• กฤษณกมล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 73
  • จำนวนผู้ชม : 38455
  • จำนวนผู้โหวต : 124
  • ส่ง msg :
กฤษณกมล
เมื่อเด็ก finance ประสบการณ์ทำงานอดีตพนักงานฝ่ายปรับโครงสร้างหนี้บริษัทเงินทุน ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัวด้านอสังหาริมทรัพย์ ยามว่างเขียนเรื่องราวต่างๆ ...ติดตามเรื่องเด่นที่ผมเขียนได้ใน Favorite Link
Permalink : http://www.oknation.net/blog/benz
วันเสาร์ ที่ 8 กันยายน 2550
สะพายกล้องท่องโฮจิมินห์...กับคำถาม...เวียดนามแซงไทยได้หรือ?
Posted by กฤษณกมล , ผู้อ่าน : 1586 , 01:46:05 น.   | หมวดหมู่ : ถ่ายภาพ-วันละนิดชีวิตยืนยาววว  
พิมพ์หน้านี้


   หลังจากที่ผมหายไปนานร่วมเดือน ใน entry นี้พอจะให้คำตอบได้ว่าผมหายไปไหนมา

"ปั่นจักรยานตามพ่อหนุ่มคนนี้มาเลยครับ..."

   ครับ ช่วงที่ผ่านมา นอกจากทำงานและเลี้ยงลูกที่ซนขึ้นทุกวัน ผมได้มีโอกาสไปกรุงโฮจิมินห์ ปกติกรุงโฮจิมินห์ไม่ใช่เมืองที่เด่นด้านท่องเที่ยว ส่วนมากคนที่มาเวียดนามมักจะไปเที่ยวที่ ฮานอย ฮอยอัน อ่าวฮาลอง เว้ บ้างซึ่งมีธรรมชาติ มีสถานที่สำคัญต่างๆ โบราณสถาน หรือวัด แต่ผมไม่ได้ไปที่เหล่านั้นเลยครับ ผมไปแต่กรุงโฮจิมินห์ ซึ่งเมืองนี่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจของเวียดนาม เดิมชื่อ "ไซ่ง่อน" เคยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามใต้สมัยที่แบ่งเวียดนามเป็นเหนือและใต้ เป็นเมืองที่เคยมีตำนานการต่อสู้เพื่ออิสรภาพอย่างยาวนาน และโหดร้าย เป็นเมืองที่คนเวียดนามต้องมาเข่นฆ่ากันเองด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง... ผมขอเริ่มจากประวัติศาสตร์บางช่วงของเวียดนาม และต่อด้วยการนำเสนอภาพของกรุงโฮจิมินห์ในปัจจุบันครับ

   บรรพบุรุษของคนเวียดนามเองต้องพบกับสงครามหลายครั้งหลายครา ตั้งแต่การยึดครองของจีนในช่วงศตวรรษที่ 10 ศึกมองโกลในศตวรรษที่ 12 การตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส การพยายามกู้ชาติของคนเวียดนามโดยนักปฏิวัติหนุ่มเวียดนามคนหนึ่งที่ชื่อ "โฮจิมินห์" ที่ร่วมมือกับผู้รักชาติอีกหลายคนเป็นกลุ่มแนวร่วม "เวียดมินห์ (Viet Minh)" หรือ "สันนิบาตเวียดนามเสรี (League for the Independence of Vietnam)" จนได้ประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945 (ปัจจุบันถือเป็นวันชาติของเวียดนาม)

   แต่ก็ต้องมาพบกับอิทธิพลของฝรั่งเศสที่กลับเข้ามาในเวียดนามตอนใต้อีกครั้ง เนื่องจากฝรั่งเศสไม่ยอมรับการประกาศเอกราช แต่ในที่สุด "เวียดมินห์" ก็สามารถเอาชนะฝรั่งเศสได้อย่างราบคาบในศึก "เดียนเบียนฟู" ปี ค.ศ.1954 (พ.ศ.2497) จากนั้นกองกำลัง "เวียดมินห์" ก็ทำการรุกต่อเพื่อรวมเวียดนามเหนือและใต้เข้าด้วยกัน แต่ศึกครั้งนี้เป็นการสู้รบกันเองระหว่าง "เวียดนามเหนือ" และ "เวียดนามใต้" สุดท้ายต้องมีการเจรจาสันติภาพที่กรุงเจนีวา นำไปสู่ "สนธิสัญญาเจนีวา" ซึ่งมีมติให้แบ่งประเทศเป็น "เวียดนามเหนือ" และ "เวียดนามใต้" ที่เส้นขนาน 17 โดยเวียดนามเหนือมี "โฮจิมินห์" เป็นผู้นำ ส่วนเวียดนามใต้มี "กษัตริย์เบ๋าได่" เป็นประมุข และมี "โงดินห์เยียม" เป็นนายกรัฐมนตรี

   แต่ด้วยความที่ว่ารัฐบาลเวียดนามใต้ในช่วงปี ค.ศ.1963-1967 (พ.ศ.2506-2510) นั้นไม่มีเสถียรภาพอย่างมาก ทางเวียดนามเหนือเองที่มีลัทธิคอมมิวนิสต์ก็รุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ ในที่สุดสหรัฐอเมริกาจึงได้ตัดสินใจส่งทหารเข้ามา และเริ่มเปิดฉากโจมตีเวียดนามเหนือ เพราะเชื่อใน "ทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory)" ที่เชื่อว่าลัทธิคอมมิวนิสต์จะแผ่ขยายไปทีละประเทศเหมือนการล้มของโดมิโน ไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา และไทย!

   สงครามครั้งนี้เรียกว่า "สงครามเวียดนาม" กินเวลาร่วม 10 ปี ในที่สุดเวียดนามเหนือสามารถบุกยึด "กรุงไซ่ง่อน" (หรือปัจจุบันคือ กรุงโฮจิมินห์) ได้สำเร็จเมื่อ 30 เมษายน 1975 (พ.ศ.2518)

   ภาพนี้คือภาพประวัติศาสตร์ของคนเวียดนาม เป็นภาพรถถังของฝ่ายเวียดนามเหนือ ที่พังรั้วของ "Independence palace" ซึ่งเป็นเหมือนทำเนียบ หรือกองบัญชาการของสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งอยู่ในกรุงไซ่ง่อน ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ใช้ชื่อว่า "Reunification palace" และเมืองนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กรุงโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City)" ตามชื่อของวีรบุรุษผู้นำพาประเทศสู่เอกราช เป็นที่น่าเสียใจที่ "โฮจิมินห์" เองไม่ได้มีชีวิตอยู่จนเห็นประเทศเวียดนามรวมกันเป็นบึกแผ่นเดียวกัน เพราะ "ลุงโฮฯ" นั้นเสียชีวิตลงเมื่อปี ค.ศ.1969 (พ.ศ.2512)

   ส่วนภาพล่างนี้เป็นภาพถ่ายจากชั้นบนของอาคาร Independence ลงไปด้านล่างที่มีน้ำพุ สนามหญ้าเขียวขจี และถนนอันสวยงาม ภาพนี้ก็คือภาพปัจจุบัน ณ จุดเดียวกันกับที่รถถังพังรั้วของ "Independence palace"

   ปัจจุบันนี้เมืองหลวงของประเทศเวียดนามคือ "ฮานอย" ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ ส่วน "กรุงโฮจิมินห์" หรือไซ่ง่อนเดิม ก็เป็นเมืองท่าอยู่ทางตอนใต้ และเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจในปัจจุบัน

   ย้อนไปกรุงไซ่ง่อนในสมัยที่ฝรังเศสปกครองอยู่นั้น ได้มีการพัฒนาอย่างมาก ทั้งในด้านคมนาคม สาธารณสุข การศึกษา รวมถึงการวางผังเมืองอย่างดี นับว่าถ้าเทียบกับประเทศข้างเคียง แม้กระทั่งไทยเองในสมัยนั้นก็ไม่ได้มีความทันสมัยเทียบได้กับ "กรุงไซ่ง่อน"

   แต่หลังจากที่เวียดนามรวมประเทศได้ และปกครองในระบอบสังคมนิยม ความเป็นอยู่ของคนเวียดนามก็ยังพบกับความลำบาก การพัฒนาประเทศชะงักลง บ้านเมืองมีสภาพทรุดโทรมลงในทางกลับกัน ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะไทย ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

   ในที่สุดปี ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) เวียดนามจึงประกาศนโยบายปฏิรูป "โด่ยเหม่ย (Doi Moi)" โดยเริ่มปฏิรูปตลาดเสรี ผ่อนปรนอนุญาตให้ประชาชนประกอบธุรกิจของตัวเองได้ แต่ยังควบคุมกิจการของรัฐไว้ หลังจากนั้นการพัฒนาประเทศก็เกิดขึ้นเป็นลำดับ

และนี่คือบางส่วนใน "กรุงโฮจิมนิห์" วันนี้

   ส่วนที่จะมีตึกสูง ย่านการค้า ร้านค้าที่ตกแต่งสวยงามนั้นจะอยู่ในเขต District 1 เสียส่วนมาก

   Diamond Plaza นี้คือห้างสรรพสินค้าที่มีระดับใน Ho Chi Minh City เป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์ดังมากมาย ซึ่งราคาก็แทบไม่ต่างกับในไทยเท่าใดนัก

จุดแดงในแผนที่นี้คือโรงแรมตั้งแต่ระดับ 2-5 ดาว ที่ตั้งอยู่ใน District 1 ส่วนราคามีตั้งแต่ US$ 10-160 ต่อคืน

   ความหรูหราของโรงละครซึ่งอยู่ใน District 1 เช่นกัน

การเดินทาง

   ยานพาหนะที่คนเวียดนามใช้มากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ มีการประมาณไว้ว่า จำนวนรถจักรยานยนต์เฉพาะในกรุงโฮจิมินห์นี้มีถึง 5 ล้านคัน จากจำนวนประชากรประมาณ 5.8 ล้านคน เรียกได้ว่าแทบจะ 1 ต่อ 1 เลยทีเดียว

   การเดินทางภายในเมือง ส่วนใหญ่ผมใช้บริการแท็กซี่มิเตอร์ การเดินทางในเมืองไม่เคยตกลงราคาแบบเหมาเพราะว่าจะเป็นการจ่ายแพงกว่า คนขับบอกว่ามิเตอร์จะขึ้นโดยอัตโนมัติทุกครั้งหลังรับผู้โดยสาร แต่ก็ควรดูให้ชัดว่ามิเตอร์ขึ้นจริง แต่ที่ขาดไม่ได้เลย แท็กซี่ที่ไหน เมื่อเห็นเป็นคนต่างชาติ บางคันก็จะพาชมเมืองโดยจะใช้เวลาในการขับนาน และไกลกว่าผู้โดยสารที่เป็นคนท้องถิ่น เรียกสั้นๆ ว่า "ขับอ้อม" นั่นเอง ไม่จำเพาะแท็กซี่เวียดนามเท่านั้นหรอกครับ แท็กซี่ไทยเองก็เป็น

   วิธีแก้ที่ค่อนข้างได้ผลคือ คุณต้องกางแผนที่และดูตามไปด้วย วิธีนี้ช่วยได้มากเลย เพราะออกนอกเส้นทางเมื่อไหร่ ก็รู้ทันที ขอเพียงดูแผนที่ถูกต้องเป็นพอ (แต่ถ้าเผลอๆ ชี้ไปชี้มาแล้วนิ้วหลงในแผนที่ก็กางแผนที่ไว้อย่างนั้นก็ยังดี)

   มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขาไปผมใช้เวลาเดินทาง 15 นาที กางแผนที่ด้วย ตลอดเส้นทางไม่ใช่เส้นทางที่เป็น one way เลย ค่าแท็กซี่ตามมิเตอร์ 28,000 ดอง (ประมาณ 40 กว่าบาท)

   ส่วนขากลับ บังเอิญไม่ได้หยิบแผนที่มากางประกอบ คิดว่ากลับทางเดิมแต่ผมไม่ทันได้ดูทางเผลอแป๊บเดียวเท่านั้นคนขับดันเลี้ยวอีกทาง ขากลับก็ใช้เวลาไป 30 นาที ค่าแท็กซี่ตามมิเตอร์ 46,000 ดอง (ประมาณ 80 กว่าบาท) ตอนลงบังเอิญไม่มีเศษ 6,000 ดอง คนขับจึงคิดแค่ 40,000 ดองเท่านั้น! อย่างนี้จะให้คิดอย่างไรดี...คิดว่าผมจ่ายแพงกว่าประมาณ 12,000 ดอง...หรือคิดว่าคนขับใจดีลดให้ตั้ง 6,000 ดองเชียว!

   สำหรับการเดินข้ามถนนในประเทศเวียดนามนี้เป็นเรื่องที่ชาวต่างชาติต้องปรับตัวทีเดียว มีหลักการข้ามถนนที่คนเวียดนามได้สอนไว้ ดังนี้

1.ปกติต้องมองซ้ายก่อนข้ามถนน เพราะรถที่นี่เป็นพวงมาลัยซ้าย จึงขับชิดด้านขวาของถนน (ตรงข้ามกับไทย) แต่เอาเข้าจริงๆ เราต้องมองทั้งซ้ายและขวา เพราะคุณอาจพบว่าอยู่ดีๆ รถหรือรถจักรยานยนต์ก็เกิดขับสวนมาประชิดตัวคุณให้ใจหายใจคว่ำ

2.ค่อยๆ เดินข้าม ไม่โลเล ไม่ต้องกลัวรถ แต่ก็อย่าถึงขนาดวิ่งตัดหน้ารถ เพราะฝ่ายคนขับรถจะกะจังหวะการเดินของคุณ แม้ว่าเขาจะไม่คิดเบรก แต่เขาก็จะขับหลบคุณได้อย่างถูกทาง

3.อย่าคิดว่าไฟแดงจะช่วยหยุดรถได้เสมอไป เพราะผมเห็นกับตาว่าไฟแดงอยู่แท้ๆ แต่รถจักรยานยนต์บางคันก็ขับผ่าไป แถมยังบีบแตรใส่คนข้ามถนนตรงไฟแดงนั้นเสียด้วย

4.ที่นี่จำกัดความเร็วในการขับรถไว้เพียง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังพอทำให้ใจชื้นขึ้นบ้าง

5.อาจมีรถจักรยานยนต์ขับมาเฉี่ยวข้อมือคุณบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคุณจะเห็นคนขับทำหน้าบึ้งใส่คุณด้วยซ้ำไป จากนั้นเขาก็จะขับต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   เพื่อนชาวเวียดนามเล่าให้ฟังว่า คนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึง 2,000 คนต่อปี และส่วนมากจะเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ ที่สำคัญคือคนเวียดนามแทบจะไม่สวมหมวกนิรภัยเลย

สถานที่น่าสนใจ

ตลาด Ben Thanh

   ถือเป็นสถานที่จับจ่ายซื้อสินค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโฮจิมินห์ ที่นี่มีขายสินค้าหลายชนิด ทั้งของที่ระลึก เสื้อผ้า อาหาร คล้ายกับตลาดนัดจตุจักร เพียงแต่ว่าที่นี่ยังมีขนาดเล็กกว่าจตุจักรอยู่มาก

   เพื่อนเคยบอกไว้ก่อนไปว่าถ้าจะซื้อของให้ต่อราคาสินค้าสัก 50-80% ก็แล้วแต่ว่าเราจะเทียบราคาได้แค่ไหน และประเมินราคาของชิ้นนั้นไว้เท่าใด เพื่อนบอกว่าทีเด็ดสุดท้ายคือการ "เดินออกจากร้าน" ซึ่งวิธีนี้ก็ใช้ได้ผล ผมใช้ 3 ครั้งได้ผลทั้ง 3 ครั้งเลย แม้ว่าราคาที่ซื้อจะไม่ใช่ราคาที่ผมกดต่ำสุดในตอนแรกที่ต่อราคา แต่ก็ทำให้ซื้อของได้ในราคาไม่แพง

People Committee Hall

   สถานที่น่าถ่ายรูปแห่งหนึ่งคือ People Committee Hall ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนน Nguyen Hue ใกล้โรงแรม Rex ยามค่ำคืนที่นี่ประดับไฟสวยงาม คนเวียดนามจะมานั่งเล่นริมบ่อน้ำ พาเด็กๆ มาเดินเล่น และถ่ายรูป ส่วนนักท่องเที่ยวก็นิยมมาถ่ายรูปกับรูปปั้นลุงโฮที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอาคาร

Notre Dame (Duc Ba Cathedral)

   โบสถ์ Notre Dame (Duc Ba Cathedral) สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ.1875 (พ.ศ.2418) ในช่วงที่เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส แม้ว่าจะไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่ากับโบสถ์ Notre Dame ณ กรุงปารีส แต่คงความสวยงาม รวมถึงสถาปัตยกรรมแบบโกธิก(Gothic)ไว้อย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลมาจากอำนาจทางการเมืองที่แผ่อิทธิพลมายังดินแดนแห่งนี้

อาหารการกิน

   เรื่องปากท้องนับเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก สำหรับคนที่ไม่รับประทานเนื้อวัว อาจลำบากอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดหาเนื้อสัตว์ชนิดอื่นไม่ได้เลย เพียงแต่ร้านอาหารที่นี่ส่วนใหญ่ค่อนข้างเน้นเมนูอาหารที่มีเนื้อวัวเป็นส่วนประกอบ

   อาหารยอดนิยมของเวียดนามก็คือ "เฝอ (Pho)" หรือ "ก๋วยเตี๋ยว" นั่นเอง

   ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ร้านอาหารข้างทางจนถึงระดับภัตตาคารก็มีเมนูนี้ให้ลิ้มลองทั้งสิ้น ด้วยน้ำซุปที่เข้มข้นและร้อนจัด เส้นก๋วยเตี๋ยวเหนียวนุ่ม กับเนื้อวัวที่สุกพอดี ไม่เพียงแต่ทำให้หายหิว แต่ยามใดที่นึกถึงก็ไม่เคยลืมรสชาติของเฝอต้นตำหรับเลย

   อาหารที่นี่ค่อนข้างอร่อย เพราะส่วนใหญ่หนักผงชูรสครับ ได้ยินว่าร้านอาหารบางแห่งมี "ผงชูรส" อยู่ในชุดเครื่องปรุงให้เติมเพิ่มก็มี

เห็นหลายร้านทำลูกมะพร้าวเป็นทรงนี้

   ส่วนรูปด้านล่างนี้จะมีให้เห็นจนชินตาในกรุงโฮจิมินห์นี้ (ผมไม่แน่ใจว่าที่ฮานอย หรือเมืองอื่นจะมีแบบนี้หรือไม่ แต่คาดว่าคงไม่ต่างกัน)

   นี่คือร้านขายเครื่องดื่ม ซึ่งจัดเก้าอี้ให้นั่งหันออกถนน เป็นเก้าอี้ชายหาดก็มี ดื่มน้ำบ้าง คุยบ้าง นอนเอนมองรถบนถนนบ้าง คงมีความสุขไปอีกแบบ

   มาถึงเวียดนามก็น่าจะได้ลิ้มลอง "กาแฟหยด" ชื่อนี้ไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการหรอกครับ เพียงแต่ผมตั้งตามลักษณะการชงที่เป็นเอกลักษณ์จริงๆ

   ถ้วยสังกะสีด้านบน (บางยี่ห้อก็เป็นสแตนเลส) มีผงกาแฟใส่เอาไว้อยู่ กดให้แน่น และเทน้ำร้อนจัดลงไป กาแฟจะค่อยๆ หยดทีละน้อยลงแก้วด้านล่างซึ่งมีนมข้นหวานเทเตรียมไว้อยู่แล้ว เมื่อกาแฟหยดลงแก้วด้านล่างหมดแล้วจึงคนให้เข้ากัน และเทลงในแก้วที่มีน้ำแข็งอยู่ ก็ได้กาแฟเย็นรสชาติเข้มข้น อร่อยตามแบบฉบับเวียดนามเลยครับ

   บางคนก็ไม่ใส่น้ำแข็งดื่มทั้งร้อนๆ เลย แต่เวลาดื่มจริงๆ ก็ไม่ได้ร้อนมาก เพื่อนชาวเวียดนามได้บอกไว้ว่า "บางครั้งเราก็พอใจที่จะได้นั่งคุยกับเพื่อนระหว่างที่กาแฟกำลังหยด...จนเราลืมใส่ใจว่าจะต้องดื่มกาแฟร้อนจัดๆ"

..........

   นับเป็นความทรงจำที่ดีที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสมาเยือนกรุงโฮจิมินห์ คำถามที่คนไทยหลายคนถามอยู่เสมอๆ ในช่วง 2 ปีหลังมานี้ว่า "เวียดนามกำลังจะแซงไทยแล้วหรือ?" หรือบางคนก็สรุปไปแล้วว่า "เวียดนามแซงไทยแน่นอน"

   ผมเองก็ไม่สามารถให้คำตอบได้หรอกครับ...แต่บอกได้แค่เพียงว่า "เทียบกันไม่ได้หรอก...มันไม่เหมือนกัน"

   เราต้องการเอาชนะอะไร เรากลัวเวียดนามแซงไทยด้านไหนครับ?

...เรากลัวเวียดนามมี GDP ที่เติบโตมากกว่าไทยหรือ?...เรากลัวนักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามหรือ?...เรากลัวที่เวียดนามมีค่าแรงต่ำกว่าไทยหรือ?...เรากลัวที่เขามีชายฝั่งทะเลที่ยาวถึง 2,500 กิโลเมตรหรือ?...เรากลัวที่เขายังมีทรัพยากรให้ถลุงมากกว่าเราหรือ? หรือคนไทยเรากลัวอะไรกันแน่?

   ผมมั่นใจว่าการเน้นพัฒนาประเทศด้านวัตถุย่อมมาพร้อมกับความเสื่อมถอยด้านสังคม หากคนในประเทศนั้นขาด "คุณธรรมและจริยธรรม"

คนไทยจะไปสู้อะไร สู้กับใคร?

   ถ้าเด็กๆ ยังโกงกันตั้งแต่เรียนโดยลอกข้อสอบ...ถ้าเด็กมหาวิทยาลัยยังแอบเอาค่าหน่วยกิตไปเที่ยวสถานบันเทิง...ถ้าเจ้าของร้านเหล้ายังขาดจิตสำนึก เปิดร้านเหล้าหน้ามหาวิทยาลัย...ถ้าผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ขาดความรับผิดชอบ ผลิตแต่รายการที่พาสังคมให้เสื่อม...ถ้าพนักงานบริษัทยังแอบโกงค่าแท็กซี่ที่เบิกบริษัท...ถ้าคนขับรถส่งสินค้ายังแอบดูดน้ำมันไปขายข้างทาง...ถ้าบางคนขับรถผ่าไฟแดงแล้วยัดเงินตำรวจ...ถ้าผู้บริหารในบริษัทยังโกงเงินหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น...ถ้ายังต้องยัดเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้งานประมูล...ถ้า...ยังเป็นกันอยู่แบบนี้ คำตอบนั้นไม่ใช่เวียดนามแซงไทย แต่เป็น "ไทยถอยหลังเสียเอง"

   ทั้งหมดนี้คือผลของการที่ไทยพัฒนาแต่ด้านวัตถุ ขาดการเน้นย้ำให้เรื่องของ "คุณธรรม" ให้อยู่เหนือสิ่งอื่นใด

เพราะ "คุณธรรม" ทำให้เด็กไม่ลอกข้อสอบ...เด็กมหาวิทยาลัยไม่เลือกที่จะลักเอาค่าหน่วยกิตไปเที่ยว...เจ้าของผับไม่คิดเปิดร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา...ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ผลิตแต่สื่อที่ดีมีสาระและบันเทิง ช่วยพัฒนาคนในประเทศอีกทางหนึ่ง...พนักงานซื่อสัตย์ไม่โกงเงินบริษัท การงานก้าวหน้า...คนขับรถส่งสินค้าไม่ดูดน้ำมันแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน...คนขับรถผ่าไฟแดงยอมรับผิดและจ่ายค่าปรับให้รัฐตามกฎหมาย...ผู้บริหารบริษัททำงานอย่างตรงไปตรงมายิ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ตนเองและงานก้าวหน้าในอนาคต...งานประมูลเป็นไปตามขั้นตอน ใครมีความสามารถจริงก็ได้งานไป และถนนที่ประมูลก็สร้างได้มาตรฐานที่กำหนด

   ประเทศไทยเคยมีอัตรา GDP สูงถึงสองหลักมาแล้ว มีพื้นที่ทางการเกษตรมากกว่าประเทศเวียดนาม แหล่งท่องเที่ยวมีความหลากหลาย การคมนาคมมีความสะดวกกว่า แรงงานมีฝีมือมากกว่า ความมีน้ำใจของคนไทยยังคงเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยอย่างที่ประเทศใดจะเทียบได้ และที่สำคัญประเทศไทยมีศาสนาประจำชาติคือ "ศาสนาพุทธ" ซึ่งแตกต่างกับประเทศเวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีศาสนาประจำชาติ

   ก็เป็นการดีที่คนไทยหลายคนตื่นตัวในเรื่องที่ว่า "เวียดนามจะแซงไทย" ผมเองคิดว่าประเทศไทยเองก็ได้เติบโตมาในระดับที่ใหญ่พอสมควรแล้ว และเราเองก็ได้เห็นปัญหามากมายจากการพัฒนานั้น ซึ่งเกิดจากการที่เราละเว้นการปลูกฝังเรื่องของ "คุณธรรม" ให้เข้าไปอย่างถึงแก่น

   ผมคิดว่าถ้าคนไทยมี "คุณธรรม" อยู่ในทุกผู้คน ทุกระดับ ทุกชนชั้น ทุกหมู่เหล่า ประเทศไทยจะเจริญอย่างหาประเทศใดเปรียบมิได้ครับ...


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 40
michael วันที่ : 15/11/2007 เวลา : 14.06 น.
http://www.oknation.net/blog/michael

ถ่ายภาพได้สวยมากๆ ครับ เขียนเป็นหนังสือได้เลย เยี่ยมครับ
ความคิดเห็นที่ 39
wullopp วันที่ : 31/10/2007 เวลา : 16.31 น.
http://www.oknation.net/blog/health2you

ขอขอบคุณสำหรับชุดสารคดีชั้นเยี่ยมที่มีทั้งภาพ แสง สี เสียง และสาระบันเทิงที่ให้ข้อคิดหลายอย่าง... การทำสารคดีระดับนี้ช่วยเปิดหูเปิดตาคนไทยได้มากครับ สาธุ สาธุ สาธุ / เดี๋ยวจะไปโหวตให้ (ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดทางเทคนิค เช่น อินเตอร์เน็ตลำปางล่ม เพราะล่มบ่อยมาก ฯลฯ)
ความคิดเห็นที่ 38
kokoyadi วันที่ : 25/10/2007 เวลา : 13.30 น.
http://www.oknation.net/blog/kokoyadi
Blog me if you can!!! KoKoyadi  โกโก้...อย่าดิ

เรื่องมันส์ดีจริงๆเลยครับ...

เห็นด้วยโคตรๆ ด้วยวิสัยทัศน์ ชนชั้นนำไทยตอนนี้ รับประกันครับ เวียดนามแซงเราแน่ๆ และไม่นานด้วย...

ส่วนเรื่องคุณธรรม ผมเห็นเป็นอีกอย่าง...
แต่ขอเขียนเป็นจริงเป็นจังในบล็อกผมนะครับ...

ถ้าเสร็จแล้ว จะมาชวนไปอ่าน ข้อหา จุดประกาย...
(ขอเป็นเพื่อนบ้านแล้วนะ)
ความคิดเห็นที่ 37
หาเพื่อนหยิงคุยแก้เหงาครับ วันที่ : 30/09/2007 เวลา : 06.08 น.
http://www.oknation.net/blog/jarico
จุดยืนของกูไม่ได้อยู่ที่เงินทองและชื่อเสียงแต่จุดยืนของกูที่พื้นกับส้นตรีน

ชอบบทความของคุณมากเลยเขียนดีในหลายๆเรื่องทุกเรื่องเลยก็ว่าได้ เต็ม8เอาไป10
ความคิดเห็นที่ 36
Maruko วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 10.38 น.
http://www.oknation.net/blog/goly

คิดหรือว่า "คุณทักษิณ" เก่ง...ผมว่าเขาเข้ามาเป็นนายกฯ ในยามที่เศรษฐกิจเริ่มหลุดจากวิกฤตแล้วต่างหาก!!!

*************************************

ใช่ค่ะ มันเข้ามาหลังจาก ตอนที่รัฐบาลที่มันเป็นรองนายก ทำบ้านเมืองป่นปี้ เงินหมดคลัง จนต้องไปกู้ I.M.F.
แล้วมันเอาเรื่องนี้ไปป้ายสี พรรคปชป. อีกเลวมากๆ

ไม่ใช่ ปชป. เหรอที่กู้เศรษฐกิจช่วงนั้นด้วยความยากลำบากเพราะมีม็อบป่วนเป็น สิบๆ ม็อบ ม็อบบก็มาจากการว่างจ้างจากนักการเมืองเลวๆหน้าเก่าด้วย


คุณพูดโดนใจค่ะ

แล้วเจอกันที่blofoนะค่ะ
ความคิดเห็นที่ 35
rootlaw วันที่ : 25/09/2007 เวลา : 17.34 น.
http://www.oknation.net/blog/mangrove

ถ่ายทอดได้ยอดเยี่ยมเลยครับ น่าสนใจทีเดียวทั้งเรื่องและภาพ กับหัวข้อก็สะท้อนมุมมองและความคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม สงสัยคงได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันบ่อยขึ้นนะครับ
ส่วนที่ถามมาเกี่ยวกับการใช้วิธีการลงประชามติขุดคอคอดกระ ผมขอตอบในเรื่องขุดคลองเชื่อม 2 ทะเล.. ให้เข้าไว้ในหมวดเรื่องเดียวกันนะครับ
คำถามสร้างสรรค์และตรงประเด็นทีเดียวครับ ขอบคุณที่ไปเยี่ยมและขอบคุณสำหรับคำถามครับ
ความคิดเห็นที่ 34
วิตามินบี วันที่ : 24/09/2007 เวลา : 20.12 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  


บีปั่นจักรยานตาม
จนเหนื่อยแล้วค่ะ
เมื่อไหร่จะพาไปเที่ยวที่อื่นอีกคะ
มายืนรอ นั่งรอ แล้วนะ

ความคิดเห็นที่ 33
m-o-o-p วันที่ : 24/09/2007 เวลา : 13.57 น.
http://www.oknation.net/blog/m-o-o-p

แวะมาส่งยิ้ม...
ความคิดเห็นที่ 32
fonsasami วันที่ : 21/09/2007 เวลา : 19.43 น.
http://www.oknation.net/blog/fonsasami
http://www.oknation.net/blog/fonsasami2

แวะมาเยี่ยมอีกรอบค่ะกลับมาดูรูปสวยๆ
ความคิดเห็นที่ 31
ปรมาจารย์เจได วันที่ : 19/09/2007 เวลา : 04.07 น.
http://www.oknation.net/blog/jedimaster

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P5828559/P5828559.html

เวลาเจอข้อมูลแบบจังๆ มันไม่ค่อยมาตอบกันหรอกครับ ถ้ามีก็คือมาแถข้างๆคูๆ

ของถนัดพวกแอ๊บแม้ว ต้องแบบข้างล่างนี่ครับ
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P5750142/P5750142.html
ความคิดเห็นที่ 30
ปรมาจารย์เจได วันที่ : 18/09/2007 เวลา : 06.11 น.
http://www.oknation.net/blog/jedimaster

วันไหนว่างๆ

วิเคระห์เรื่องเหตุใด ราคายางถึงราคาดีในช่วงทักษิณก็ดีนะครับ

เพราะตอนนั้น จีนต้องการมาก โดยที่จีนเองก็ผลิตได้แค่ 1/4 ของความต้องการ
ความคิดเห็นที่ 29
Lyrics วันที่ : 17/09/2007 เวลา : 02.50 น.
http://www.oknation.net/blog/lunla
: Fa Me  SinG a SonG :

เมืองเขาน่าอยู่นะค่ะ

ยังไม่เคยไปเที่ยวเลยค่ะ

แต่หากจะแซงไทยจิงๆ

ก็ต้องปล่อยเขา

เพราะไทยเราขณะนี้

หยุดนิ่งเลย



.....................................................................
หนูไม่สวมถุงยางอนามัย เพราะไว้ใจแฟน กินยาคุมฉุกเฉินแทน ก็ไม่ตั้งท้อง !!
http://www.oknation.net/blog/lunla/2007/09/17/entry-1
ความคิดเห็นที่ 28
feng_shui วันที่ : 15/09/2007 เวลา : 14.29 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

แหะ แหะ ยังหลงสาวโฮจิมินห์อยู่หรือค่ะ ไม่กลับบล๊อกสักที
ความคิดเห็นที่ 27
Maruko วันที่ : 15/09/2007 เวลา : 00.25 น.
http://www.oknation.net/blog/goly

น่าไปและอยากไปสุดๆเลยค่ะ กอล์ฟมีโครงการจะไปเวียตนามเดือนธ.ค. หรือม.ค. เหมือนกันค่ะ แต่ไปกับรถยนต์นะค่ะ เป็นทัวร์ที่น่าสนใจมากค่ะ เค้าว่าเดินทางแค่ 4 -5ชม.จากมุกดาหารน่ะค่ะ ไม่ชอบขึ้นเครื่องบินสุดๆค่ะ เป็นโรคกลัวความสูงที่สุดแล้วน่ะค่ะ

แอบโปรโมทที่เวปนี้น่ะค่ะ http://www.programtour.com/vietnam.htm

เทคแคร์ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 26
piggylin วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 22.17 น.
http://www.oknation.net/blog/piggylin

ไม่ต้องแข่งกับใครหรอกค่ะ แข่งกับตัวเองนี่ล่ะ มาคิดกันว่าทำยังไงให้คนไทยมีงานทำ ไม่มีจำนวนคนว่างงาน มีแรงงานแต่ไม่มีงานทำมากอย่างในปัจจุบัน หาตลาดส่งออกสินค้าไทยไปมากๆจะได้ไม่ขาดดุล ทำยังไงให้สถานที่ท่องเที่ยวสวยงามน่าท่องเที่ยว จะรักษาความสะอาดให้บ้านเมืองกันอย่างไร ,มาช่วยกันปลูกป่าเยอะๆ ช่วยกันลดปริมาณขยะ ประชาชนมีจิตสำนึกรักชาติ ทำยังไงให้คนไทยมีความสุข เติบโตแบบยั่งยืนต้องเศรษฐกิจพอเพียงค่ะ คนไทยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เห็นใจกันช่วยเหลือกัน ซื่อสัตย์ไม่โกงไม่กิน โอ๊ยอีกร้อยแปดที่ต้องแข่งกับตัวเองให้ดีขึ้น และดีขึ้นทุกๆวัน
ความคิดเห็นที่ 25
Dekthep วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 15.09 น.
http://www.oknation.net/blog/dekthep
  บนเส้นทางมีจุดหมาย   ระหว่างจุดหมายมีเรื่องราว  

เคยแต่ไปฮานอย ไม่เห็นเจริญเท่าโฮจิมืนทร์ แตกต่างกันเยอะมากๆ ภาพสวยครับ รลชาติเฝอต้นฉบับอร่อยจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 24
m-o-o-p วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 09.11 น.
http://www.oknation.net/blog/m-o-o-p

ภาพสวยจัง ไว้จะหาโอกาสไปบ้างดีกว่า แต่เรื่องอาหารการกินเนี่ยสิคงลำบาก ทุกวันนี้หมูยังไม่กินเลยค่ะ..


ความคิดเห็นที่ 23
ไปรษณีย์ วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 14.28 น.
http://www.oknation.net/blog/wor1789

ยาวเหยียด จุใจจริงๆ แต่ผมมองว่าเวียดนาม ก้อกำลังเจออะไรที่เป็น แบบขุดบ่อล่อปลา รู้ไหมที่ดินในเวียดนาม กำลังจะกลายเป็นของฝรั่งไปทีละนิด
ความคิดเห็นที่ 22
แม่น้องฯ วันที่ : 11/09/2007 เวลา : 17.34 น.
http://www.oknation.net/blog/MAENONGDD


คนไทยเราไม่ต้องไปสู้แข่งอะไรกับใครเขาหรอกค่ะ
สู้แข่งกับคุณธรรมที่ควรมีในใจกันให้ได้ก่อนดีกว่า
อย่างที่คุณเบ็นซ์ว่านั่นแหละเน๊อะ แล้วชาติเราจะเจริญแน่ๆ
ความคิดเห็นที่ 21
แม่น้องฯ วันที่ : 11/09/2007 เวลา : 17.26 น.
http://www.oknation.net/blog/MAENONGDD


มาช้าไปนี๊ดดดนะคะคุณเบ็นซ์
ขอชมก่อนเลย ภาพสวยมากเลยค่ะ น่าจะมีภาคสอง สาม สี่ ด้วยนะคะ ชอบ
อ่านแล้วอย่างกับได้ซ้อนท้ายจักรยานไปกะเขาด้วยแน่ะ

ชอบไอเดียกาแฟหยดติ๋งๆ (เจ๋งมากกกก)
ชอบไอเดียร้านค้าตั้งเก้าอี้ให้หันหน้าออกสู่ถนน อย่างกะนั่งชมวิวอยู่ตามริมชายหาดเลย พับเผื่อยสิ
แล้วยังลูกมะพร้าวทรงสูงอีกล่ะ อุ๊ย ดูหรูไฮฯ เพิ่มมูลค่าให้มะพร้าวน้อยสุดๆเล้ย ลูกหลานลุงโฮฯ นี่เยี่ยมจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 20
กฤษณกมล วันที่ : 09/09/2007 เวลา : 22.56 น.
http://www.oknation.net/blog/benz
ทักษิณ...หนาวมาก!!!

คุณแม่หมูฯ-ขอบคุณที่มาเจิมนะครับ
คุณใบไม้สีฟ้า-ขอบคุณที่ยังคงติดตามอยู่
คุณบี-ครับ กลับมาแล้วครับ
คุณสายน้ำ - สงสัยจะทริปเดียวกัน อิอิ ผมไปที่นั่นก็ยังใส่เสื้อโปโลเหลืองเดินเที่ยวในเมืองเลย ปรากฏว่าเจอคนใส่เหมือนกันมีตราสัญลักษณ์เหมือนกันเลย ไม่บอกก็รู้ว่าคนไทย
คุณอะหนึ่ง - ครับ ขอบคุณครับ
คุณเฟิงสุ่ย - ขอบคุณครับ
คุณศุภศรุต - ชื่อเพราะมากครับ...สรุปความเห็นได้โดนใจมากเลย ที่ว่าสอบตกทั้งคู่ เห็นด้วยครับ
คุณpsty - เห็นด้วยครับ
คุณPatong - ขอบคุณครับ
คุณfonsasami - การข้ามถนนที่นั่นไม่ถึงกับน่ากลัวมากหรอกครับ แป๊บเดียวก็สามารถปรับตัวได้
คุณลุงต้าลี่ - ครับ ที่นั่นก็นิยมฟุตบอลมากเลย
คุณ1000mile - ขอบคุณครับ
คุณsiriwonjane - เสียดายที่ผมไม่ได้ไป War Museum
คุณมนนิตา - ขอบคุณครับ
คุณคนเล่าเรื่อง - ทิ้งท้ายไว้น่าสนใจครับ
คุณPink - ขอบคุณครับ เสียดายผมไม่ได้กินน้ำมะม่วงปั่น
คุณCh.Minivet - ถ้าได้ไปเวียดนามเหนือแล้ว เขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
คุณยีราฟ - ขอบคุณที่ชมนะครับ จริงๆ ผมยังอยู่ระดับท้ายๆ เห็นจะได้ แต่ก็ถือเป็นกำลังใจให้ถ่ายภาพต่อไป
ความคิดเห็นที่ 19
ยีราฟ วันที่ : 09/09/2007 เวลา : 16.35 น.
http://www.oknation.net/blog/coffeehoney

ก่อนอื่นขอบอกว่า รูปของคุณสวยทุกรูปเลยคะ ประทับใจมาก ทั้งภาพและข้อมูลที่คุณนำมาเล่าสู่กันครั้งนี้ ไม่เคยไปเวียดนามเหมือนกัน เคยได้แต่อ่านหรือฟังจากคนคุ้นเคยบอกเล่า แต่ส่วนใหญ่เขาจะเล่าไปฮานอย และฮอยอันมา แต่ก็โชคดีว่าพอได้นึกออกเรื่องกาแฟหยดที่คุณล่าให้ฟัง อีกทั้งได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาดกาแฟหยดนี้จากคนคุ้ยเคย ที่หอบหิ้วเอาอุปกรณ์และกาแฟจากเวียดนามกลับมาด้วยติดใจ ก็ได้รสชาดไปอีกแบบ กาแฟก็หอมอยู่ทีเดียว ส่วนเรื่องที่ว่า เวียดนามจะแซงหน้าไทย ดิฉันก้เห็นด้วยว่าจริง ๆ แล้ว ไทยถอยหลังเองเสียมากกว่า ดิฉันไปเห็นป้ายโฆษณาบริเวณถนนเส้นรัชโยธิน มีข้อความประมาณเปรียบเทียบไทยกับเวียดนามอย่างโจ่งแจ้ง คิดแล้วก็ละเหี่ยใจมาก ๆ เพราะจริง ๆ แล้วคนคิดข้อความโฆษณาหรือบริษัทเจ้าของสื่อตัวนี้น่าจะตระหนักได้ดีกว่านี้ แม้จะมีเจตนาดีเพื่อกระตุ้นคนไทยก็เถอะ เอาเป็นว่าขอบคุณสำหรับข้อเขียนดี ๆ ที่ทำให้ดิฉันได้รู้จักเวียดนามในมุมมองต่าง ๆ รวมถึงมุมมองของคุณ
ความคิดเห็นที่ 18
Ch.Minivet วันที่ : 09/09/2007 เวลา : 10.58 น.
http://www.oknation.net/blog/ChMinivet
Ch.Minivet @ OK NATURE Save Nature Save Life 

Ch.Minivet ว่ามันต้องมีใครแซงใครมั่งล่ะ..แต่ตอนนี้..เรานำรุ..

เอาเป็นว่า..ต้องไปดูสถานที่จะเกิดเหตุก่อน..เลยแวะมาเก็บข้อมูลประกอบ..การเดินทางค่ะ..

แต่เวียตนามตอนใต้ Ch.Minivet ไม่ค่อยอยากไปเท่า เวียตนามทางตอนเหนือ..

เอาไปแระ..ขอบคุณค่า..
ความคิดเห็นที่ 17
Pink วันที่ : 09/09/2007 เวลา : 10.05 น.
http://www.oknation.net/blog/pink

พูดได้ตรงประเด็นมากค่ะ ประเทศไทยกำลังเดินถอยหลังเองเพราะ ขาด หลายๆอย่าง ขอโหวตให้ พึ่งไป Hochimin กลับมาเหมือนกันค่ะ หวุดหวิดจะโดนมอเตอร์ไซต์ชนไปหลายรอบทีเดียว แต่น้ำปั่นมะม่วงอร่อยสุดยอดจริงๆค่ะ ได้กินบ้างมั้ยคะ ไว้เขียนมาเล่าอีกนะคะ จะรออ่านค่ะ
ความคิดเห็นที่ 16
คนเล่าเรื่อง วันที่ : 09/09/2007 เวลา : 10.04 น.
http://www.oknation.net/blog/daniel

เวียตนามแซงเราไม่ได้หรอกครับ ถ้าวัดกันก้าวต่อก้าว แต่เมื่อเราหยุดเดินอย่างทีกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้เวียตนามก็จะก้าวแซงเราเมื่อนั้น
ผมได้ไปที่ฮาอนอยมาเมื่อ 2-3 เดือนก่อน โดยไปที่มหาวิทยาลัยโลจิสติกของเขาที่จังหวัดไฮฟอง พบว่า เขามีจุดมุ่งหมายและความพยายามเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาครับ แล้วที่สำคัญ สังคมของพวกเขาไม่ต้องมานั่งระแวด ระวัง ระแวงกลุ่มองค์กรอะไรที่รู้ไม่จริงแล้วชอบอวดรู้เรื่องเศรษฐกิจและการพัฒนา สิ่งเหล่านี้นับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการผลักดันการพัฒนาของเวียตนามให้ต่อเนื่องและจะฉวงเราได้ ถ้าหากเรายังแป้กอยู่แบบนี้เพราะความมีวิสัยทัศน์ของพวกขิงเน่า และรัฐบาลผสมพันธุ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมากับรัฐธรรมนูญฉบับถอยหลังในขณะนี้
ความคิดเห็นที่ 15
มนนิตา วันที่ : 09/09/2007 เวลา : 09.50 น.
http://www.oknation.net/blog/monnita

ไม่เคยไปเวียดนามค่ะ ดีใจที่ได้เข้ามาอ่านข้อมูลเพียบจริงๆค่ะ เวียดนามดูแล้วเปลี่ยนไปเยอะนะคะ ตึกรามบ้านช่องหรูๆเยอะ คนก็ถีบตัวกันทั้งนั้น พี่ไทยทำอะไรกันอยู่
ความคิดเห็นที่ 14
siriwonjane วันที่ : 09/09/2007 เวลา : 09.20 น.

เพิ่งกลับจาก HCM City เหมือนกัน เพิ่มเติมจากคุณ BeNZ คือได้ไปชม War Museum ด้วย เศร้าที่สุดภาคส่วนที่เขาจำลองคุกและวิธีการทรมานต่างๆ ผลของฝนเหลืองต่อสุขภาพคน ที่แปลบใจคือไทยเป็นฐานทัพทางอากาศโจมตีVN
อย่างไรก็ตามเมื่อคุยเรื่องสงครามกับคนเวียตนามหนุ่มสาว เขากลับบอกว่า มันผ่านไปแล้ว ถ้าไม่อยากเจ็บปวดต้องลืม แล้วมุ่งสู่การสร้างตัวเองและประเทศใหม่ ขีดเส้นใต้ที่ คนหนุ่มสาว ยุคนี้ เขามีความมุ่งมั่นสูงมากกับการสร้าวตน และสร้างชาติ เขามีบทเรียนของการต่อสู้เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดอีก
อยากบอกหนุ่มไทยสาวไทยว่า แม้เราไม่ปรารถนาจะแข่งขันกับเวียตนาม แต่เอาจริงจังเรื่องการสร้างตน สร้างชาติก็ดีนะ ทำไงจะช่วยกันขจัดความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ที่ใช้เวทีการเมืองต่อสู้กันอยู่ขณะนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อปกติชนส่วนใหญ่เลยนอกจากพรรคพวกที่มีส่วนได้เสีย
ความคิดเห็นที่ 13
ใบไม้สีฟ้า วันที่ : 09/09/2007 เวลา : 00.17 น.
http://www.oknation.net/blog/politicsseed
ชีวิตฉัน คือ ''การเมือง''

มาขอบคุณพี่เบนซ์อีกรอบ เห็นด้วยกับพี่เบนซ์ทุกกรณี ทำไงได้หละงับเรื่องเงินมันก็จำเป็น แต่เอาเถอะตั้งใจเรียน ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองตั้งใจทำสิ่งที่ดีๆ

เงินต้องมาแน่ แต่น้อยมากแล้วแต่กำลัง.
..
ว่าแต่มีคนบอกรถเวียดนามเยอะมากจนหูอื้อเลย...ที่ทำได้คงต้องรอติดตามทั้งไทยและเวียดนามต่อไป...
ความคิดเห็นที่ 12
1000mile วันที่ : 08/09/2007 เวลา : 22.11 น.
http://www.oknation.net/blog/1000mile

เห็นด้วยกับ คห ที่ 8 ทุกประการ

เหตุผลนี้แหละที่เวียดนามอาจแซงเราได้


ความคิดเห็นที่ 11
ลุงต้าลี่ วันที่ : 08/09/2007 เวลา : 21.37 น.
http://www.oknation.net/blog/loongdali

กรุงโอจิมินห์พัฒนาใหญ่โตน่าไปเที่ยว ด้านเศรษฐกิจ แซงหรือไม่ สิ่งที่ควรวิเคราะห์คือ เวียดนามมี "ฟูตบอลลีค" สามารถให้นักเตะไทยไปค้าแข้งที่นั่นได้..เงินดีกว่าไทย
ความคิดเห็นที่ 10
fonsasami วันที่ : 08/09/2007 เวลา : 12.39 น.
http://www.oknation.net/blog/fonsasami
http://www.oknation.net/blog/fonsasami2

เป็นประเทศทีสวยงามน่าไปเที่ยวเหมือนกันนะคะ
แต่กลัวการข้ามถนนจังค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
Patong วันที่ : 08/09/2007 เวลา : 11.05 น.
http://www.oknation.net/blog/Patong

อืมมม... เวียดนามเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ

แต่ก็ยังน่าเที่ยว คิดว่าจะกลับไปเยือนอีกสักครั้ง
ความคิดเห็นที่ 8
psty วันที่ : 08/09/2007 เวลา : 10.44 น. </