พิมพ์หน้านี้
|
วันอาทิตย์ที่ 6 เทศกาลปัสกา
ข่าวดี ยอห์น 14:23-29 (23)พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จพร้อมกับเรามาหาเขา จะทรงพำนักอยู่กับเขา (24)ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ปฏิบัติตามวาจาของเรา วาจาที่ท่านได้ยินนี้ไม่ใช่วาจาของเรา แต่เป็นของพระบิดา ผู้ทรงส่งเรามา (25)เราบอกสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟัง ขณะที่เรายังอยู่กับท่าน (26)แต่พระผู้ช่วยเหลือคือพระจิตเจ้า ที่พระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรานั้นจะทรงสอนท่านทุกสิ่ง และจะทรงให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน (27)เรามอบสันติสุขไว้ให้ท่านทั้งหลาย เราให้สันติสุขของเรากับท่าน เราให้สันติสุขกับท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้ ใจของท่านอย่าหวั่นไหว หรือมีความกลัวเลย (28)ท่านได้ยินที่เราบอกกับท่านแล้วว่า เรากำลังจะไป และเราจะกลับมาหาท่านทั้งหลาย ถ้าท่านรักเรา ท่านคงยินดีที่เรากำลังไปเฝ้าพระบิดา เพราะพระบิดาทรงยิ่งใหญ่กว่าเรา (29)และบัดนี้เราได้บอกท่านทั้งหลายก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น เพื่อว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ท่านจะเชื่อ
**************************
ระหว่างคำปราศรัยอำลาของพระเยซูเจ้า ยูดาส ซึ่งเป็นคนละคนกับยูดาส อิสคาริโอท ได้ทูลถามพระองค์ว่า พระเจ้าข้า ทำไมพระองค์ทรงต้องการแสดงพระองค์แก่พวกเรา แต่ไม่แสดงพระองค์แก่โลก (ยน 14:22) คำถามนี้คือที่มาของคำตอบที่พระวรสารวันนี้กล่าวถึง ! พระองค์ตรัสตอบเขาว่า ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จพร้อมกับเรามาหาเขา จะทรงพำนักอยู่กับเขา ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ปฏิบัติตามวาจาของเรา (ยน 14:23-24) ฟังดูเหมือนยูดาสถามอย่างหนึ่ง แต่พระองค์กลับตอบอีกอย่างหนึ่ง ! อันที่จริง พระองค์กำลังตอบคำถามของยูดาส โดยทรงให้เหตุผลที่แสดงพระองค์แก่บรรดาศิษย์ แต่ไม่ทรงแสดงพระองค์แก่โลก ไว้ดังนี้ 1.เพราะบรรดาศิษย์ รัก พระเยซูเจ้า แต่โลกไม่รักพระองค์ 2.เมื่อรักพระเยซูเจ้า บรรดาศิษย์จึง นบนอบ ด้วยการ ปฏิบัติตามวาจา ของพระองค์ ความนบนอบ คือเครื่องพิสูจน์ ความรัก เมื่อโลกไม่รักพระองค์ โลกจึงไม่นบนอบและไม่ปฏิบัติตามวาจาของพระองค์ เป็นความจริงว่า เมื่อเรารักและปฏิบัติตามวาจาของพระองค์ เราจะยิ่งค้นพบความหมายและความลึกซึ้งของพระวาจา และในเวลาเดียวกันเราจะยิ่งรู้จักและรักพระองค์เพิ่มพูนมากขึ้น เป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยไป เรียกว่า ยิ่งเรารักพระองค์มากเท่าใด พระองค์จะยิ่งแสดงพระองค์ให้เรารู้จักมากขึ้นเท่านั้น ! ประสบการณ์ชีวิตสอนเราเหมือนกันว่า หากเรารักผู้ใด เราย่อมยินดีและเต็มใจปฏิบัติตามคำสอนของผู้นั้น และที่สำคัญเราสามารถ ซึมซับ ความรู้สึกนึกคิดของผู้นั้นได้ด้วย ตรงกันข้าม หากขาดเสียซึ่งความรักและศรัทธา เราอาจเรียนรู้หนังสือตำราของผู้นั้นได้ แต่เราไม่มีทาง ซึมซับ หรือ รู้จัก ตัวตนที่แท้จริงของเขาได้เลย ด้วยเหตุนี้ หลังกลับคืนชีพจากความตาย พระเยซูเจ้าจึงไม่ได้แสดงพระองค์แก่บรรดาธรรมาจารย์ พวกฟาริสี หรือแม้แต่ชาวยิวที่เป็นศัตรูกับพระองค์เลย ด้วยทรงตระหนักดีว่าอย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ยอมปฏิบัติตามวาจาของพระองค์ และไม่มีทางซึมซับหรือรับรู้ได้เลยว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด แต่กับบรรดาศิษย์ที่รักและนบนอบพระองค์ พระองค์ทรงแสดงพระองค์แก่พวกเขาหลายครั้งหลายหน ! จนกระทั่งพวกเขาเชื่อและวางใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า พระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า ! อนึ่ง การเผยแสดงของพระองค์นั้นส่งผลใหญ่หลวงยิ่งนัก เพราะ ทั้งพระบิดาและพระบุตร จะทรง รัก, เสด็จ มาหา, และทรง พำนัก อยู่กับผู้ที่รักพระองค์ (ยน 14:23) จากที่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า มาบัดนี้ ผู้ที่รักและปฏิบัติตามวาจาของพระองค์ จะได้พบพระเจ้าแบบ ตัวเป็น ๆ กันเลย ! การที่พระเจ้าเสด็จมาหาเรา ย่อมแปลว่าพระองค์ทรงเป็น มิตร กับเรา และการที่พระองค์ทรงพำนักอยู่กับเรา ย่อมแปลว่าเราเป็น หนึ่งเดียว กับพระองค์ เมื่อมีพระเจ้าเป็นมิตรกับเรา และเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์เช่นนี้ ชีวิตของเราย่อมมีความสุขและความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด ! มีอะไรที่เราต้องกลัวอีกหรือ ? แม้แต่ความตาย หรือการต้องเผชิญหน้ากับผู้พิพากษาผู้ทรงเปี่ยมด้วยความยุติธรรม ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป.... เพราะพระองค์ทรงเป็นมิตรกับเรา และเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ! ตรงกันข้าม... โลกซึ่ง ไม่รักพระองค์ และไม่ปฏิบัติตามวาจาของพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงเผยแสดงพระองค์แก่พวกเขา (ยน 14:24) นี่คือความสูญเสียยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะ... เขาสูญเสียโอกาสที่จะเป็นมิตรและเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า !!! ------------------ นอกจากทรงตรัสถึงการแสดงพระองค์แก่ผู้ที่รักและปฏิบัติตามวาจาของพระองค์แล้ว พระเยซูเจ้ายังตรัสถึง พระผู้ช่วยเหลือ ซึ่งได้แก่ พระจิตเจ้า โดยทรงกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของพระองค์ไว้ 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ (ยน 14:26) 1.สอน พระองค์ตรัสว่าพระจิต จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงสอน ไม่มีเวลาใดที่พระองค์จะหยุดพัก พระองค์ทรงสอนทุกสิ่งแก่เรา สัปดาห์ละ 7 วัน วันละ 24 ชั่วโมง ! เราคริสตชนจึงมีหน้าที่ เรียนรู้ ความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า และทำให้ความรู้นั้น ลึกซึ้ง เพิ่มมากขึ้นทุกวันจน ตลอดชีวิต ไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ สำหรับการปิดหู ปิดตา หรือปิดใจไม่ทำให้ความเชื่อของเราลึกซึ้งมากขึ้น เพราะพระองค์ทรงส่ง พระจิต มาสอนเราแล้ว ดังนั้น ผู้ที่พูดว่าตนเองเรียนรู้หลักธรรมคำสอนครบถ้วนแล้ว จึงฟันธงได้เลยว่า เขาผู้นั้นยังไม่รู้แม้แต่บทบาทและหน้าที่ของพระจิตเจ้าว่าคืออะไร ! 2.ทำให้ระลึกถึงทุกสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอน 2.1 เกี่ยวกับความเชื่อ พระจิตเจ้าทรงช่วยให้เราระลึกถึงความจริงที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสสอนไว้แล้วเมื่อสองพันปีก่อน หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การค้นหาความจริงใหม่นอกเหนือจากที่พระองค์ตรัสสอน แต่เป็นการวอนขอพระจิตเจ้าโปรดให้เรา ระลึก ได้ และ เข้าใจ ความหมายของความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าที่พระองค์ทรงสอนไว้ เหมือนที่พระองค์ทรงช่วยบรรดาอัครสาวกให้เข้าใจความหมายของความรอดโดยทางพระเยซูเจ้า เมื่อคราวที่ต้องเผชิญหน้ากับคำสอนผิด ๆ อย่างเช่น ถ้าท่านมิได้รับพิธีเข้าสุหนัตตามจารีตของโมเสส ก็จะเอาตัวรอดมิได้ (กจ 15:1-2, 22-29) 2.2 เกี่ยวกับความประพฤติ พระจิตเจ้าทรงช่วยเราให้ดำเนินชีวิตตามหนทางของพระเยซูเจ้า ทุกคนคงเคยได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์มาแล้วไม่มากก็น้อย เช่น เมื่อถูกล่อลวงและกำลังจะทำผิดอยู่รอมร่อ จู่ๆ พระวาจาของพระเยซูเจ้าก็ดี ข้อความบางตอนจากพระคัมภีร์ก็ดี รูปภาพของแม่พระก็ดี คำพูดของคนที่เรานับถือก็ดี หรือคำสอนที่เคยเรียนสมัยเด็กก็ดี เกิดผุดขึ้นมาในความคิดของเรา และช่วยให้เรารอดพ้นจากการล่อล่วงนั้น นี่แหละ ผลงานของพระจิตเจ้า ! ------------------ มรดกชิ้นสุดท้ายที่พระเยซูเจ้าทรงมอบแก่บรรดาศิษย์ก่อนจากโลกนี้ไปคือ สันติสุข ดังที่ทรงตรัสว่า เราให้สันติสุขของเรากับท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้ (ยน 14:27) สันติสุขของพระองค์ไม่เหมือนที่โลกให้ เพราะสิ่งที่โลกหยิบยื่นให้คือ การหนี หรือ การรอดพ้น จากปัญหา ยิ่งหลีกเลี่ยงปัญหาและอุปสรรคได้มากเท่าใด ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ! แต่ สันติสุข ของพระองค์ไม่ได้อยู่ที่ การหนี ปัญหา แต่อยู่ที่การ พิชิต ปัญหา ! อาศัยการเผชิญหน้ากับปัญหา ต่อสู้กับปัญหา และพิชิตปัญหาเท่านั้นที่จะทำให้เราบรรลุสิ่งที่ดีที่สุด นั่นคือ สันติสุข (shalōm - ชาโลม) ที่พระองค์ทรงมอบแก่เราได้ เป็นสันติสุขเที่ยงแท้และถาวรชนิดที่ไม่มีสิ่งใดสามารถพรากไปจากเราได้ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ยาก ความโศกเศร้า หรือภยันตรายใด ๆ ก็ตาม ------------------ ที่สุดพระเยซูเจ้าทรงตรัสถึงจุดหมายปลายทางของพระองค์เองว่า ถ้าท่านรักเรา ท่านคงยินดีที่เรากำลังไปเฝ้าพระบิดา (ยน 14:28) การกลับไปเฝ้าพระบิดาเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ที่รักพระองค์เพราะว่า พระองค์กำลังก้าวพ้นจากข้อจำกัดต่าง ๆ ของโลกนี้ไปสู่พระสิริรุ่งโรจน์ร่วมกับพระบิดา พระบิดาผู้ยิ่งใหญ่กว่าทุกคนและทุกสิ่ง ! เช่นเดียวกัน เราคริสตชนต้องมีความเชื่อมั่นดุจเดียวกับพระเยซูเจ้า นั่นคือมีความยินดีเมื่อบุคคลอันเป็นที่รักของเรากลับไปหาพระบิดา จริงอยู่ เราเสียใจกับการสูญเสีย แต่ท่ามกลางความเสียใจ เราต้องยินดีที่ท่านได้ผ่านความทุกข์ยากและการทดลองต่าง ๆ นานามากมายตลอดชีวิต และบัดนี้ ท่านได้จากโลกนี้ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ท่านไม่ได้มุ่งหน้าไปสู่ความตาย แต่ไปสู่ชีวิตนิรันดร ! ขอขอบพระคุณ คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ และคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์ |
| เพียงพระเจ้า...เพียงพอ | ||
ใจของท่านทั้งหลายจงอย่าหวั่นไหวเลย จงเชื่อในพระเจ้า และเชื่อในเราด้วย (ยน.14:1) |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||