พิมพ์หน้านี้
|
วันอาทิตย์ที่ 2 เทศกาลปัสกา (15 เมษายน 2007) ข่าวดี ยอห์น 20:19-31 พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น (ยน 20:21) หลังจากพระเยซูเจ้าถูกตรึงตายบนไม้กางเขนแล้ว บรรดาอัครสาวกกลับมาหลบซ่อนอยู่ในห้องที่เคยใช้เลี้ยงอาหารค่ำครั้งสุดท้าย คอยเงี่ยหูฟังเสียงคนขึ้นบันไดหรือเคาะประตูด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าเจ้าหน้าที่ของสภาสูงจะมาจับกุม และคงไม่แคล้วถึงเวรของพวกตนที่จะถูกตัดสินประหารชีวิตให้ตายตามพระอาจารย์ไป ทันใดนั้น ทั้ง ๆ ที่ประตูยังปิดอยู่ พระเยซูเจ้าเสด็จมาประทับยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาตรัสว่า สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด คำ สันติสุข มีความหมายลึกซึ้งกว่าคำอวยพรเชิงปฏิเสธมากมายนัก เมื่อทรงอวยพรให้บรรดาอัครสาวกมี สันติสุข พระองค์ไม่เพียงวอนขอให้พวกเขารอดพ้นจากภยันตรายเท่านั้น แต่ทรงวอนขอพระเจ้าโปรดประทานสิ่งที่ ดีที่สุด แก่พวกเขาด้วย เหมือนการอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรงและสุขสมบูรณ์ ย่อมดีกว่าการอวยพรให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยที่ร่างกายอาจอ่อนแอ ไม่มีความสุข อย่างไรก็อย่างนั้น หลังจากทรงประทานพรและให้บรรดาศิษย์ดูพระหัตถ์และด้านข้างพระวรกายจนพวกเขาเชื่อว่าทรงเป็น องค์พระผู้เป็นเจ้า แล้ว พระองค์ทรงเข้าสู่ประเด็นสำคัญทันที นั่นคือทรงตรัสสั่งว่า พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น คำสั่งนี้แฝงนัยสำคัญ 3 ประการ คือ 1. พระเยซูเจ้าต้องการพระศาสนจักร เพราะพระองค์กำลังจะเสด็จกลับไปหาพระบิดา พระองค์จึงต้องการให้พระศาสนจักรเป็นดั่งปาก มือ และเท้าของพระองค์เพื่อนำข่าวดีไปสู่มนุษย์ทุกคน โดยไม่เลือกชาติ ศาสนา เพศ วัย หรือฐานะ พระศาสนจักรจึงเป็น พระวรกาย ของพระองค์ โดยมีพระองค์เป็น ศีรษะ (อฟ 1:23; 1คร 12:12) 2. พระศาสนจักรต้องการพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์คือ ผู้ส่ง พระศาสนจักรออกไป เหมือนดังที่พระบิดาทรงส่งพระองค์มา นอกจากทรงเป็น ผู้ส่ง แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นผู้มอบข่าวดี ผู้สนับสนุน ผู้ส่องสว่างจิตใจ รวมถึงทรงเป็นผู้ประทานพละกำลังและความกล้าหาญในการปฏิบัติภารกิจของพระศาสนจักร หากปราศจาก ผู้ส่ง ดังเช่นพระองค์ พระศาสนจักรย่อมไม่มีข่าวดีจะประกาศ และย่อมไม่มีอำนาจอันใดเลยที่จะอภัยบาปแก่มนุษย์ 3. พระศาสนจักรต้องนบนอบพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์ตรัสว่า พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น พระบิดาทรงส่งพระองค์มาประกาศข่าวดีและไถ่บาปมนุษย์ พระองค์ทรงน้อมรับภารกิจดังกล่าวด้วยความรักและความนบนอบเชื่อฟังแบบสุด ๆ ถึงกับยอมสิ้นพระชนม์ แม้เป็นการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เช่นเดียวกัน พระศาสนจักรจะปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จลุล่วงได้ก็ต่อเมื่อ รักและนบนอบเชื่อฟังพระองค์ด้วยสิ้นสุดจิตใจ เท่านั้น ความรักและความนบนอบนี้เอง เรียกร้องให้พระศาสนจักรประกาศข่าวดีของพระเยซูเจ้า ไม่ใช่ข่าวดีของพระศาสนจักร อีกทั้งต้องพร้อมเผชิญหน้าและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามพระประสงค์ของพระองค์ ไม่ใช่ตามนโยบายหรือตามความนึกคิดประสามนุษย์ของพระ ศาสนจักรเอง หากยึดพระประสงค์ของพระองค์เป็นที่ตั้งดังนี้แล้ว ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าพระ ศาสนจักรไม่ว่าจะเป็น การหย่าร้าง การทำแท้ง การคุมกำเนิด ฯลฯ ก็จะคลี่คลายลง จงรับพระจิตเจ้าเถิด (ยน 20:22) นอกจากทรงส่งบรรดาอัครสาวกซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของ พระกายของพระคริสตเจ้า ไปประกาศข่าวดีแล้ว พระองค์ยังทรงเป่าลมเหนือเขาทั้งหลายตรัสว่า จงรับพระจิตเจ้าเถิด เมื่อพูดถึง เป่าลม ยอห์นกำลังคิดถึงการสร้างมนุษย์ในพระธรรมเก่าที่มีบันทึกไว้ว่า พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต (ปฐก 2:7) และเรื่องกระดูกแห้งในหุบเขามรณะที่พระเจ้าตรัสกับลมว่า ลมหายใจเอ๋ย จงมาจากลมทั้งสี่ มาหายใจเข้าไปในคนที่ถูกฆ่าเหล่านี้เพื่อให้เขามีชีวิต (อสค 37:9) เห็นได้ชัดว่า ลม คือ ชีวิต เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเป่า ลม เหนือบรรดาอัครสาวกพร้อมกับตรัสว่า จงรับพระจิตเจ้าเถิด จึงแปลเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ลม คือ พระจิตเจ้า เราจึงสรุปได้ว่า พระจิตเจ้า คือ ชีวิต เท่ากับว่า พระองค์ทรงประทานชีวิตใหม่ให้แก่บรรดาอัครสาวกและพระศาสนจักร โดยทางพระจิตเจ้า พูดง่าย ๆ คือ พระจิตเจ้าทรงทำให้พระศาสนจักรและเราทุกคนมีชีวิต เมื่อได้รับชีวิตใหม่แล้ว บรรดาอัครสาวกเลิกกลัว เลิกหลบซ่อน ทุกคนต่างแยกย้ายไปปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้า แล้วเราจะใช้ชีวิตใหม่ที่ได้รับมาอย่างไร ? ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใดบาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย (ยน 20:23) ภารกิจแรกของพระเยซูเจ้าหลังกลับคืนพระชนมชีพคือการส่งพระศาสนจักรออกไปประกาศข่าวดี และข่าวดีแรกที่พระองค์ทรงสั่งให้ประกาศคือ การอภัยบาป แต่การจะอภัยบาปหรือไม่อภัยบาปแก่ผู้ใด หาได้ขึ้นกับอำเภอใจของพระศาสนจักรหรือของพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งแต่ประการใดไม่ ย้อนกลับไปเมื่อพระเยซูเจ้าทรงเริ่มภารกิจเปิดเผย พระองค์ทรงประกาศว่า จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว (มธ 4:17) เพราะฉะนั้น พระศาสนจักรต้องประกาศการอภัยบาปแก่ผู้ที่เป็นทุกข์กลับใจ !! ส่วนผู้ที่ยังไม่เป็นทุกข์กลับใจ พระศาสนจักรต้องตักเตือน ต้องสั่งสอน และต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้เขาเป็นทุกข์กลับใจและได้รับการอภัยบาป เราจึงต้องหันกลับมาดูตัวเองว่า เราได้เป็นทุกข์กลับใจและได้ช่วยผู้อื่นให้เป็นทุกข์กลับใจและได้รับการอภัยบาปบ้างแล้วหรือยัง ? องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า (ยน 20:28) โทมัสเป็นศิษย์ผู้กล้าหาญและรักพระเยซูเจ้ามาก ท่านเคยชักชวนบรรดาอัครสาวกไปกรุงเยรูซาเล็มกล่าวว่า พวกเราจงไปตายพร้อมกับพระองค์เถิด (ยน 11:16) แต่เมื่อยูดาสนำทหารมาจับกุมพระองค์ โทมัสกลับหลบหน้าหนีไป บทเรียนจากชีวิตของโทมัสคือ 1. โทมัสทำผิดพลาดอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ หลังจากทอดทิ้งพระเยซูเจ้าและหนีไปแล้ว ท่านบังเกิดความละอายใจ ไม่กล้าสู้หน้าคนอื่น และหลบไปอยู่ตามลำพัง การหลบไปอยู่ตามลำพังทำให้ท่านพลาดโอกาสพบกับพระเยซูเจ้าเมื่อคราวเสด็จมาหาบรรดาอัครสาวกครั้งแรก ดังนั้น หากเกิดความละอายใจไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม เราต้องไม่หลบหน้าจากผู้คนหรือ ทิ้งวัด ไปเลย หาไม่แล้วเราจะพลาดโอกาสดี ๆ ดังที่โทมัสเคยพลาดมาแล้ว วัด อันเป็นสถานที่ชุมนุมของบรรดาคริสตชนนี่แหละ ที่เราจะได้พบกับองค์พระเยซูคริสตเจ้าผู้กลับคืนพระชนมชีพ ! 2. โทมัสมีข้อดีคือความ ตรงไปตรงมา สำหรับท่าน เชื่อคือเชื่อ สงสัยคือสงสัย และความสงสัยนี้เองที่นำท่านไปสู่ความเชื่อที่แน่นอน มั่นใจ และมั่นคง คนที่ชอบพูดซ้ำซากว่า ฉันเชื่อ ในขณะที่จิตใจยังเต็มไปด้วยความสงสัย หรือไม่เข้าใจ แถมยังไม่พยายามแสวงหาความรู้และความเข้าใจเพิ่มเติม เขาจะไม่มีทางเชื่อแบบที่โทมัสเชื่อได้เลย 3. ข้อดีอีกประการหนึ่งของโทมัสคือ เมื่อเชื่อแล้ว ท่านทุ่มเทชีวิตให้สุดๆ ท่านยอมรับว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็น องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า ! ในหนังสือกิจการของโทมัส (The Acts of Thomas) มีเรื่องเล่าว่า แม้ไม่เต็มใจนัก แต่โทมัสก็ยอมไปประกาศข่าวดีที่อินเดียตามที่บรรดาอัครสาวกมอบหมาย พระราชาของอินเดียมีบัญชาให้ท่านสร้างพระราชวังให้หลังหนึ่ง พร้อมกับมอบเงินจำนวนมากเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย แต่ท่านกลับนำเงินทั้งหมดไปแจกจ่ายคนจน มิหนำซ้ำยังรายงานพระราชาว่าการก่อสร้างกำลังรุดหน้าไปเรื่อย ๆ ที่สุดพระราชาขอให้ท่านพาไปดูพระราชวังหลังใหม่ ท่านทูลว่า ตอนนี้พระองค์ไม่อาจทอดพระเนตรเห็นได้ ต้องรอให้จากโลกนี้ไปก่อน จึงจะทรงเห็นได้ พระราชาทรงกริ้วมาก เกือบสั่งประหารชีวิตท่าน แต่เมื่อได้ฟังข่าวดีจากปากของท่านแล้ว พระองค์ทรงกลับใจและเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้า ด้วยการเสี่ยงนำชีวิตเข้าแลก โทมัสนำคริสตศาสนามาสู่อินเดีย ! เรื่องราวเหล่านี้ถูกบันทึกไว้เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อ (ยน 20:31) วัตถุประสงค์ในการเขียนพระวรสารของยอห์น คือ 1. ไม่ใช่บอกรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าแต่ คัดเลือกมาเพียงบางเรื่องเพื่อให้ทราบว่าพระองค์เป็นใคร และทรงทำอะไร ท่านระบุว่า พระเยซูเจ้ายังทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์อื่นอีกหลายประการให้บรรดาศิษย์เห็น แต่ไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ (ยน 20:30) 2. ไม่ใช่ต้องการให้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์หรืออัตชีวประวัติของพระเยซูเจ้า แต่ เป็นหนังสือเพื่อชีวิต ที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้อ่านเห็นและเข้าใจว่าบุคคลที่สามารถพูด สอน และทำได้เช่นพระเยซูเจ้า จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้เป็นอันขาดนอกจาก พระบุตรของพระเจ้า เมื่อเชื่อเช่นนี้แล้ว ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร ! ด้วยเหตุนี้ วัตถุประสงค์ประการแรกสุดในการอ่านพระคัมภีร์ จึงไม่ใช่การแสวงหาข้อมูล แต่เป็นการ แสวงหาพระเจ้า !!!! ************************** บทความนี้ ได้รับอนุญาตจาก คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์
|
| เพียงพระเจ้า...เพียงพอ | ||
ใจของท่านทั้งหลายจงอย่าหวั่นไหวเลย จงเชื่อในพระเจ้า และเชื่อในเราด้วย (ยน.14:1) |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||