• ธิดายอห์น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : daughters.of.john@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-14
  • จำนวนเรื่อง : 55
  • จำนวนผู้ชม : 12612
  • จำนวนผู้โหวต : 14
  • ส่ง msg :
ข้อคิดจากพระคัมภีร์เพื่อชีวิต (Bible for Life)
ขอเป็นสื่อกลางแบ่งปันข่าวดีและความรักของพระคริสตเจ้าแด่ทุกท่าน ด้วยข้อคิดจากพระคัมภีร์ (Bible) ที่เข้าใจง่ายและมีคุณค่ากับชีวิต พระวรสารประจำสัปดาห์ แนะนำพระคัมภีร์เบื้องต้น บทความที่น่าสนใจ ฯลฯ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bible
วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน 2550
ข้อคิดจากพระวรสารประจำสัปดาห์ (22 เมษายน 2007)
Posted by ธิดายอห์น , ผู้อ่าน : 144 , 15:08:01 น.   | หมวดหมู่ : ข้อคิดจากพระวรสารประจำสัปดาห์  
พิมพ์หน้านี้


วันอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

ข่าวดี   ยอห์น 21:1-19

(1)หลังจากนั้น พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่บรรดาศิษย์อีกครั้งหนึ่งที่ฝั่งทะเลสาบทีเบเรียส เรื่องราวเป็นดังนี้  (2)ศิษย์บางคนอยู่พร้อมกันที่นั่น คือซีโมน เปโตร กับโทมัสที่เรียกกันว่า “ฝาแฝด” นาธานาเอล ซึ่งมาจากหมู่บ้านคานาในแคว้นกาลิลี บุตรทั้งสองคนของเศเบดีและศิษย์อีกสองคน  (3)ซีโมน เปโตรบอกคนอื่นว่า “ข้าพเจ้าจะไปจับปลา” ศิษย์คนอื่นตอบว่า “พวกเราจะไปกับท่านด้วย” เขาทั้งหลายออกไปลงเรือ แต่คืนนั้นทั้งคืนเขาจับปลาไม่ได้เลย  (4)พอรุ่งสาง พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่บนฝั่ง แต่บรรดาศิษย์ไม่รู้ว่าเป็นพระเยซูเจ้า  (5)พระเยซูเจ้าทรงร้องถามว่า “ลูกเอ๋ย มีอะไรกินบ้างไหม” เขาตอบว่า “ไม่มี”  (6)พระองค์จึงตรัสว่า “จงเหวี่ยงแหไปทางกราบเรือด้านขวาซิ แล้วจะได้ปลา” บรรดาศิษย์จึงเหวี่ยงแหออกไป และดึงขึ้นไม่ไหว เพราะได้ปลาเป็นจำนวนมาก  (7)ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรักกล่าวกับเปโตรว่า “เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้านี่” เมื่อซีโมน เปโตรได้ยินว่า “เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็หยิบเสื้อมาสวม เพราะเขาไม่ได้สวมเสื้ออยู่ แล้วกระโดดลงไปในทะเล  (8)ศิษย์คนอื่นเข้าฝั่งมากับเรือ ลากแหที่ติดปลาเข้ามาด้วย เพราะอยู่ไม่ห่างจากฝั่งนัก ประมาณหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น

(9)เมื่อบรรดาศิษย์ขึ้นจากเรือมาบนฝั่ง ก็เห็นถ่านติดไฟลุกอยู่ มีปลาและขนมปังวางอยู่บนไฟ  (10)พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “จงเอาปลาที่เพิ่งจับได้มาบ้างซิ”  (11)ซีโมน เปโตรจึงลงไปในเรือ แล้วลากแหขึ้นฝั่ง มีปลาตัวใหญ่ติดอยู่เต็ม นับได้หนึ่งร้อยห้าสิบสามตัว แต่ทั้ง ๆ ที่ติดปลามากเช่นนั้น แหก็ไม่ขาด  (12)พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “มากินอาหารกันเถิด” ไม่มีศิษย์คนใดกล้าถามว่า “ท่านเป็นใคร” เพราะรู้ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า  (13)พระเยซูเจ้าทรงเข้ามาหยิบขนมปังแจกให้เขา แล้วทรงแจกปลาให้เช่นเดียวกัน  (14)นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์แก่บรรดาศิษย์หลังจากที่ทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย  (15)เมื่อบรรดาศิษย์กินเสร็จแล้ว พระเยซูเจ้าตรัสกับซีโมนเปโตรว่า “ซีโมน บุตรของยอห์น ท่านรักเรามากกว่าคนเหล่านี้รักเราไหม” เปโตรทูลตอบว่า “ใช่แล้ว พระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพเจ้ารักพระองค์” พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด”  (16)พระองค์ตรัสถามเขาอีกเป็นครั้งที่สองว่า “ซีโมน บุตรของยอห์น ท่านรักเราไหม” เขาทูลตอบว่า “ใช่แล้ว พระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพเจ้ารักพระองค์” พระองค์ตรัสกับเขาว่า “จงดูแลลูกแกะของเราเถิด  (17)พระองค์ตรัสถามเป็นครั้งที่สามว่า “ซีโมน บุตรของยอห์น ท่านรักเราไหม” เปโตรรู้สึกเป็นทุกข์ที่พระองค์ตรัสถามตนถึงสามครั้งว่า “ท่านรักเราไหม เขาทูลตอบว่า “พระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่าข้าพเจ้ารักพระองค์” พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “จงเลี้ยงดูแกะของเราเถิด” (18)เราบอกความจริงกับท่านว่า เมื่อท่านยังหนุ่ม ท่านคาดสะเอวด้วยตนเองและเดินไปไหนตามใจชอบ แต่เมื่อท่านชรา ท่านจะยื่นมือแล้วคนอื่นจะคาดสะเอวให้ท่าน พาท่านไปในที่ที่ท่านไม่อยากไป” (19)พระเยซูเจ้าตรัสเช่นนี้เพื่อแสดงว่าเปโตรจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าโดยตายอย่างไร เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ทรงเสริมว่า “จงตามเรามาเถิด”

 ******************************

          ยอห์นสรุปพระวรสารของท่านไว้ในบทที่ 20 ว่า “พระเยซูเจ้ายังทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์อื่นอีกหลายประการให้บรรดาศิษย์เห็น แต่ไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้  เรื่องราวเหล่านี้ถูกบันทึกไว้เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูเจ้าเป็นพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้า  และเมื่อมีความเชื่อนี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็จะมีชีวิตเดชะพระนามของพระองค์” (ยน 20:30-31)

          เห็นได้ชัดว่าพระวรสารของยอห์นจบไปแล้วตั้งแต่บทที่ 20

          แต่ท่านเพิ่มบทที่ 21 ซึ่งเราพึ่งได้ฟังเข้ามาอีก ด้วยเหตุผลดังนี้

1.                  เพื่อยืนยันว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจริง

          ในยุคเริ่มต้นของพระศาสนจักร ยังมีหลายคนคิดว่าการปรากฏตัวของพระเยซูเจ้าแก่พวกสาวกเป็นเพียงภาพนิมิต บางคนบอกว่าเป็นเพียงวิญญาณหรือเงาของพระเยซูเจ้า หรือบางคนถึงกับบอกว่าเป็นสิ่งที่พวกสาวกจินตนาการขึ้นมาเอง

          แต่ยอห์นยืนยันมาตั้งแต่แรกแล้วว่า พระเยซูเจ้ากลับเป็นขึ้นมาจริง ๆ  ทรงมีร่างกายเหมือนเรามนุษย์ และ “ทรงให้บรรดาศิษย์ดูพระหัตถ์และด้านข้างพระวรกาย” (ยน )

          นอกจากมีมือพร้อมรอยตะปู และสีข้างพร้อมรอยแผลแล้ว วันนี้ยอห์นยังย้ำว่า

          ก)       พระเยซูเจ้าทรงสั่งเปโตรให้เหวี่ยงแหไปทางกราบเรือด้านขวา แล้วจะได้ปลา (ข้อ 6)

          ข)       พระเยซูเจ้าทรงก่อไฟ จนถ่านลุกแดง (ข้อ 9)

          ค)       พระเยซูเจ้าทรงย่างปลาและทรงปิ้งขนมปัง (ข้อ 9)

          ง)       พระเยซูเจ้าทรงแจกขนมปังและปลา (ข้อ 13)

          ลำพังวิญญาณย่อมไม่อาจกระทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้  ทั้งหมดนี้พิสูจน์ว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงกลับเป็นขึ้นมาทั้งกายและวิญญาณ พระองค์ทรงพิชิตความตายและเสด็จกลับมาหาเราจริง ๆ

2.       พระศาสนจักรเป็นสากล

          จริงอยู่พวกสาวกต้องนับจำนวนปลาที่จับได้เพื่อจะได้แบ่งสันปันส่วนกันระหว่างชาวประมงที่เกี่ยวข้อง แต่การที่ยอห์นจงใจบันทึกจำนวนปลา 153 ตัวไว้คงต้องมีเหตุผลอื่นแอบแฝงอยู่เป็นแน่

          นักบุญซีริล (Cyril of Alexandria) เสนอว่าเลข 153 ประกอบด้วย 3 ส่วน ส่วนแรกคือจำนวน 100 หมายถึงคนต่างศาสนาทั้งหมด (เปรียบเทียบกับฝูงแกะมีจำนวน 100 ตัว และเมล็ดพืชเกิดผล 100 เท่า) ส่วนที่สองคือจำนวน 50 หมายถึงชาวอิสราเอลที่จะได้รับการรวบรวมกลับมาสู่ความรอด และส่วนที่สามคือจำนวน 3 ซึ่งหมายถึงพระตรีเอกภาพ

          นักบุญเอากุสตินอธิบายว่า เลข 10 หมายถึงบัญญัติสิบประการ และเลข 7 หมายถึงพระคุณเจ็ดประการของพระจิตเจ้า

          - หากนำเลข 10 และ 7 มารวมกันจะได้ 17

- และหากนำเลข 1 ถึง 17 มาบวกกัน (1+2+3+4+5+..........+17) จะได้ 153

เพราะฉะนั้นจำนวน 153 จึงหมายถึงทุกคนที่หันกลับมาหาพระเยซูคริสตเจ้าไม่ว่าจะโดยอาศัยพระบัญญัติหรืออาศัยพระหรรษทานของพระจิตเจ้าก็ตาม

นักบุญเยโรมอธิบายง่าย ๆ ว่าในทะเลสาบทีเบเรียสมีปลาทั้งหมด 153 ชนิด

          และแม้จะจับปลาได้จำนวนมากเป็นประวัติการณ์ แต่แหหรืออวนก็ไม่ขาด นั่นแสดงว่าพระศาสนจักรมีที่เพียงพอสำหรับเรามนุษย์ทุกคน

          ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม สำหรับยอห์นแล้วพระศาสนจักรของพระเยซูเจ้าผู้กลับเป็นขึ้นมาจากความตายนั้นเป็นสากล มีไว้สำหรับทุกคน ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง และไม่มีการกีดกันผู้หนึ่งผู้ใดออกไปอย่างเด็ดขาด

3.       เพื่อยืนยันความเป็นผู้นำของเปโตร

          เพราะเปโตรได้ปฏิเสธพระเยซูเจ้า 3 ครั้ง วันนี้พระเยซูเจ้าจึงให้โอกาสเปโตร 3 ครั้งเช่นกันที่จะยืนยันความรักที่ท่านมีต่อพระองค์

          เพราะหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและการให้อภัย พระเยซูเจ้าให้โอกาสเปโตรได้ลบล้างความทรงจำอันขมขื่นออกไปจากความนึกคิดและจิตใจของเขา

          และเมื่อเปโตรยืนยันเป็นครั้งที่สามว่า “พระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งดี พระองค์ทรงทราบแล้วว่า ข้าพเจ้ารักพระองค์” สิ่งที่ตามมาคือ

          3.1      หน้าที่  พระเยซูเจ้าทรงสั่งเปโตรว่า “จงดูแลแกะของเราไว้ให้ดี” นั่นคือผลพวงจากความรักต่อพระเยซูเจ้าต้องแสดงออกด้วยความรักต่อผู้อื่น ด้วยการดูแลเอาใจใส่ฝูงแกะที่พระองค์ทรงมอบหมายให้

          3.2      การเสียสละ พระเยซูเจ้าทรงตรัสแก่เปโตรว่า จะมีสักวันหนึ่งที่ “คนอื่นจะจูงมือพาไปในที่ที่ท่านไม่อยากไป” และวันนั้นก็มาถึงจริง ๆ เมื่อเปโตรถูกตรึงกางเขนกลับหัวลงที่กรุงโรม

          ความรักต่อพระเยซูเจ้าเรียกร้องความรับผิดชอบและการเสียสละอันยิ่งใหญ่ !

          สาเหตุที่ทำให้ยอห์นต้องบันทึกเรื่องนี้ไว้ ก็เพราะมีการเปรียบเทียบกันว่ายอห์นมีความคิดหลักแหลมลึกซึ้งกว่าคนอื่น  เปาโลก็ขยันเดินทางไปทั่วเพื่อประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ใครล่ะเป็นใหญ่ ?

          วันนี้ ยอห์นฟันธงไปเลยว่า พระเยซูเจ้าทรงแต่งตั้งเปโตรเป็นผู้นำของพระศาสนจักร

          และเราควรเดินตามย่างก้าวของเปโตร

           - เราอาจไม่มีความคิดแบบยอห์น

           - เราอาจไม่มีโอกาสไปประกาศข่าวดีแบบเปาโล  แต่เราทุกคนมีหน้าที่

           - ดูแลมิให้ใคร อย่างน้อยในครอบครัวของเราหรือในเขตวัดของเรา พลัดหลงทาง

           - เลี้ยงดูฝูงแกะด้วยอาหารทรงชีวิต นำเขามารับศีลศักดิ์สิทธิ์ และฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้า

บทความนี้ได้รับอนุญาตจาก คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์

****************************


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
ล่างฟานหวิน วันที่ : 28/04/2007 เวลา : 05.44 น.
http://www.oknation.net/blog/langfanvhin
ประตูสวรรค์ หิมะทองคำ เต่าทองแดง เขากิเลน หนวดมังกร เขี้ยวพยัคฆ์                         "ไม่มีที่อยู่ สำหรับคนอ่อนแอ" จอมยุทธ์ '

ดี ครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน