พิมพ์หน้านี้
|
ข่าวดี มัทธิว 5:1-12ก (1)พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นประชาชนมากมาย จึงเสด็จขึ้นบนภูเขา เมื่อประทับแล้ว บรรดาศิษย์เข้ามาห้อมล้อมพระองค์ (2) พระองค์ทรงเริ่มตรัสสอนว่า (3)ผู้มีใจยากจน ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา (4)ผู้เป็นทุกข์โศกเศร้า ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับการปลอบโยน (5)ผู้มีใจอ่อนโยน ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก (6)ผู้หิวกระหายความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะอิ่ม (7)ผู้มีใจเมตตา ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา (8)ผู้มีใจบริสุทธิ์ ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า (9)ผู้สร้างสันติ ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า (10)ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา (11) ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุข เมื่อถูกดูหมิ่น ข่มเหงและใส่ร้ายต่าง ๆ นานาเพราะเรา (12) จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก ********************************* มีข้อสังเกตสำคัญที่เราควรทำความเข้าใจก่อนศึกษาความหมายของความสุขแต่ละประการ ดังนี้คือ 1. ในสำนวนแปลภาษาไทยมีคำกริยา เป็น อยู่ด้วยเสมอ เช่น ย่อมเป็นสุข แต่ต้นฉบับภาษากรีกกลับไม่มีคำกริยาเลย และเมื่อหันไปดูภาษาฮีบรูและอาราไมอิก เราพบว่ามีสำนวนที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในพระธรรมเก่า เป็นคำอุทานที่มีความหมายทำนอง โอ้ ช่างสุขจริงหนอ ! หรือ แหม สุขจัง ! แสดงว่าความสุขทั้ง 8 ประการไม่ใช่ประโยคบอกเล่าแต่เป็นคำอุทาน และเมื่อเป็นคำอุทานก็หมายความว่า ความสุขเกิดขึ้นขณะนี้ เวลานี้ เพราะคงไม่มีใครอุทานเผื่ออนาคตว่า แหม ดีใจจัง ปีหน้าจะถูกหวย ! จริงอยู่ ความสุขที่สมบูรณ์จะเกิดขึ้นเมื่อเราได้พบพระเจ้าแบบหน้าต่อหน้า แต่เราสามารถลิ้มรสความสุขทั้ง 8 ประการได้แล้วตั้งแต่เวลานี้ และบนโลกนี้ 2. คำ สุข ตรงกับภาษากรีก makarios (มาคารีออส) ซึ่งเป็นคำศัพท์พิเศษที่ชาวกรีกใช้สำหรับบรรยายคุณลักษณะของพระเจ้าหรือเทพเจ้าโดยเฉพาะ ความสุขที่พระเยซูเจ้าพูดถึงจึงเป็น ความสุขแบบพระเจ้า นั่นคือเป็นความสุขที่ครบสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่มีใครแตะต้องหรือแย่งชิงไปได้ ไม่ขึ้นกับโอกาส โชค หรือการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนความสุข (happiness) ที่โลกหยิบยื่นให้มีรากศัพท์มากจากคำ hap- ซึ่งหมายถึง โอกาส, โชค ความสุขตามประสาโลกจึงอาจเพิ่มขึ้น ลดลง หรือหมดไปได้หากโชคเปลี่ยน สุขภาพเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน แผนเปลี่ยน หรือปัจจัยอื่น ๆ เปลี่ยน สรุปว่า ความสุขทั้ง 8 ประการที่พระเยซูเจ้าทรงนำมามอบให้เป็น ความสุขแท้จริง ที่ ไม่มีใครนำไปจากท่านได้ (ยน 16:22)
1. ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา ในภาษากรีกมีคำว่า จน อยู่ 2 คำคือ 1. Penēs (เปเนส) หมายถึงความยากจนอันเกิดจากการขาดสิ่งของฟุ่มเฟือย แต่ยังสามารถดำเนินชีวิตด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองได้ ยังช่วยเหลือตัวเองได้ 2. Ptōchos (ปโตคอส) มาจากรากศัพท์ ptossein (ปตอสเซน) ซึ่งหมายถึง หมอบ หรือ คลาน ปโตคอส จึงหมายถึงความยากจนชนิดสิ้นเนื้อประดาตัว และไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองเลย คำที่ใช้ ณ ที่นี้คือ ปโตคอส อันหมายถึงความยากจนชนิดช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ส่วนคำ จน ในภาษาอาราไมอิกได้แก่ ani (อานี) หรือ ebiōn (เอบีโอน) ซึ่งมีวิวัฒนาการทางความหมาย 4 ขั้นตอนด้วยกันคือ 1. เริ่มแรกมีความหมาย จน 2. เพราะ จน ความหมายจึงพัฒนาไปเป็น ไม่มีอิทธิพล ไม่มีอำนาจ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครช่วยเหลือ 3. เพราะไม่มีอิทธิพล จึงถูกผู้อื่นดูหมิ่น และกดขี่ข่มเหงต่าง ๆ นานา 4. และเพราะถูกกดขี่ข่มเหงจนไม่มีที่พึ่งพิงใด ๆ ในโลกนี้อีกแล้ว เขาจึง มอบความวางใจทั้งหมดไว้ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ตัวอย่างเช่นเพลงสดุดีกล่าวว่า เพราะพระองค์ไม่มีวันทรงลืมผู้ขัดสนเลย ความหวังของผู้ยากจนจะไม่ล้มเหลวอย่างแน่นอน (สดด 9:18) จะเห็นว่า ผู้ขัดสน หรือ ผู้ยากจน ไม่ได้มีความหมายตามตัวอักษร แต่หมายถึง ผู้ที่วางใจในพระเจ้า (ดูตัวอย่างอื่นใน สดด 34:6; 35:10; 68:10; 72:4; 107:41; 132:15) เมื่อรวมความหมายในภาษากรีกและอาราไมอิกเข้าด้วยกัน เราอาจแปลความหมายท่อนแรกได้ว่า ช่างสุขจริงหนอ ผู้ที่ตระหนักว่าไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงมอบความวางใจทั้งหมดไว้ในพระเจ้า สำหรับผู้ที่วางใจในพระเจ้า เขาจะค้นพบว่า พระเจ้าเท่านั้นที่เป็นของแท้ พระองค์คือความช่วยเหลือ ความหวัง และพละกำลังของตน สิ่งอื่น ๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยงและไม่อาจหยิบยื่นความสุขหรือความมั่นคงที่แท้จริงให้แก่ชีวิตของตนได้ และพึงสังเกตว่าความยากจนนี้เป็นเรื่องของ จิตใจ ไม่มีทางที่พระองค์จะประสงค์ให้เราอาศัยอยู่ในสลัม กินมื้ออดมื้อ หรือต้องทนเจ็บป่วยเรื้อรัง ความยากจนขัดสนทางกายภาพนี้คือเป้าหมายของเราคริสตชนที่จะต้องช่วยกันกำจัดให้หมดไป
ภาษาฮีบรูมีลีลาการเขียนที่เรียกว่า Parallelism กล่าวคือ ชาวฮีบรูนิยมพูดสิ่งเดียวกันซ้ำ 2 ครั้ง โดยครั้งที่สองอาจเป็นเพียงการซ้ำท่อนแรก หรืออาจเป็นการขยายความเพิ่มเติมให้กับท่อนแรกก็ได้ แทบทุกข้อในหนังสือเพลงสดุดีล้วนใช้ลีลาการเขียนแบบนี้ เมื่อเรานำเอาคำวอนขอ 2 ประการในบท ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย มาเรียงขนานกันดังนี้ ท่อนแรก พระอาณาจักรจงมาถึง ท่อนที่สอง พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์ เราอาจให้คำนิยามของพระอาณาจักรของพระเจ้าได้ว่าเป็น สังคมบนโลกนี้ที่พระประสงค์ของพระเจ้าได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์เหมือนในสวรรค์ นั่นคือ ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็นพลเมืองของอาณาจักรสวรรค์ และ ผู้ที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้คือผู้ที่มอบความวางใจทั้งหมดไว้ในพระองค์เท่านั้น เพราะฉะนั้น ความหมายโดยรวมของความสุขประการนี้คือ โอ้ ช่างสุขจริงหนอ ผู้ที่ตระหนักว่าไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงมอบความวางใจทั้งหมดไว้ในพระเจ้า เหตุว่าเขาจะได้เป็นสมาชิกของอาณาจักรสวรรค์ เพราะสามารถนบนอบพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์
2. ผู้เป็นทุกข์โศกเศร้าย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับการปลอบโยน คำภาษากรีก penthéō (เพนแธโอ) บ่งบอกถึงความโศกเศร้าปวดร้าวถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจจนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ มักใช้กับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ดังเช่น ความโศกเศร้าของยาโคบที่คิดว่าโยเซฟบุตรสุดที่รักได้เสียชีวิตไปแล้ว (ปฐก 37:34; และ ปฐก 50:3; เราอาจเข้าใจความหมายของความสุขอันเกิดจากความโศกเศร้าได้ 3 แนวทางด้วยกัน กล่าวคือ 1. เข้าใจตามตัวอักษรว่า เป็นบุญของผู้ที่เป็นทุกข์โศกเศร้า เพราะเขาจะได้รับการปลอบโยน โดยทั่วไป เวลาปกติสุขเรามักมองชีวิตเพียงผิวเผินและไม่ค่อยสนใจใยดีกับผู้อื่นมากนัก แต่เมื่อความสูญเสียใหญ่หลวงถาโถมเข้ามาในชีวิต เราจะเริ่มมองเห็นความรักและการปลอบโยนจากพระเจ้า รวมถึงความช่วยเหลือและน้ำใจดีของเพื่อนมนุษย์ชนิดที่ไม่เคยคาดหวังมาก่อน ดังเช่นความช่วยเหลือที่หลั่งไหลมาสู่ผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิที่ถล่มภาคใต้ของไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2004 ที่ผ่านมา 2. ความหมายนัยที่สองคือ เป็นบุญของผู้ที่เป็นทุกข์โศกเศร้าเพราะเห็นความทุกข์ยาก ความโศกเศร้า และความต้องการของผู้อื่น เพราะนี่คือการดำเนินชีวิตตามรอยพระบาทของพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง 3. เมื่อทรงเริ่มต้นภารกิจ สิ่งแรกที่พระเยซูเจ้าทรงเทศน์สอนคือ จงเป็นทุกข์กลับใจ เพราะฉะนั้นความหมายประการสุดท้ายและสำคัญที่สุดคือ เป็นบุญของผู้ที่เศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เห็นว่าบาปของตนได้ทำร้ายองค์พระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนมากสักเพียงใด จึงเป็นทุกข์เสียใจ และได้รับการอภัยจากพระองค์ ดุจดังเพลงสดุดีที่กล่าวไว้ว่า ข้าแต่พระเจ้า เครื่องบูชาของข้าพเจ้าคือดวงจิตที่เป็นทุกข์ ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ไม่ทรงรังเกียจใจที่เป็นทุกข์และถ่อมตน (สดด 51:17) เราอาจสรุปความหมายของความสุขประการที่สองได้ว่า โอ้ ช่างสุขจริงหนอ ผู้ที่หัวใจสลายเพราะเห็นความทุกข์ยากของโลก และสำนึกในบาปของตนเอง เหตุว่าเขาจะพบความยินดีในพระเจ้า
3. ผู้มีใจอ่อนโยน ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก คำ อ่อนโยน ตรงกับ praus (พราอูส) ในภาษากรีกซึ่งใช้ในความหมายดังต่อไปนี้ 1. อริสโตเติ้ลถือว่าคุณธรรมย่อมเดินสายกลาง เขาจึงให้คำจำกัดความของ พราอูส ว่าอยู่กึ่งกลางระหว่าง โกรธสุด ๆ กับ ไม่โกรธเลย เพราะฉะนั้นความหมายแรกของผู้มีใจอ่อนโยนคือ เป็นบุญของผู้ที่รู้จักโกรธในเวลาที่สมควรโกรธ และไม่โกรธเลยในเวลาที่ไม่สมควรโกรธ หลักการกว้าง ๆ คือ เราจะโกรธแบบเห็นแก่ตัวไม่ได้ เช่น โกรธเพราะตัวเองสูญเสียผลประโยชน์หรือถูกทำร้าย อย่างนี้ผิด แต่ถ้าเห็นผู้อื่นถูกทำร้ายแล้วเรานิ่งดูดาย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวด้วยเลย อย่างนี้เรียกว่าเราไม่ได้โกรธทั้ง ๆ ที่สมควรโกรธ ซึ่งก็ผิดอีกเช่นกัน 2. คำ พราอูส ยังใช้กับสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดีจนเราสามารถควบคุมหรือสั่งได้ ความหมายประการที่สองจึงหมายถึง เป็นบุญของผู้ที่สามารถควบคุมสัญชาติญาณ แรงกระตุ้น และตัณหาทั้งปวงของตนเองได้ แต่เนื่องจากไม่มีมนุษย์คนใดสามารถควบคุมตัวเองได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเมื่อเราพยายามควบคุมตัวเอง เรากลับตกอยู่ภายใต้การควบคุมของแรงกระตุ้นที่จะควบคุมตัวเองนั่นเอง เพราะฉะนั้น หากเราปล่อยให้พระเจ้าควบคุมตัวเรา เราจะสามารถปฏิบัติตามวิถีทางของพระองค์ซึ่ง ดีที่สุด ด้วยหัวใจที่กระตือรือร้นและเป็นอิสระสุดยอด อีกทั้งบรรลุถึงความสุขสันติอย่างแท้จริงชนิดที่ไม่มีใครแย่งชิงไปจากเราได้ 3. ในภาษากรีก คำ พราอูส ใช้เป็นคำตรงข้ามกับคำที่มีความหมายว่า หยิ่งยโส ความหมายประการสุดท้ายจึงได้แก่ เป็นบุญของผู้ที่มีความสุภาพ ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้และอ่อนแอ เพราะว่าเขาจะเริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับคนหยิ่งยโสที่คิดว่าตนเองรู้ทุกสิ่งแล้วจึงไม่ต้องการเรียนรู้หรือรับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต นอกจากนั้นผู้ที่มีความสุภาพยังจะมีศาสนาในหัวใจอย่างแท้จริง เพราะเขาตระหนักว่าตน ต้องการพระเจ้า ผู้ซึ่งสามารถช่วยเขาผู้อ่อนแอได้ ความสุภาพอ่อนโยนที่ทำให้เราสามารถควบคุมตัวเองได้นี้เอง ที่ทำให้เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริง ถ้าเราควบคุมตัวเองไม่ได้เสียแล้ว เราจะควบคุมผู้อื่นได้อย่างไร ตัวอย่างเช่นกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชที่เมาจนควบคุมสติไม่อยู่ แล้วใช้หอกพุ่งใส่สหายรักจนเสียชีวิต เขาไม่สามารถครองใจประชาชนได้เลย อีกทั้งอาณาจักรของเขาก็ไม่ยั่งยืนอีกด้วย ความหมายของความสุขประการนี้คือ โอ้ ช่างสุขจริงหนอ ผู้ที่รู้จักโกรธในเวลาที่สมควรโกรธ และไม่โกรธในเวลาที่ไม่สมควรโกรธ ผู้ที่สามารถควบคุมสัญชาติญาณ แรงกระตุ้น และตัณหาของตัวเองเพราะว่าเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า ตลอดจนผู้ที่มีความสุภาพที่จะตระหนักถึงความไม่รู้และความอ่อนแอของตนเอง เหตุว่าเขาผู้นั้นจะเป็นกษัตริย์ท่ามกลางมวลมนุษย์
4. ผู้หิวกระหายความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะอิ่ม ความหมายของคำใดคำหนึ่งจะลึกซึ้งหรือหนักแน่นเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์ทั้งของผู้พูดและผู้ฟัง ทุกวันนี้ เรายังไม่เคยมีประสบการณ์เลยว่า ผู้ที่หิวอาหารหรือกระหายน้ำตายในประเทศไทยมีอาการอย่างไร ! แต่ในสมัยของพระเยซูเจ้า ค่าแรงขั้นต่ำของชนชั้นกรรมาชีพก็แทบไม่พอประทังชีวิตแต่ละวันอยู่แล้ว หากวันใดไม่มีคนจ้างงาน พวกเขาย่อมหมิ่นเหม่ต่อการอดตายเป็นอย่างยิ่ง และในระหว่างเดินทาง หากพบพายุทราย สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือเอาเสื้อคลุมคลุมตัวเองไว้ หันหลังให้พายุ แล้วรอจนกว่าพายุจะสงบ ขณะที่พายุก็จะพัดทรายเข้าจมูกและคอจนแสบและหายใจแทบไม่ออก ตอนนี้แหละที่พวกเขาตระหนักดีว่าการอดน้ำตายเป็นอย่างไร ความหิวและกระหายที่ความสุขประการนี้กล่าวถึงจึงไม่ใช่ความหิวและกระหายแบบบ้านเรา ที่ได้กินก๋วยเตี๋ยวสักชามหรือโอเลี้ยงสักแก้วก็อิ่มแล้ว แต่เป็นความหิวชนิดที่ถ้าไม่มีอาหารตกถึงท้องเป็นต้องอดตายแน่ และเป็นความกระหายชนิดที่ถ้าไม่ได้ดื่มน้ำสักแก้วเป็นอันต้องตายแน่ ความหมายของความสุขประการนี้จึงขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้น ของความหิวกระหาย เราจึงควรถามตัวเองว่า เราต้องการความชอบธรรมมากสักเพียงใด มากเท่าคนที่กำลังหิวตายต้องการอาหาร หรือมากเท่าคนที่กำลังกระหายน้ำตายต้องการน้ำหรือไม่ ? แม้ความสุขประการนี้จะเรียกร้องให้เราแสวงหาความดีและความชอบธรรมอย่างถึงที่สุด จนหลายคนเป็นห่วงว่าจะปฏิบัติไม่ได้ แต่ยังมีความบรรเทาใจที่พระองค์ตรัสว่า เป็นบุญของผู้ที่หิวกระหาย นั่นคือ ผู้ที่ ใฝ่หา ความดีโดยที่ยังไม่บรรลุถึงความดี ก็เป็นบุญแล้ว ดังนั้น แม้เราจะผิดพลาดซ้ำซากจนรู้สึกท้อแท้ แต่หากเรายังใฝ่หาความดีอยู่ก็เป็นบุญของเราแล้ว เหมือนกษัตริย์ดาวิดที่แม้จะสังหารผู้คนเป็นจำนวนมากในการรบ แต่หัวใจของพระองค์ก็ไม่เคยหยุดคิดทำดีด้วยการสร้างพระวิหารถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าเลย สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ในภาษากรีก คำกริยาจำพวก หิว และ กระหาย มักตามด้วย genitive case ซึ่งหมายถึงคำที่แสดงความเป็นเจ้าของ เวลาแปลเป็นไทยมักมีคำว่า ของ นำหน้า ในทางภาษาศาสตร์เรียกว่า partitive genitive คือเป็นเจ้าของเพียงบางส่วน เพราะฉะนั้นเวลาชาวกรีกต้องการพูดว่า ฉันกระหายน้ำ พวกเขาต้องพูดว่า ฉันกระหายบางส่วนของน้ำ เพราะเขาอยากได้น้ำเพียงส่วนเดียว ไม่ใช่ทั้งบ่อหรือทั้งไห แต่ในกรณีของความสุขประการนี้ ความชอบธรรม ไม่ได้อยู่ในรูป genitive case แต่อยู่ในรูป accusative case ซึ่งเทียบได้กับ กรรมตรง (direct object) ในภาษาไทย หมายความว่า ความสุขประการนี้นอกจากจะเรียกร้องให้เราแสวงหาความชอบธรรมแบบสุด ๆ แล้ว ยังเรียกร้องให้เราแสวงหาความชอบธรรมแบบทั้งครบด้วย ไม่ใช่ทำดีแต่เพียงบางส่วน ตัวอย่างของคนทำดีแต่เพียงบางส่วนเช่น คนที่มีศีลธรรมอันสูงส่ง มีความซื่อสัตย์ เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป แต่ไม่มีใครกล้าเข้าพบหรือบอกเล่าความในใจ เพราะเขาเป็นคนเย็นชา ขาดมนุษยสัมพันธ์ หรือขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นต้น หรือคนขี้เหล้าเมายา ชอบเล่นการพนัน ที่พร้อมจะหยิบเหรียญบาทสุดท้ายในกระเป๋าของตนออกมาเพื่อทำบุญแก่ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ก็เป็นคนดีเพียงบางส่วนเช่นกัน เราอาจสรุปความหมายของความสุขประการนี้ได้ว่า โอ้ ช่างสุขจริงหนอ สำหรับคนที่ปรารถนาความชอบธรรมทั้งครบ เหมือนคนใกล้อดตายปรารถนาจะได้อาหาร หรือเหมือนคนกระหายน้ำใกล้ตายปรารถนาจะได้น้ำ เหตุว่าเขาจะอิ่มหนำจริง ๆ 5. ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา เราสามารถพบเห็นหลักการที่ว่า ผู้ที่เมตตาผู้อื่นย่อมได้รับความเมตตาจากพระเจ้า ได้ทั่วไปในพระธรรมใหม่ เช่น ผู้ใดที่ไม่แสดงความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ จะถูกพิพากษาโดยปราศจากความเมตตากรุณา (ยก 2:13) หรือในบทข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์ทรงสอนว่า โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น เพราะถ้าท่านให้อภัยผู้ทำความผิด พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ ก็จะประทานอภัยแก่ท่านด้วย แต่ถ้าท่านไม่ให้อภัยผู้ทำความผิด พระบิดาของท่านก็จะไม่ประทานอภัยแก่ท่านเช่นเดียวกัน (มธ 6:12, 14-15) คำ เมตตา ตรงกับภาษาฮีบรู chesedh (เขะเส็ด) ซึ่งหมายถึง ความสามารถที่จะเข้าไปอยู่ในผู้อื่น แล้วมองด้วยสายตาของผู้อื่น คิดด้วยความคิดของผู้อื่น และรู้สึกด้วยความรู้สึกของผู้อื่น ผู้ที่มีความเมตตาสูงสุดคือองค์พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง เพราะพระองค์ทรงส่งพระบุตรแต่เพียงองค์เดียวลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อพระบุตรจะได้มองแบบมนุษย์ คิดแบบมนุษย์ และรู้สึกแบบมนุษย์ พระบุตรจึงทรงรู้จักและเข้าใจชีวิตมนุษย์อย่างถ่องแท้ และด้วยเหตุนี้ พระองค์ทรงสามารถช่วยเราได้ในทุกสถานการณ์ชีวิต ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม อาศัยความเมตตาแบบนี้เอง เราจึงดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะเราเอาใจใส่ (care) และคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่นก่อนคิดถึงความรู้สึกของตนเอง นอกจากนี้ ความเมตตายังช่วยให้เรา 1. ไม่เมตตาผู้อื่นอย่างผิด ๆ ดังเช่น เมื่อครั้งที่พระเยซูเจ้าทรงแวะพักที่บ้านของมาร์ธาและมารีอาก่อนเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มเพื่อรับการตรึงกางเขน (ลก 10:38-42) จริงอยู่ทั้งสองต่างรักและต้องการต้อนรับพระองค์อย่างดีที่สุด แต่มีเพียงมารีอาที่ต้อนรับพระองค์ด้วยความเมตตา และเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของพระองค์นั่นคือความสงบและการพักผ่อน 2. อดทนและให้อภัยผู้อื่นได้ง่ายขึ้น มีหลักการอยู่ข้อหนึ่งซึ่งเรามักหลงลืมกันคือ ไม่ว่าผู้ใดจะคิดหรือทำอะไรก็ตาม เขาย่อมมีเหตุผลของเขาเสมอ หากเราเข้าถึงเหตุผลของเขาที่ทำเช่นนั้นได้ เช่นเขากำลังวิตกกังวล เจ็บปวด มีคนอื่นใส่ไฟ เป็นลูกคนเดียวที่พ่อแม่ตามใจมาตลอด อกหัก ฯลฯ เราก็จะอดทนและให้อภัยเขาได้ง่ายขึ้น ความหมายของความสุขประการนี้คือ โอ้ ช่างสุขจริงหนอ ผู้ที่สามารถเข้าไปอยู่ในผู้อื่นจนกระทั่งสามารถมองด้วยดวงตาของพวกเขา คิดด้วยความคิดของพวกเขา และรู้สึกด้วยความรู้สึกของพวกเขา เหตุว่าผู้อื่นก็จะปฏิบัติต่อเขาเช่นเดียวกัน และเขายังจะได้รับรู้อีกว่า นี่คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำในองค์พระเยซูคริสตเจ้า 6. ผู้มีใจบริสุทธิ์ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า คำ บริสุทธิ์ ตรงกับภาษากรีก katharos (คาธารอส) ซึ่งมีความหมายดังนี้ 1. หมายถึง สะอาด เช่น เสื้อผ้าสะอาด จานสะอาด 2. หมายถึง แยกแยะ เช่น ฝัดข้าว (กระพือข้าวหรือสิ่งอื่น ๆ เพื่อให้แกลบ รำ หรือผงแยกออกไป) หรือใช้เพื่อหมายถึงการคัดแยกทหารดีออกจากทหารเลว 3. ใช้ควบกับคำคุณศัพท์อื่นเพื่อหมายถึง ไม่เจือปน เช่น นมหรือเหล้าองุ่นที่ไม่มีน้ำผสม โลหะแท้ที่ไม่มีสิ่งอื่นเจือปน เป็นต้น ความหมายเบื้องต้นของความสุขประการนี้จึงได้แก่ ผู้มีแรงจูงใจอันบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งอื่นเจือปน ย่อมเป็นสุข เหตุว่าเขาจะเห็นพระเจ้า ความสุขอันเกิดจากการมีแรงจูงใจอันบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งอื่นเจือปนเช่นนี้ เรียกร้องให้เราแต่ละคนสำรวจมโนธรรมของตนเองอย่างเข้มข้น - เรารับใช้พระเจ้าอย่างไม่เห็นแก่ตัวหรือเพราะอยากเด่นอยากดังกว่าคนอื่น ? - เราไปวัดเพราะอยากพบพระเจ้าหรือเพราะถูกบังคับโดยบทบัญญัติ ? - เราทำบุญให้ทานเพราะเห็นแก่พระเจ้าหรือเพราะเห็นแก่ชื่อเสียงของตนเอง ? - เราสวดภาวนาและอ่านพระคัมภีร์เพราะต้องการสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้าหรือเพราะอยากเท่ห์กว่าคนอื่น ? นอกจากนี้ยังมีหลักการอีกข้อหนึ่งคือ คนเราเห็นสิ่งที่ตนเองสามารถเห็นได้เท่านั้น เช่นในคืนที่ท้องฟ้ามืดเต็มไปด้วยดวงดาว สิ่งที่เรามองเห็นได้คือแสงระยิบระยับของดวงดาว ต่างจากผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะมองเห็นแสงระยิบระยับเช่นเดียวกับเราแล้ว พวกเขายังสามารถเรียกชื่อดวงดาวต่าง ๆ ได้ สามารถแบ่งแยกดวงดาวออกเป็นกลุ่ม ๆ ได้ หรือแม้แต่มองเห็นดาวดวงอื่นที่เราไม่มีทางเห็นได้เลย ดังนี้เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ เพราะนักดาราศาสตร์มีความสามารถที่จะเห็นดวงดาวได้มากกว่าเรา กับพระเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกัน เนื่องจากพระองค์คือองค์ความบริสุทธิ์ ผู้ที่สามารถเห็นพระองค์ได้จึงต้องมีจิตใจบริสุทธิ์ ความหมายของความสุขประการนี้จึงได้แก่ โอ้ ช่างสุขจริงหนอ ผู้ที่มีแรงจูงใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากสิ่งเจือปน เหตุว่าสักวันหนึ่งเขาจะเห็นพระเจ้า 7. ผู้สร้างสันติย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า มี 3 ประเด็นที่จะช่วยให้เราเข้าใจความหมายของความสุขประการนี้ได้ดียิ่งขึ้น 1. คำ สันติ ตรงกับภาษาฮีบรู shalōm (ชาโลม) คำ ชาโลม ไม่เคยใช้ในความหมายเชิงปฏิเสธดังเช่น ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน เลย แต่ชาวฮีบรูใช้คำนี้เพื่อหมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้คน ๆ หนึ่งบรรลุความดีขั้นสูงสุด โดยทั่วไป การไม่มีโรคภัยเบียดเบียนถือว่าดีมากแล้ว แต่สำหรับพระเยซูเจ้าเท่านี้ยังไม่พอ เพราะเราอาจไม่มีโรคภัยเบียดเบียนก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันเราอาจไม่มีความสามารถที่จะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันเลยด้วยก็ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ อย่างเดียวยังไม่พอ แต่ต้อง ดีที่สุด ด้วย 2. พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องให้เรา สร้างสันติ ไม่ใช่แค่ รักสันติ หลายคนชอบอ้างว่าตนรักสันติ จึงไม่เผชิญหน้ากับปัญหาใด ๆ เลย แบบนี้จะเรียกว่าเป็นผู้สร้างสันติไม่ได้ เพราะปัญหาถูกซุกไว้ใต้พรมโดยยังไม่ได้รับการแก้ไข มีแต่รอวันและเวลาที่จะระเบิดออกมา ผู้ที่สร้างสันติที่แท้จริงจะต้องพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหา จัดการกับปัญหา และเอาชนะปัญหาให้ได้ แม้ว่าตัวเองจะต้องดิ้นรนและเจ็บปวดสักเพียงใดก็ตาม 3. ภาษาฮีบรูไม่ค่อยมีคำคุณศัพท์ จึงต้องเลี่ยงไปใช้คำว่า บุตรของ... หรือ บุตรแห่ง.... (son of ) แล้วตามด้วยคำนามแทน สำหรับชาวฮีบรู บุตรแห่งความสว่าง จึงหมายถึง คนดี, บุตรของพระเจ้า หมายถึง เหมือนพระเจ้า เป็นต้น พระเจ้าคือผู้สร้างสันติ ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า ขอพระเจ้าผู้ประทานสันติ สถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเทอญ (รม 15:33) และ จงดำเนินชีวิตอย่างสันติ แล้วพระเจ้าแห่งความรักและสันติจะสถิตอยู่กับท่าน (2 คร 13:11) ผู้ที่สร้างสันติจึงกำลังทำเหมือนพระเจ้า และได้ชื่อว่าเป็น บุตรของพระเจ้า ในทางปฏิบัติ ผู้ที่สร้างสันติหมายถึง 1. ทุกคนที่มีส่วนทำให้โลกนี้ดีขึ้น น่าอยู่ขึ้น จนทุกคนที่อาศัยอยู่ในโลกนี้สามารถบรรลุความดีสูงสุดได้ 2. ทุกคนที่มีสันติในจิตใจ ไม่มีความขัดแย้งหรือการต่อสู้กันระหว่างความดีและความชั่วในจิตใจและวิญญาณของเขาอีกต่อไป 3. ทุกคนที่สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่ใช่เข้าที่ไหนวงแตกที่นั่น หรือชอบสร้างความขัดแย้งและทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นอยู่ร่ำไป ความหมายของความสุขประการนี้คือ โอ้ ช่างสุขจริงหนอ ผู้ที่สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง เหตุว่าเขากำลังทำแบบพระเจ้า 8. ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุขเมื่อถูกดูหมิ่นข่มเหงและใส่ร้ายต่าง ๆ นานาเพราะเรา จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก เขาได้เบียดเบียนบรรดาประกาศกที่อยู่ก่อนท่านดังนี้ด้วยเช่นกัน ความสุขประการสุดท้ายนี้ แสดงให้เห็นความจริงใจของพระเยซูเจ้าแบบสุด ๆ พระองค์บอกกับผู้ที่สนใจจะติดตามพระองค์อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า พระองค์เสด็จมาไม่ใช่เพื่อทำให้ชีวิตของพวกเขาสะดวกสบายขึ้น แต่มาเพื่อทำให้พวกเขายิ่งใหญ่และได้รับพระสิริรุ่งโรจน์เช่นเดียวกับพระองค์ มีคริสตชนในสมัยเริ่มแรกจำนวนมากที่ได้ยืนหยัดอยู่เคียงข้างพระเยซูเจ้าอย่างน่าชื่นชม จนชีวิตของพวกเขาแทบไม่มีอะไรเหลือ กล่าวคือ 1. พวกเขาสูญเสียอาชีพและการงาน เช่น ช่างไม้ที่ได้รับการว่าจ้างให้สร้างวัดของคนต่างศาสนา หรือช่างตัดเสื้อที่ถูกขอร้องให้ตัดเย็บอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระต่างศาสนา พวกเขาไม่ลังเลเลยที่จะเลือกเอาพระเยซูเจ้ามากกว่าความอยู่รอดของธุรกิจ 2. พวกเขาสูญเสียฐานะทางสังคม ในสมัยโบราณงานเลี้ยงมักจัดในวิหารของเทพเจ้า เริ่มต้นด้วยการดื่มให้เกียรติแด่เทพเจ้า แล้วกินเนื้อที่เหลือจากการเผาถวายแด่เทพเจ้า ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คริสตชนพึงกระทำ พวกเขาจึงต้องพร้อมอยู่ตามลำพังเพื่อจะเป็นคริสตชนที่สัตย์ซื่อ 3. พวกเขาสูญเสียครอบครัว สมาชิกในครอบครัวบางคนกลับใจมาเป็นคริสตชน บางคนไม่ยอมกลับใจ ครอบครัวต้องแตกแยก แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะรักพระเยซูเจ้ามากกว่าภรรยาและบุตรซึ่งอยู่ใกล้ชิดเขามากที่สุดและเขาเองก็รักมากที่สุดด้วย นอกจากนี้ พวกเขาจำนวนมากยังต้องทนทุกข์และพลีชีพเพื่อเป็นพยานยืนยันถึงพระเยซูเจ้า บางคนถูกโยนให้สิงโตกิน บางคนถูกเผาไฟทั้งเป็น บางคนถูกห่อด้วยผ้าเต็นท์ชุบน้ำมันแล้วจุดเป็นคบไฟในสวนของจักรพรรดิเนโร บางคนถูกเย็บติดกับหนังสัตว์สด ๆ แล้วปล่อยให้สุนัขล่าเนื้อไล่ล่าจนตาย บางคนถูกคีมบีบ ถูกรมควัน ฯลฯ อีกมากมาย สาเหตุของการถูกเบียดเบียนอาจแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ 1. การใส่ร้าย 1.1 จากคำที่ว่า นี่คือกายของเรา นี่คือโลหิตของเรา พวกเขาถูกใส่ร้ายว่าฆ่าเด็กและกินเนื้อเด็ก 1.2 พวกคริสตชนเน้นความรัก และมี kiss of peace (พิธีแสดงความเป็นมิตรต่อกัน) จึงถูกใส่ร้ายว่าประพฤติผิดศีลธรรม มั่วเซ็กซ์ 1.3 พวกเขาโดนข้อหาเป็นนักวางเพลิง เพราะชอบพูดถึงไฟล้างโลกอยู่บ่อย ๆ 1.4 พวกเขาถูกกล่าวหาว่าทำให้ครอบครัวแตกแยก 2. การเมือง เนื่องจากอาณาจักรโรมันมีขนาดใหญ่มาก เพื่อทำให้พลเมืองเป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเขาจึงถูกบังคับให้ถวายกำยานแด่ เทพเจ้าซีซาร์ อย่างน้อยปีละครั้ง เมื่อได้หนังสือรับรองว่าได้ถวายกำยานแด่ซีซาร์แล้ว พวกเขาจึงสามารถนมัสการพระเจ้าที่พวกเขานับถือได้ อาชญากรรมอันใหญ่หลวงของคริสตชนจึงอยู่ที่ พวกเขาวางพระเยซูเจ้าไว้เหนือจักรพรรดิซีซาร์ ทุกวันนี้ โอกาสที่จะ พลีชีพ เพื่อยืนยันความเชื่อในพระเยซูเจ้าคงไม่เกิดขึ้นง่ายหรือบ่อยนัก กระนั้นก็ตาม พระองค์ยังต้องการให้เราเป็นพยานยืนยันถึงพระองค์ด้วยการ เจริญชีพ ไม่ว่าจะด้วยการรักและรับใช้เพื่อนมนุษย์ การให้อภัยเพื่อนมนุษย์ หรือการซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย แม้จะถูกคนอื่นค่อนขอดหรือเยาะเย้ยว่าโง่สักเพียงใดก็ตาม อย่าลืมว่าแม้เราจะไม่มีโอกาส พลีชีพ เพื่อพระองค์ แต่เราสามารถ เจริญชีพ เพื่อเป็นพยานถึงพระองค์ได้ทุกวันตลอดไป !
บทความนี้ได้รับอนุญาตจาก คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์ *************************
ความสุขแท้จริง (บุญลาภ 8 ประการ) |
| เพียงพระเจ้า...เพียงพอ | ||
ใจของท่านทั้งหลายจงอย่าหวั่นไหวเลย จงเชื่อในพระเจ้า และเชื่อในเราด้วย (ยน.14:1) |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||