• ธิดายอห์น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : daughters.of.john@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-14
  • จำนวนเรื่อง : 55
  • จำนวนผู้ชม : 11254
  • จำนวนผู้โหวต : 14
  • ส่ง msg :
ข้อคิดจากพระคัมภีร์เพื่อชีวิต (Bible for Life)
ขอเป็นสื่อกลางแบ่งปันข่าวดีและความรักของพระคริสตเจ้าแด่ทุกท่าน ด้วยข้อคิดจากพระคัมภีร์ (Bible) ที่เข้าใจง่ายและมีคุณค่ากับชีวิต พระวรสารประจำสัปดาห์ แนะนำพระคัมภีร์เบื้องต้น บทความที่น่าสนใจ ฯลฯ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bible
วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2550
ข้อคิดจากพระวรสารประจำสัปดาห์ (13 พฤษภาคม 2007)
Posted by ธิดายอห์น , ผู้อ่าน : 83 , 20:36:24 น.   | หมวดหมู่ : ข้อคิดจากพระวรสารประจำสัปดาห์  
พิมพ์หน้านี้


วันอาทิตย์ที่ 6 เทศกาลปัสกา

 

ข่าวดี   ยอห์น 14:23-29

(23)พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จพร้อมกับเรามาหาเขา จะทรงพำนักอยู่กับเขา (24)ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ปฏิบัติตามวาจาของเรา วาจาที่ท่านได้ยินนี้ไม่ใช่วาจาของเรา แต่เป็นของพระบิดา ผู้ทรงส่งเรามา (25)เราบอกสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟัง ขณะที่เรายังอยู่กับท่าน (26)แต่พระผู้ช่วยเหลือคือพระจิตเจ้า ที่พระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรานั้นจะทรงสอนท่านทุกสิ่ง และจะทรงให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน (27)เรามอบสันติสุขไว้ให้ท่านทั้งหลาย เราให้สันติสุขของเรากับท่าน เราให้สันติสุขกับท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้ ใจของท่านอย่าหวั่นไหว หรือมีความกลัวเลย (28)ท่านได้ยินที่เราบอกกับท่านแล้วว่า เรากำลังจะไป และเราจะกลับมาหาท่านทั้งหลาย ถ้าท่านรักเรา ท่านคงยินดีที่เรากำลังไปเฝ้าพระบิดา เพราะพระบิดาทรงยิ่งใหญ่กว่าเรา (29)และบัดนี้เราได้บอกท่านทั้งหลายก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น เพื่อว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ท่านจะเชื่อ

 

**************************

 

          ระหว่างคำปราศรัยอำลาของพระเยซูเจ้า ยูดาส ซึ่งเป็นคนละคนกับยูดาส อิสคาริโอท ได้ทูลถามพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า ทำไมพระองค์ทรงต้องการแสดงพระองค์แก่พวกเรา แต่ไม่แสดงพระองค์แก่โลก” (ยน 14:22)

          คำถามนี้คือที่มาของคำตอบที่พระวรสารวันนี้กล่าวถึง !

พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา  พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จพร้อมกับเรามาหาเขา จะทรงพำนักอยู่กับเขา  ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ปฏิบัติตามวาจาของเรา” (ยน 14:23-24)

ฟังดูเหมือนยูดาสถามอย่างหนึ่ง แต่พระองค์กลับตอบอีกอย่างหนึ่ง !

อันที่จริง พระองค์กำลังตอบคำถามของยูดาส โดยทรงให้เหตุผลที่แสดงพระองค์แก่บรรดาศิษย์ แต่ไม่ทรงแสดงพระองค์แก่โลก ไว้ดังนี้

1.เพราะบรรดาศิษย์ “รัก” พระเยซูเจ้า แต่โลกไม่รักพระองค์

      2.เมื่อรักพระเยซูเจ้า บรรดาศิษย์จึง “นบนอบ” ด้วยการ “ปฏิบัติตามวาจา” ของพระองค์

“ความนบนอบ” คือเครื่องพิสูจน์ “ความรัก”  เมื่อโลกไม่รักพระองค์ โลกจึงไม่นบนอบและไม่ปฏิบัติตามวาจาของพระองค์

เป็นความจริงว่า เมื่อเรารักและปฏิบัติตามวาจาของพระองค์ เราจะยิ่งค้นพบความหมายและความลึกซึ้งของพระวาจา และในเวลาเดียวกันเราจะยิ่งรู้จักและรักพระองค์เพิ่มพูนมากขึ้น เป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยไป

เรียกว่า ยิ่งเรารักพระองค์มากเท่าใด พระองค์จะยิ่งแสดงพระองค์ให้เรารู้จักมากขึ้นเท่านั้น !

ประสบการณ์ชีวิตสอนเราเหมือนกันว่า หากเรารักผู้ใด เราย่อมยินดีและเต็มใจปฏิบัติตามคำสอนของผู้นั้น และที่สำคัญเราสามารถ “ซึมซับ” ความรู้สึกนึกคิดของผู้นั้นได้ด้วย

ตรงกันข้าม หากขาดเสียซึ่งความรักและศรัทธา เราอาจเรียนรู้หนังสือตำราของผู้นั้นได้ แต่เราไม่มีทาง “ซึมซับ” หรือ “รู้จัก” ตัวตนที่แท้จริงของเขาได้เลย

ด้วยเหตุนี้ หลังกลับคืนชีพจากความตาย พระเยซูเจ้าจึงไม่ได้แสดงพระองค์แก่บรรดาธรรมาจารย์ พวกฟาริสี หรือแม้แต่ชาวยิวที่เป็นศัตรูกับพระองค์เลย  ด้วยทรงตระหนักดีว่าอย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ยอมปฏิบัติตามวาจาของพระองค์ และไม่มีทางซึมซับหรือรับรู้ได้เลยว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด

แต่กับบรรดาศิษย์ที่รักและนบนอบพระองค์  พระองค์ทรงแสดงพระองค์แก่พวกเขาหลายครั้งหลายหน !

จนกระทั่งพวกเขาเชื่อและวางใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า พระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า !

อนึ่ง การเผยแสดงของพระองค์นั้นส่งผลใหญ่หลวงยิ่งนัก  เพราะ “ทั้งพระบิดาและพระบุตร” จะทรง “รัก”, เสด็จ “มาหา”, และทรง “พำนัก” อยู่กับผู้ที่รักพระองค์ (ยน 14:23)

จากที่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า มาบัดนี้ ผู้ที่รักและปฏิบัติตามวาจาของพระองค์ จะได้พบพระเจ้าแบบ “ตัวเป็น ๆ” กันเลย !    

การที่พระเจ้าเสด็จมาหาเรา ย่อมแปลว่าพระองค์ทรงเป็น “มิตร” กับเรา

และการที่พระองค์ทรงพำนักอยู่กับเรา ย่อมแปลว่าเราเป็น “หนึ่งเดียว” กับพระองค์

เมื่อมีพระเจ้าเป็นมิตรกับเรา และเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์เช่นนี้  ชีวิตของเราย่อมมีความสุขและความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด !

      มีอะไรที่เราต้องกลัวอีกหรือ ?  แม้แต่ความตาย หรือการต้องเผชิญหน้ากับผู้พิพากษาผู้ทรงเปี่ยมด้วยความยุติธรรม ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป....

เพราะพระองค์ทรงเป็นมิตรกับเรา และเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ !

          ตรงกันข้าม...

      โลกซึ่ง “ไม่รักพระองค์ และไม่ปฏิบัติตามวาจาของพระองค์”  พระองค์จะไม่ทรงเผยแสดงพระองค์แก่พวกเขา (ยน 14:24)

      นี่คือความสูญเสียยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะ...

      เขาสูญเสียโอกาสที่จะเป็นมิตรและเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า !!!

------------------

      นอกจากทรงตรัสถึงการแสดงพระองค์แก่ผู้ที่รักและปฏิบัติตามวาจาของพระองค์แล้ว  พระเยซูเจ้ายังตรัสถึง “พระผู้ช่วยเหลือ”  ซึ่งได้แก่ “พระจิตเจ้า” โดยทรงกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของพระองค์ไว้ 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ (ยน 14:26)

          1.สอน  พระองค์ตรัสว่าพระจิต “จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง”

            ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงสอน

ไม่มีเวลาใดที่พระองค์จะหยุดพัก

พระองค์ทรงสอนทุกสิ่งแก่เรา สัปดาห์ละ 7 วัน วันละ 24 ชั่วโมง !

            เราคริสตชนจึงมีหน้าที่ “เรียนรู้” ความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า และทำให้ความรู้นั้น “ลึกซึ้ง” เพิ่มมากขึ้นทุกวันจน “ตลอดชีวิต”

            ไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ สำหรับการปิดหู ปิดตา หรือปิดใจไม่ทำให้ความเชื่อของเราลึกซึ้งมากขึ้น  เพราะพระองค์ทรงส่ง “พระจิต” มาสอนเราแล้ว

            ดังนั้น ผู้ที่พูดว่าตนเองเรียนรู้หลักธรรมคำสอนครบถ้วนแล้ว  จึงฟันธงได้เลยว่า เขาผู้นั้นยังไม่รู้แม้แต่บทบาทและหน้าที่ของพระจิตเจ้าว่าคืออะไร !

          2.ทำให้ระลึกถึงทุกสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอน

            2.1 เกี่ยวกับความเชื่อ พระจิตเจ้าทรงช่วยให้เราระลึกถึงความจริงที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสสอนไว้แล้วเมื่อสองพันปีก่อน

                หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การค้นหาความจริงใหม่นอกเหนือจากที่พระองค์ตรัสสอน  แต่เป็นการวอนขอพระจิตเจ้าโปรดให้เรา “ระลึก” ได้ และ “เข้าใจ” ความหมายของความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าที่พระองค์ทรงสอนไว้

                เหมือนที่พระองค์ทรงช่วยบรรดาอัครสาวกให้เข้าใจความหมายของความรอดโดยทางพระเยซูเจ้า เมื่อคราวที่ต้องเผชิญหน้ากับคำสอนผิด ๆ อย่างเช่น “ถ้าท่านมิได้รับพิธีเข้าสุหนัตตามจารีตของโมเสส ก็จะเอาตัวรอดมิได้” (กจ 15:1-2, 22-29)

            2.2 เกี่ยวกับความประพฤติ   พระจิตเจ้าทรงช่วยเราให้ดำเนินชีวิตตามหนทางของพระเยซูเจ้า

                ทุกคนคงเคยได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์มาแล้วไม่มากก็น้อย เช่น เมื่อถูกล่อลวงและกำลังจะทำผิดอยู่รอมร่อ  จู่ๆ พระวาจาของพระเยซูเจ้าก็ดี  ข้อความบางตอนจากพระคัมภีร์ก็ดี  รูปภาพของแม่พระก็ดี  คำพูดของคนที่เรานับถือก็ดี  หรือคำสอนที่เคยเรียนสมัยเด็กก็ดี  เกิดผุดขึ้นมาในความคิดของเรา และช่วยให้เรารอดพ้นจากการล่อล่วงนั้น

                             นี่แหละ ผลงานของพระจิตเจ้า !

------------------

มรดกชิ้นสุดท้ายที่พระเยซูเจ้าทรงมอบแก่บรรดาศิษย์ก่อนจากโลกนี้ไปคือ “สันติสุข” ดังที่ทรงตรัสว่า “เราให้สันติสุขของเรากับท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้” (ยน 14:27)

สันติสุขของพระองค์ไม่เหมือนที่โลกให้ เพราะสิ่งที่โลกหยิบยื่นให้คือ “การหนี” หรือ “การรอดพ้น” จากปัญหา

ยิ่งหลีกเลี่ยงปัญหาและอุปสรรคได้มากเท่าใด ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น !

แต่ “สันติสุข” ของพระองค์ไม่ได้อยู่ที่ “การหนี” ปัญหา แต่อยู่ที่การ “พิชิต” ปัญหา !

อาศัยการเผชิญหน้ากับปัญหา ต่อสู้กับปัญหา และพิชิตปัญหาเท่านั้นที่จะทำให้เราบรรลุสิ่งที่ดีที่สุด นั่นคือ “สันติสุข” (shalōm - ชาโลม) ที่พระองค์ทรงมอบแก่เราได้

เป็นสันติสุขเที่ยงแท้และถาวรชนิดที่ไม่มีสิ่งใดสามารถพรากไปจากเราได้ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ยาก ความโศกเศร้า หรือภยันตรายใด ๆ ก็ตาม

------------------

ที่สุดพระเยซูเจ้าทรงตรัสถึงจุดหมายปลายทางของพระองค์เองว่า “ถ้าท่านรักเรา ท่านคงยินดีที่เรากำลังไปเฝ้าพระบิดา” (ยน 14:28)

การกลับไปเฝ้าพระบิดาเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ที่รักพระองค์เพราะว่า พระองค์กำลังก้าวพ้นจากข้อจำกัดต่าง ๆ ของโลกนี้ไปสู่พระสิริรุ่งโรจน์ร่วมกับพระบิดา

พระบิดาผู้ยิ่งใหญ่กว่าทุกคนและทุกสิ่ง !

เช่นเดียวกัน เราคริสตชนต้องมีความเชื่อมั่นดุจเดียวกับพระเยซูเจ้า นั่นคือมีความยินดีเมื่อบุคคลอันเป็นที่รักของเรากลับไปหาพระบิดา

จริงอยู่ เราเสียใจกับการสูญเสีย

แต่ท่ามกลางความเสียใจ เราต้องยินดีที่ท่านได้ผ่านความทุกข์ยากและการทดลองต่าง ๆ นานามากมายตลอดชีวิต  และบัดนี้ ท่านได้จากโลกนี้ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ท่านไม่ได้มุ่งหน้าไปสู่ความตาย แต่ไปสู่ชีวิตนิรันดร !


ขอขอบพระคุณ คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ และคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน