• ธิดายอห์น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : daughters.of.john@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-14
  • จำนวนเรื่อง : 55
  • จำนวนผู้ชม : 13277
  • จำนวนผู้โหวต : 14
  • ส่ง msg :
more
ข้อคิดจากพระคัมภีร์เพื่อชีวิต (Bible for Life)
ขอเป็นสื่อกลางแบ่งปันข่าวดีและความรักของพระคริสตเจ้าแด่ทุกท่าน ด้วยข้อคิดจากพระคัมภีร์ (Bible) ที่เข้าใจง่ายและมีคุณค่ากับชีวิต พระวรสารประจำสัปดาห์ แนะนำพระคัมภีร์เบื้องต้น บทความที่น่าสนใจ ฯลฯ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bible
วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม 2550
ข้อคิดจากพระวรสารประจำสัปดาห์ (15 กรกฎาคม 2007)
Posted by ธิดายอห์น , ผู้อ่าน : 170 , 21:06:01 น.   | หมวดหมู่ : ข้อคิดจากพระวรสารประจำสัปดาห์  
พิมพ์หน้านี้


อาทิตย์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

 ข่าวดี   ลูกา 10:25-37

          (25)ขณะนั้น นักกฎหมายคนหนึ่งยืนขึ้นทูลถามเพื่อจะจับผิดพระองค์ว่า “พระอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำสิ่งใดเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร” (26) พระองค์ตรัสถามเขาว่า “ในธรรมบัญญัติมีเขียนไว้อย่างไร ท่านอ่านว่าอย่างไร” (27) เขาทูลตอบว่า “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดกำลัง และสุดสติปัญญาของท่าน ท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” (28) พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ท่านตอบถูกแล้ว จงทำเช่นนี้ แล้วจะได้ชีวิต”

          (29)ชายคนนั้นต้องการแสดงว่าตนถูกต้องจึงทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “แล้วใครเล่าเป็นเพื่อนมนุษย์ของข้าพเจ้า”  (30)พระเยซูเจ้าจึงตรัสต่อไปว่า “ชายคนหนึ่งกำลังเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโค เขาถูกโจรปล้น พวกโจรปล้นทุกสิ่ง ทุบตีเขา  แล้วก็จากไป ทิ้งเขาไว้อาการสาหัสเกือบสิ้นชีวิต  (31)สมณะผู้หนึ่งเดินผ่านมาทางนั้นโดยบังเอิญ เห็นเขาและเดินผ่านเลยไปอีกฟากหนึ่ง  (32)ชาวเลวีคนหนึ่งผ่านมาทางนั้น  เห็นเขาและเดินผ่านเลยไปอีกฟากหนึ่งเช่นเดียวกัน  (33)แต่ชาวสะมาเรียผู้หนึ่งเดินทางผ่านมาใกล้ ๆ เห็นเขาก็รู้สึกสงสาร  (34)จึงเดินเข้าไปหา เทน้ำมันและเหล้าองุ่นลงบนบาดแผลแล้วพันผ้าให้ นำเขาขึ้นหลังสัตว์ของตนพาไปถึงโรงแรมแห่งหนึ่งและช่วยดูแลเขา  (35)วันรุ่งขึ้นชาวสะมาเรียผู้นั้นนำเงินสองเหรียญออกมามอบให้เจ้าของโรงแรมไว้กล่าวว่า “ช่วยดูแลเขาด้วย เงินที่ท่านจะจ่ายเกินไปนั้น ฉันจะคืนให้เมื่อกลับมา”  (36)ท่านคิดว่าในสามคนนี้ใครเป็นเพื่อนมนุษย์ของคนที่ถูกโจรปล้น”  (37)เขาทูลตอบว่า “คนที่แสดงความเมตตาต่อเขา” พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด” 

***************************

          เส้นทางจากกรุงเยรูซาเล็มซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 700 เมตร สู่เมืองเยรีโคซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 400 เมตร ได้ชื่อว่าอันตรายที่สุดเส้นทางหนึ่งในปาเลสไตน์ เหตุว่าระยะทางเพียง 32 กิโลเมตร แต่ถนนกลับลาดชันต่างระดับกันถึง 1,100 เมตร

          นอกจากถนนจะลาดชันแล้ว หนทางยังคับแคบ เต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ และมีทางเลี้ยวหักมุมมากมาย เหมาะแก่การซุ่มจู่โจมของพวกโจรเป็นอย่างยิ่ง

          ในศตวรรษที่ 5 นักบุญเยโรมถึงกับเรียกเส้นทางสายนี้ว่า “ถนนแดง” หรือ “ถนนเลือด”

แม้ล่วงเลยมาจนถึงศตวรรษที่ 19 ผู้เดินทางยังต้องจ่ายเงินให้ชาวอาหรับพื้นเมืองเพื่อแลกกับความปลอดภัยในการใช้เส้นทางสายนี้

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน  ยังมีพวกอาบูจิลดาห์คอยหยุดรถและปล้นคนเดินทางอยู่เป็นอาจิณ เพราะกว่าตำรวจจะมาถึงพวกเขาก็หนีขึ้นภูเขาไปเรียบร้อยแล้ว

          นี่คือความเหนือชั้นของพระเยซูเจ้าที่สามารถนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำบนเส้นทางระหว่างกรุงเยรูซาเล็มกับเมืองเยริโค  มาประยุกต์เป็นคำสอนและหลักการอันลึกซึ้ง !!!

           ในอุปมาเรื่อง “ชาวสะมาเรียผู้ใจดี”  มีตัวละครสำคัญ 4 คนด้วยกัน กล่าวคือ

          1.       ชายที่ถูกโจรปล้น  เขามีนิสัยมุทะลุ บ้าระห่ำ และขาดความยั้งคิดอย่างยิ่งที่อาจหาญเดินทางพร้อมสินค้าหรือของมีค่าผ่านเส้นทางนี้ตามลำพัง  เพราะปกติชาวยิวจะรอคอยจนมีคนรู้จักหรือพ่อค้าด้วยกันเองจำนวนมากพอ แล้วออกเดินทางพร้อมกันเป็นกองคาราวาน

                   งานนี้เขาจึงต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ ต่อชะตากรรมอันเลวร้ายที่ถูกโจรปล้นและทำร้ายจนอาการปางตาย  จะเที่ยวโยนความผิดให้โจรหรือโทษเคราะห์กรรมอื่นใดไม่ได้

          2.       สมณะ  เขารีบเดินหลบไปอีกฟากหนึ่งโดยไม่แตะต้องชายที่ถูกโจรปล้นเลย  อาจเป็นไปได้ว่าเขากำลังคิดถึงธรรมบัญญัติที่ว่า “ผู้ที่แตะต้องศพของผู้ใดก็ตามต้องเป็นมลทินอยู่เจ็ดวัน” (กดว 19:11)  หากชายผู้นั้นเสียชีวิตแล้ว หรือเสียชีวิตขณะให้ความช่วยเหลือ การสัมผัสตัวเขาย่อมทำให้ตนเองมีมลทิน และหมดสิทธิประกอบพิธีกรรมหรือถวายเครื่องบูชาใด ๆ ในพระวิหารไปอีกเจ็ดวัน

                   เขาไม่ยอมเสี่ยงเสียสิทธินี้  เพราะพระวิหารและพิธีกรรมมีความหมายต่อเขามากกว่าความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์ !

                   สำหรับเขา พิธีการอยู่เหนือความรัก !!

          3.       ชาวเลวี  ดูเหมือนจะเข้าใกล้ชายเคราะห์ร้ายมากกว่าสมณะ แต่ก็เดินผ่านไปด้วยเกรงว่าชายผู้นั้นอาจเป็น “นกต่อ” แกล้งบาดเจ็บล่อให้เหยื่อหลงหยุด เพื่อให้พรรคพวกที่แอบซุ่มอยู่เข้าจู่โจมทำร้ายและปล้นทรัพย์ ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมกันมากในหมู่โจรสมัยนั้น

                   สำหรับชาวเลวีผู้นี้ คติพจน์ประจำตัวของเขาคือ “Safety First” หรือ “ปลอดภัยไว้ก่อน”  เขาไม่พร้อมที่จะเสี่ยงหรือ “เปลืองตัว” เพื่อช่วยเหลือผู้ใดทั้งสิ้น !

          4.       ชาวสะมาเรีย  มักถูกชาวยิวตราหน้าว่าเป็น “คนเลว” เพราะเชื่อผิด สอนผิด และปฏิบัติผิดแผกจากบัญญัติของโมเสส  แม้พระเยซูเจ้าเองยังถูกพวกยิวกล่าวหาว่า “เป็นชาวสะมาเรียและถูกปีศาจสิง” (ยน 8:48)

                   ชาวสะมาเรียผู้นี้จึงอาจเป็นเพียงชาวยิวคนหนึ่งที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “คนเลว”  ไม่ใช่ชาวสะมาเรียโดยกำเนิด  หาไม่แล้วเขาคงไม่สามารถติดต่อค้าขายกับชาวยิวและแวะพักแรมที่โรงแรมแห่งนี้เป็นประจำ จนกระทั่งรู้จักกันดีกับเจ้าของ

                   แม้จะถูกชาวยิวโดยเฉพาะพวกฟาริสีดูหมิ่นเหยียดหยามว่าเป็นคนเลวและไร้ค่าเพียงใดก็ตาม  แต่เขายังมี “สิ่งดี” ที่อาจทำให้ผู้มีหน้ามีตาในสังคมหลายคนต้องอับอาย

                   4.1      เขาซื่อสัตย์  เจ้าของโรงแรมจึงเชื่อใจและให้เครดิตเขาสูงมาก

                   4.2      เขาพร้อมช่วยเหลือผู้อื่น  ความรักของพระเจ้าดำรงอยู่ในหัวใจของเขา แม้บางครั้งเขาอาจเชื่อหรือปฏิบัติผิดไปบ้างก็ตาม

                             ทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะพบเห็นผู้ที่สังคมยกย่องว่าเป็นคนดีมัวสลวนอยู่กับตำรา หรือชอบอ้างข้อความเชื่อและบทบัญญัติมากกว่าการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น  ส่วนผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลวกลับรักและมีน้ำใจเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์มากกว่าเสียอีก !

                             ดังนั้น เพื่อไม่ให้หลงทางไปจากพระเยซูเจ้า เราจึงต้องตระหนักอยู่เสมอว่าในบั้นปลายชีวิต พระเจ้าทรงตัดสิน ไม่ใช่จากสิ่งที่เรารู้หรือเชื่อ แต่จากสิ่งที่เราได้กระทำตลอดชีวิตของเรา !

         

          เมื่อนักกฎหมายผู้มีเจตนาร้ายทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำสิ่งใดเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร”  พระองค์ทรงถามกลับว่า “ในธรรมบัญญัติมีเขียนไว้อย่างไร ท่านอ่านว่าอย่างไร” (ลก 10:26-27)

          สิ่งที่ชาวยิวผู้เคร่งครัดต้องอ่านทุกวันคือธรรมบัญญัติที่คัดมาจากพระคัมภีร์สี่ตอนได้แก่

1.       อพยพ บทที่ 13 ข้อ 1–10 ว่าด้วยการเฉลิมฉลองเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ เพื่อระลึกถึงสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงกระทำเพื่อนำชาวยิวออกจากอียิปต์

2.       อพยพ บทที่ 13 ข้อ 11–16 ว่าด้วยการถวายบุตรคนแรกและสัตว์ตัวแรกแด่พระยาห์เวห์ เพราะพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ได้ประหารบุตรชายคนแรกของชาวอียิปต์ เพื่อทำให้ฟาโรห์ยอมปลดปล่อยชาวยิวจากการเป็นทาส

3.       เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 6 ข้อ 4–9 กล่าวถึงพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้า จึงต้องรักพระองค์สุดจิตใจ สุดวิญญาณ และสุดกำลังของเรา

4.       เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 11 ข้อ 13–20 กล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ที่ชาวยิวจะได้รับหากรักและรับใช้พระยาห์เวห์โดยไม่หันไปนับถือพระเท็จเทียม รวมถึงคำสั่งให้ชาวยิวพร่ำสอนเรื่องเหล่านี้แก่บรรดาบุตรหลานตลอดไป

ข้อความเหล่านี้ได้รับการจารึกลงบนม้วนกระดาษ ใส่ไว้ในกล่องหนังเล็ก ๆ สองใบ ใบหนึ่งห้อยไว้ที่ข้อมือ อีกใบหนึ่งคาดไว้ที่หน้าผาก ตามที่โมเสสสั่ง (ฉธบ 11:18)

          คำตอบของนักกฎหมายที่ว่า “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดกำลัง และสุดสติปัญญาของท่าน” คือส่วนหนึ่งของข้อความในกล่องหนัง ซึ่งถือว่าสุดยอดแล้ว (ฉธบ 6:4 และ 11:13)

          แต่เพื่อความแน่นอนสูงสุด เขาจึงเสริมข้อความจากหนังสือเลวีนิติเข้าไปอีกตอนหนึ่งว่า “ท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” (ลนต 19:18)

          พร้อมกันนั้น เขาได้ทูลถามพระองค์เพื่อความถูกต้องว่า “แล้วใครเล่าเป็นเพื่อนมนุษย์ของข้าพเจ้า” (ลก 10:30)

          อันที่จริง คำถามนี้เป็นปัญหาของชาวยิวจริง ๆ เพราะพวกเขาถือว่า “เพื่อนมนุษย์” ได้แก่ชาวยิวด้วยกันเองเท่านั้น  รับบีบางคนถึงกับห้ามช่วยเหลือหญิงต่างชาติใกล้คลอดที่กำลังทุกข์ทรมานแสนสาหัส เพราะนั่นเท่ากับช่วยเพิ่มคนต่างศาสนาให้แก่โลกอีกคนหนึ่ง

          แต่สำหรับพระเยซูเจ้า “เพื่อนมนุษย์” ของเราคือ

          1.       ทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือ แม้ตัวเขาเองจะเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหานั้นขึ้นมาดังเช่นชายที่ถูกโจรปล้นก็ตาม

          2.       ทุกคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นชาวยิว ชาวสะมาเรีย หรือชนชาติและศาสนาใดก็ตาม  ความช่วยเหลือของเราต้องแผ่กว้างดุจดังความรักของพระเจ้า

          อนึ่ง ความช่วยเหลือของเราต้อง “เป็นรูปธรรม” ไม่ใช่แค่แสดงความเห็นอกเห็นใจเท่านั้น  เหมือนชาวสะมาเรียที่ไม่เพียงรู้สึกสงสาร แต่ยังเดินเข้าไปหาคนที่เป็นทั้งศัตรูและยังบ้าระห่ำ ขาดความยั้งคิด  เพื่อเทน้ำมันและเหล้าองุ่นลงบนบาดแผลแล้วพันผ้าให้  พร้อมกับนำเขาขึ้นหลังสัตว์ของตนพาไปถึงโรงแรมและช่วยดูแลเขา  เท่านี้ยังไม่พอ วันรุ่งขึ้นเขายังมอบเงินสองเหรียญแก่เจ้าของโรงแรมกล่าวว่า “ช่วยดูแลเขาด้วย เงินที่ท่านจะจ่ายเกินไปนั้น ฉันจะคืนให้เมื่อกลับมา” (ลก 10:35)

          เมื่อได้ฟังอุปมาของพระเยซูเจ้า นักกฎหมายผู้นั้นตระหนักได้ทันทีว่า “เพื่อนมนุษย์” ของคนที่ถูกโจรปล้นคือ “คนที่แสดงความเมตตา” ดุจเดียวกับชาวสะมาเรียผู้ใจดีคนนี้

ด้วยพระสุรเสียงที่หนักแน่นแต่แฝงด้วยความเมตตา พระองค์ตรัสว่า “ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด” (ลก 10:37)

          “ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด” !

          “ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด” !!

                      “ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด” !!!


ขอขอบพระคุณ คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ และคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน