• ธิดายอห์น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : daughters.of.john@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-14
  • จำนวนเรื่อง : 55
  • จำนวนผู้ชม : 12611
  • จำนวนผู้โหวต : 14
  • ส่ง msg :
ข้อคิดจากพระคัมภีร์เพื่อชีวิต (Bible for Life)
ขอเป็นสื่อกลางแบ่งปันข่าวดีและความรักของพระคริสตเจ้าแด่ทุกท่าน ด้วยข้อคิดจากพระคัมภีร์ (Bible) ที่เข้าใจง่ายและมีคุณค่ากับชีวิต พระวรสารประจำสัปดาห์ แนะนำพระคัมภีร์เบื้องต้น บทความที่น่าสนใจ ฯลฯ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bible
วันอาทิตย์ ที่ 1 กรกฎาคม 2550
ข้อคิดจากพระวรสารประจำสัปดาห์ (1 กรกฎาคม 2007)
Posted by ธิดายอห์น , ผู้อ่าน : 127 , 23:12:44 น.   | หมวดหมู่ : ข้อคิดจากพระวรสารประจำสัปดาห์  
พิมพ์หน้านี้


อาทิตย์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี   ลูกา 9:51-62

          (51)เวลาที่พระเยซูเจ้าจะต้องทรงจากโลกนี้ไปใกล้เข้ามาแล้ว พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่จะเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม  (52)และทรงส่งผู้นำสารไปล่วงหน้า คนเหล่านี้ออกเดินทางและเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรียเพื่อเตรียมรับเสด็จพระองค์  (53)แต่ประชาชนที่นั่นไม่ยอมรับเสด็จ เพราะพระองค์กำลังเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม (54)เมื่อยากอบและยอห์นศิษย์ของพระองค์เห็นดังนี้ก็ทูลพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า พระองค์ทรงพระประสงค์ให้เราเรียกไฟจากฟ้าลงมาเผาผลาญคนเหล่านี้หรือไม่ (55) พระเยซูเจ้าทรงหันไปตำหนิศิษย์ทั้งสองคน (56) แล้วทรงพระดำเนินต่อไปยังหมู่บ้านอื่นพร้อมกับบรรดาศิษย์

          (57)ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินตามทางพร้อมกับบรรดาศิษย์ ชายผู้หนึ่งทูลพระองค์ว่า “ข้าพเจ้าจะติดตามพระองค์ไปทุกแห่งที่พระองค์จะเสด็จ  (58)พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรแห่งมนุษย์ไม่มีที่จะวางศีรษะ” (59)พระองค์ตรัสกับอีกคนหนึ่งว่า “จงตามเรามาเถิด” แต่เขาทูลว่า “ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าไปฝังศพบิดาของข้าพเจ้าเสียก่อน”  (60)พระองค์ตรัสกับเขาว่า “จงปล่อยให้คนตายฝังคนตายของตนเถิด ส่วนท่านจงไปประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า” (61)อีกคนหนึ่งทูลว่า “พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะตามพระองค์ไป แต่ขออนุญาตกลับไปล่ำลาคนที่บ้านก่อน”  (62)พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดที่จับคันไถแล้วเหลียวดูข้างหลัง ผู้นั้นก็ไม่เหมาะสมกับพระอาณาจักรของพระเจ้า"

*********************

       “พระเยซูเจ้าทรงตั้งพระทัยแน่วแน่จะเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม” (ลก 9:51)

        จากแคว้นกาลิลีทางเหนือสู่กรุงเยรูซาเล็มทางใต้ เส้นทางสั้นที่สุดคือผ่านแคว้นสะมาเรียซึ่งอยู่ตอนกลางของประเทศ โดยไม่ต้องอ้อมข้ามไปเดินฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน

        แต่ชาวยิวมักหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ เพราะความขัดแย้งระหว่างพวกเขากับชาวสะมาเรียมันฝังรากลึกมายาวนานเกินกว่าจะเยียวยา

        เริ่มจากปี 720 ก.ค.ศ. อาณาจักรทางเหนือถูกรุกราน “กษัตริย์แห่งอัสซีเรียทรงยกทัพมารุกรานแผ่นดินทั้งหมด เสด็จมาถึงกรุงสะมาเรียและทรงล้อมเมืองเป็นเวลาสามปี  ปีที่เก้าในรัชกาลกษัตริย์โฮเชยา กษัตริย์แห่งอัสซีเรียทรงยึดกรุงสะมาเรียได้ ทรงกวาดต้อนชาวอิสราเอลไปเป็นเชลยที่อัสซีเรีย ให้ตั้งหลักแหล่ง บ้างอยู่ที่เมืองฮาลาห์ บ้างอยู่ที่แม่น้ำฮาโบร์ในแคว้นโกซาน บ้างอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ของชาวมีเดีย” (2 พกษ 17:5-6)

        นอกจากกวาดต้อนชาวยิวออกไปจากสะมาเรียแล้ว “กษัตริย์แห่งอัสซีเรียทรงนำผู้คนจากบาบิโลน คูธาห์ อัฟวา ฮามัท และเสฟารวาอิมเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองต่าง ๆ ในแคว้นสะมาเรียแทนที่ชาวอิสราเอล” (2 พกษ 17:24) อีกด้วย

ส่วนชาวยิวที่รอดพ้นจากการถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ก็เริ่มแต่งงานกับคนต่างชาติต่างศาสนาที่อพยพเข้ามาใหม่ จนสูญเสียความเป็นยิวแท้ นับเป็นความผิดหนักและน่าอดสูอย่างยิ่ง  แม้ทุกวันนี้ ชาวยิวที่เคร่งครัดยังถือว่าบุตรหลานที่แต่งงานกับคนต่างศาสนาตายแล้ว และนิยมจัดงานศพให้ด้วย

ต่อมาอีกร้อยปีเศษ คือราวปี 600 ก.ค.ศ. อาณาจักรทางใต้คือยูดาห์ก็ถูกชาวบาบิโลนตีแตกเช่นกัน  ชาวยิวถูกกวาดต้อนไปกรุงบาบิโลน  แต่ชาวยิวกลุ่มนี้สามารถรักษาความเป็น “ยิว” ไว้ได้อย่างเคร่งครัด

ในสมัยของประกาศกเอสราและเนหะมีอาห์ กษัตริย์เปอร์เซียได้ปล่อยชาวยิวที่อยู่ในกรุงบาบิโลนกลับปาเลสไตน์  ภารกิจศักดิ์สิทธิ์และเร่งด่วนที่สุดคือการสร้างพระวิหารใหม่

ชาวสะมาเรียเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ แต่ถูกชาวยิวปฏิเสธพร้อมกับคำดูหมิ่นเหยียดหยามว่าไม่ใช่ “ยิว” แท้ จึงหมดสิทธิในพระอาณาจักรของพระเจ้าและไม่มีสิทธิร่วมสร้างพระวิหารถวายแด่พระองค์

จุดเริ่มต้นของความร้าวฉานนี้เกิดขึ้นราว 450 ปีก่อนพระเยซูเจ้า

ต่อมามีชาวยิวละทิ้งศาสนาคนหนึ่งชื่อมนัสเสห์ เขาเป็น “บุตรชายคนหนึ่งของเยโฮยาดา ผู้เป็นบุตรเอลียาชีบปุโรหิตใหญ่ ได้แต่งงานกับบุตรสาวของสันบาลลัท ชาวโฮโรนาอิม” (นหม 13:28) แล้วไปอาศัยอยู่ในสะมาเรีย  เขาได้สร้างวิหารถวายแด่พระเจ้าบนภูเขาเกรีซิมแข่งกับวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม

ราวปี 129 ก.ค.ศ. ในสมัยของมัคคาบี แม่ทัพชาวยิวชื่อ ยอห์น ฮีร์กานุส ได้ยกทัพไปตีสะมาเรีย และได้ทำลายวิหารบนภูเขาเกรีซิมจนราบคาบ  จากความร้าวฉานที่ก่อตัวขึ้นในปี 450 ก.ค.ศ. ได้พัฒนาจนกลายเป็น ความเกลียดชังฝังกระดูก ในที่สุด

ชาวยิวเรียกชาวสะมาเรียแบบดูหมิ่นเหยียดหยามว่า “ชาวคูเธียน” ซึ่งเป็นชนชาติหนึ่งที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่ในสะมาเรียโดยกษัตริย์อัสซีเรีย  พร้อมกับกำชับชาวยิวห้ามกินขนมปังของชาวคูเธียน  ผู้ใดละเมิดถือว่ามีความผิดเทียบเท่าการกินเนื้อหมู

ชาวสะมาเรียเองก็ชอบกลั่นแกล้งและหน่วงเหนี่ยวชาวยิวที่เดินทางไปจาริกแสวงบุญยังกรุงเยรูซาเล็มอยู่เสมอ  พร้อมกันนั้นก็ชักชวนผู้จาริกแสวงบุญให้หันมานมัสการพระเจ้าที่ภูเขาเกรีซิมแทนอีกด้วย

     เมื่อต่างฝ่ายต่างเกลียดชังซึ่งกันและกันอย่างนี้ จึงเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงตัดสินพระทัยเลือกเส้นทางสู่กรุงเยรูซาเล็มโดยผ่านทางสะมาเรีย

     ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังทรงส่งผู้นำสารไปล่วงหน้า เพื่อแจ้งให้ชาวสะมาเรียเตรียมรับเสด็จพระองค์ (ลก 9:52)

     ทำไมพระองค์จึงคาดหวังการต้อนรับขับสู้จากศัตรูเยี่ยงนี้ ???

          คำตอบคือเปล่าเลย... พระองค์ไม่ได้หวังการต้อนรับ

แต่พระองค์กำลัง “หยิบยื่นไมตรีจิต” ให้แก่บรรดาศัตรูของพระองค์ต่างหาก !!

เมื่อชาวสะมาเรียปฏิเสธพระเยซูเจ้า พวกเขาไม่เพียงไม่ต้อนรับพระองค์เท่านั้น แต่ยังปฏิเสธมิตรภาพที่พระองค์ทรงหยิบยื่นให้อีกด้วย !!

     ด้วยเหตุนี้ ยากอบและยอห์นสองพี่น้องจึงคิดว่าเหมาะสมและชอบยิ่งนักที่จะขอไฟจากฟากฟ้ามาเผาผลาญชาวเมืองให้สูญสิ้น และลบสะมาเรียออกไปจากแผนที่โลก (เทียบ ลก 9:54)

     แต่ “พระเยซูเจ้าทรงหันไปตำหนิศิษย์ทั้งสองคน” (ลก 9:56)

          ทำไม ?....

     พระองค์ทรงตำหนิก็เพราะทั้งสองพี่น้องมี “จิตใจคับแคบ”  พวกเขาเชื่อ รัก และติดตามพระองค์  แต่ชาวสะมาเรียไม่ได้คิดและเชื่อเหมือนพวกเขา !     

   เราต้องทำลายทุกคนที่คิด เชื่อ หรือทำไม่เหมือนเรา ให้สิ้นซากไปกระนั้นหรือ ?

     เราคิดว่าคนที่คิดต่างจากเรา พูดไม่เหมือนเรา ทำไม่ตรงใจเรา สังกัดคนละกลุ่มกับเรา ต้องเป็นฝ่ายผิดและเป็นคนบาปเสมอไปกระนั้นหรือ ?

     ประชาชนที่ขึ้นเวทีแสดงความคิดเห็นแตกต่างจากเรา ล้วนเป็นพวกกวนบ้านกินเมืองที่น่าขยะแขยงกระนั้นหรือ ?

     อย่าลืมว่า พระเยซูเจ้าทรงมีพระทัยกว้างกับเรามากสักเพียงใด ?!

พระองค์ทรงเพียรหาวิธีการที่แตกต่างกันสำหรับช่วยเหลือเราแต่ละคน  ทรงมอบหมายบทบาทหน้าที่แก่เราแต่ละคนแตกต่างกันไปเพื่อประโยชน์สุขของโลกและเพื่อนมนุษย์ทุกคน  ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า “แม้ร่างกายเป็นร่างกายเดียว แต่ก็มีอวัยวะหลายส่วน.....” (1 คร 12:12-30)

การยึดมั่นว่าความคิด ความเชื่อ และวิธีการของตนเท่านั้นถูกต้อง ได้ก่อให้เกิดสงคราม และความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากมายเหลือแสนในอดีต และกำลังเกิดขึ้นอีกมากมายหลายแห่งในปัจจุบัน

ได้แต่หวังว่าคำสอนเรื่อง “ความใจกว้าง” ของพระเยซูเจ้า จะช่วยให้เรายอมรับซึ่งกันและกันและเจริญชีวิตร่วมกันอย่างสันติ !

     สิ่งเดียวที่ต้องระลึกอยู่เสมอคือ “ความใจกว้าง” เป็นคนละเรื่องกับ “ใส่เกียร์ว่าง” ซึ่งมักชักนำให้เราคิดว่า “ธุระไม่ใช่” หรือ “ไม่อยากแกว่งเท้าไปหาเสี้ยน”

     เพราะ “ความใจกว้าง” ที่แท้จริงต้องมีพื้นฐานอยู่บน “ความรัก” ไม่ใช่ความเฉื่อยชา

     เมื่อใดก็ตามที่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยเฉพาะผู้ที่คิดเห็นแตกต่างจากเรา เกิดความผิดพลาด  แทนที่จะสมน้ำหน้าหรือมองเขาเป็นศัตรู  เราต้องถือเขาเป็นเพื่อนผู้หลงผิดและต้องเยียวยาเขาด้วยความรักตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้า

     ครั้งหนึ่งประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์นของสหรัฐอเมริกา ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าหน่อมแน้มต่อข้าศึกทางใต้มากเกินไป  แทนที่จะประหารชีวิตข้าศึกผู้ปราชัย กลับใส่เกียร์ว่างและยังให้เกียรติข้าศึกจนออกนอกหน้า

ท่านประธานาธิบดีกล่าวตอบว่า “เมื่อทำให้พวกเขาเป็นเพื่อน  ข้าพเจ้าไม่ได้ประหาร(ความเป็น)ศัตรูให้หมดสิ้นไปดอกหรือ ?” !!

     นอกจากสอนให้ “ใจกว้าง” แล้ว พระเยซูเจ้ายังสอนให้ “จริงใจ” อีกด้วย

  พระองค์ทรง “จริงใจ” กับทุกคนที่คิดจะติดตามพระองค์ โดยทรงเตือนให้ทุกคน :-

     1.คิดให้ดี  พระองค์ตรัสว่า “สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรแห่งมนุษย์ไม่มีที่จะวางศีรษะ” (ลก 9:58)

     พระองค์ไม่ประสงค์หลอกลวงผู้ใดให้ติดตามพระองค์ด้วยการสัญญาว่าจะประทานความสะดวกสบายหรือสิทธิพิเศษให้แต่อย่างใด

     ตรงกันข้าม แม้แต่ที่จะวางศีรษะก็ยังไม่มีให้ !

     พระองค์ทรงเรียกร้องมาตรฐานการดำเนินชีวิตขั้นสูงสุดชนิดหาจากที่อื่นใดในโลกนี้ไม่ได้อีกแล้ว

     ดังนั้น ผู้ที่สอนหรือปล่อยให้คริสตชนดำเนินชีวิตหย่อนยาน เข้ากับมาตรฐานของโลกเป็นปี่เป็นขลุ่ย จึงต้องถือว่าได้ทำร้ายพระเยซูเจ้าอย่างเจ็บปวดที่สุด

     ยิ่งพวกที่คิดว่าเป็นคริสตชนแล้วต้องได้สิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น ได้เช่าที่วัด ได้ส่วนลด  ลูกหลานได้เรียนฟรี....ฯลฯ

       วันนี้ยิ่งต้อง “คิดให้ดี” หากยังคิดจะติดตามพระองค์ต่อไป !

     2.ทำทันที

     ข้าราชการชาวอังกฤษผู้หนึ่งเล่าว่า เด็กชาวอาหรับผู้มีสติปัญญายอดเยี่ยมคนหนึ่งได้รับทุนการศึกษาให้เลือกเรียนต่อที่ออกซ์ฟอร์ดหรือแคมบริดจ์  คำตอบของเขาคือ “ผมจะรับทุนต่อเมื่อฝังศพบิดาเรียบร้อยแล้ว” ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นบิดาของเขาพึ่งจะมีอายุ 40 ปีต้นๆ

          นี่คือความคิดของชาวตะวันออก !

     เพราะฉะนั้น เมื่อชายคนที่สองทูลพระเยซูเจ้าว่า “ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าไปฝังศพบิดาของข้าพเจ้าเสียก่อน” (ลก 9:59) จึงไม่ได้หมายความว่าบิดาของเขาตายแล้ว

     สิ่งที่อยู่ในความคิดของเขาคือ “ข้าพเจ้าจะติดตามพระองค์หลังจากบิดาของข้าพเจ้าสิ้นบุญแล้ว”

     พระองค์จึงตรัสถ้อยคำที่ฟังแล้วเหมือนแล้งน้ำใจอย่างยิ่ง นั่นคือ “จงปล่อยให้คนตายฝังคนตายเถิด  ส่วนท่านจงไปประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า” (ลก 9:60)

      ประเด็นของพระองค์คือต้อง “ทำทันที” !

 ถ้าคิดจะติดตามพระองค์ ก็ไม่ต้องรีรอ

      พระองค์ทรงทราบดีว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีช่วงเวลาวิกฤติของมัน  หากเราผิดพลาดในช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งนี้ โอกาสที่สิ่งนั้นจะไม่สำเร็จหรือไม่เกิดขึ้นเลยย่อมมีอยู่สูง

      นักจิตวิทยาก็ยืนยันเหมือนกันว่า หากเราเกิดความรู้สึกที่ดี แล้วไม่รีบลงมือทำ โอกาสที่จะเกิดความรู้สึกดี ๆ เช่นนั้นอาจไม่หวนกลับมาอีกเลย ดุจดังสายน้ำที่ไม่ไหลกลับ

      ฉะนั้น หากวันนี้เราคิดจะกลับมาหาพระองค์ ต้องรีบลงมือทันที  อย่ารีรอจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน !

      3.อย่าท้อถอย  พระองค์ตรัสว่า “ผู้ใดที่จับคันไถแล้วเหลียวดูข้างหลัง  ผู้นั้นก็ไม่เหมาะสมกับพระอาณาจักรของพระเจ้า” (ลก 9:62)

       นี่คือความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ !

      มีผู้ใดหรือที่สามารถไถดินให้เป็นร่องตรงได้ โดยที่สายตาจับจ้องอยู่เบื้องหลัง? ฟังดูเหมือนเกินจริงที่จะมีผู้ใดหันหลังไถนา  แต่จริง ๆ แล้วเราทำแบบนี้บ่อยจนเป็นความเคยชิน นั่นคือ เราชอบดำเนินชีวิตหันไป “จมอยู่กับอดีต”

      จริงอยู่ ในอดีต เราอาจเคยมีตำแหน่งใหญ่โต  มีบทบาทสำคัญในวัด หรือในหมู่บ้านของเรามาก่อน

      แต่วันนี้ ไม่ใช่วันวาน !

      เราจะมัวคิดถึงอดีต เรียกร้องให้ทุกคนปฏิบัติต่อเราเหมือนในอดีต  หรือจะมัวจมอยู่กับความผิดพลาดที่ผ่านมาทำไม ?

      วันนี้ พระเยซูเจ้าทรงเรียกเรา “ให้ดำเนินชีวิตมุ่งไปข้างหน้าเสมอ”

      และข้างหน้าของเราคือ “พระอาณาจักรของพระเจ้า”

      

    อย่ามัวอาลัยอาวรณ์อดีต  อย่ามัวจมอยู่กับอดีต

      แม้มันจะหวานชื่นหรือขื่นขมสักเพียงใดก็ตาม !!!


ขอขอบพระคุณ คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ และคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
Sigree วันที่ : 04/07/2007 เวลา : 23.30 น.
http://www.oknation.net/blog/sigree
ขอกรุณาแห่งพระเจ้า อำนวยพรแด่ท่านทั้งหลาย

มาเชิญไปชม
ศิลปะอิสลามในเขตพระราชวังดุสิตครับ
http://www.oknation.net/blog/photo-sigree/2007/07/04/entry-1
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน