใหม่ของหนังสือไว้ให้เข้าบรรยากาศด้วยครับ
|