• ธิดายอห์น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : daughters.of.john@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-14
  • จำนวนเรื่อง : 55
  • จำนวนผู้ชม : 13278
  • จำนวนผู้โหวต : 14
  • ส่ง msg :
ข้อคิดจากพระคัมภีร์เพื่อชีวิต (Bible for Life)
ขอเป็นสื่อกลางแบ่งปันข่าวดีและความรักของพระคริสตเจ้าแด่ทุกท่าน ด้วยข้อคิดจากพระคัมภีร์ (Bible) ที่เข้าใจง่ายและมีคุณค่ากับชีวิต พระวรสารประจำสัปดาห์ แนะนำพระคัมภีร์เบื้องต้น บทความที่น่าสนใจ ฯลฯ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bible
วันอังคาร ที่ 24 กรกฎาคม 2550
ข้อคิดจากพระวรสารประจำสัปดาห์ (22 กรกฎาคม 2007)
Posted by ธิดายอห์น , ผู้อ่าน : 69 , 09:14:27 น.   | หมวดหมู่ : ข้อคิดจากพระวรสารประจำสัปดาห์  
พิมพ์หน้านี้


ขออภัยในความล่าช้าสำหรับสัปดาห์นี้...

อาทิตย์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี   ลูกา 10:38-42

          (38) ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินพร้อมกับบรรดาศิษย์ พระองค์เสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง สตรีผู้หนึ่งชื่อมารธารับเสด็จพระองค์ที่บ้าน  (39) นางมีน้องสาวชื่อมารีย์ซึ่งนั่งอยู่แทบพระบาทขององค์พระผู้เป็นเจ้าคอยฟังพระวาจาของพระองค์  (40) มารธากำลังยุ่งอยู่กับการปรนนิบัติรับใช้จึงเข้ามาทูลว่า “พระเจ้าข้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือที่น้องสาวปล่อยดิฉันคนเดียวให้ปรนนิบัติรับใช้ ขอพระองค์บอกเขาให้มาช่วยดิฉันบ้าง” (41) แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบว่า “มารธา มารธา เธอเป็นห่วงและวุ่นวายหลายสิ่งนัก (42) สิ่งที่จำเป็นมีเพียงสิ่งเดียวมารีย์ได้เลือกเอาส่วนที่ดีที่สุดที่จะไม่มีใครเอาไปจากเขาได้”

************************

           ที่บ้านของมารธาและมารีย์สองพี่น้อง  พระเยซูเจ้าทรงเตือนให้ระลึกถึงคุณธรรมที่โลกเกือบลืมไปแล้ว 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ

          1.       การยอมรับความแตกต่าง

                   ในวงการศาสนาดูเหมือนเรื่องนี้จะเป็นปัญหาเรื้อรังและไม่ค่อยมีใครยอมอ่อนข้อให้แก่กันและกัน โดยเฉพาะระหว่างนักกิจกรรมกับนักพรต

          มีคริสตชนกลุ่มหนึ่งซึ่งมากด้วยพลัง  พวกเขาชอบจัดกิจกรรมหรือไม่ก็ชอบเข้าร่วมกิจกรรมเกือบทุกค่าย ไม่ว่าที่ไหนจะจัดอบรม สัมมนา หรือจัดจาริกแสวงบุญไปแห่งหนตำบลใด พวกเขาเป็นต้องเข้าร่วมด้วยช่วยกันทุกครั้งไป  หากให้พวกเขาใช้ชีวิตสงบเงียบและจำศีลภาวนาอยู่กับบ้าน รับรองว่าอกแตกตายแน่

          ปัญหาของคนกลุ่มนี้คือ พวกเขาไม่เข้าใจและยอมรับไม่ได้ที่เห็นคนอีกกลุ่มหนึ่งเอาแต่นั่งรำพึงภาวนาอยู่ในอารามหรือเฝ้าศีลอยู่ในวัด ราวกับต้องการปล่อยชีวิตผ่านไปเงียบ ๆ โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดแก่สังคม

          คนกลุ่มแรกนี้เปรียบได้กับ “มารธา” !

                   กลุ่มที่สองตรงกันข้ามกับกลุ่มแรก คือนอกจากเน้นชีวิตสงบเงียบ การรำพึงภาวนาและการเฝ้าศีลมากกว่าการทำกิจกรรมแล้ว ส่วนใหญ่ยังชอบดูหมิ่นเหยียดหยามพวกนิยมชมชอบกิจกรรมเป็นชีวิตจิตใจ ว่าไม่ศรัทธา ไม่สวดภาวนา ไม่เฝ้าศีล และไม่ค่อยอยู่ติดบ้านติดวัดอีกต่างหาก

                    กลุ่มที่สองนี้เปรียบได้กับ “มารีย์” !

                   ปัญหาค้างคาใจทุกคนคือ ต่างฝ่ายต่างก็บอกว่าตัวเองถูก  ตกลงแล้วกลุ่ม “มารธา” หรือ “มารีย์” เป็นฝ่ายถูกกันแน่ ?

                   เพื่อจะตอบปัญหานี้ ก่อนอื่นใดหมดต้องเข้าใจก่อนว่า พระดำรัสที่ว่า “มารีย์ได้เลือกเอาส่วนที่ดีที่สุด” (ลก 10:42) มิได้หมายความว่าพระเยซูเจ้าทรงตัดสินให้กลุ่มมารีย์เป็นฝ่ายถูก  พระองค์เพียงต้องการบอกว่า “ณ เวลานี้ และ ณ สถานการณ์เช่นนี้ มารีย์ได้เลือกทำสิ่งที่ดีที่สุด”

                    และเมื่อพระองค์ตรัสกับมารธาว่า “สิ่งที่จำเป็นมีเพียงสิ่งเดียว” (ลก 10:42) ก็มิได้หมายความว่าพระองค์ทรงตำหนิการกระทำของมารธา  แต่เป็นไปได้มากว่ามารธากำลังวุ่นวายอยู่กับการตระเตรียมอาหารมากมายหลายอย่างสำหรับพระองค์ ในขณะที่พระองค์ทรงต้องการอาหารเพียงจานเดียว อาจเป็นข้าวผัดหรือผัดไทยสักจานก็เพียงพอแล้ว

                   กล่าวโดยสรุปก็คือ พระองค์ทรงต้องการทั้งมารีย์สำหรับสนทนากับพระองค์ และมารธาสำหรับเตรียมอาหารให้พระองค์ !

                   และที่สำคัญ พระองค์ทรงรักทั้งมารธาและมารีย์ !

                   เพราะฉะนั้นคำตอบสุดท้าย ในมุมมองของพระเยซูเจ้าก็คือ ไม่ว่าเราจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มของมารธาหรือมารีย์ก็ตาม พระองค์ทรงรักและทรงต้องการเราทุกคน...

                   ไม่มีกลุ่มใดผิด และ ไม่มีกลุ่มใดถูกมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง !

                   เราต้องไม่ลืมว่า พระเจ้าทรงประทานพระพรพิเศษแก่แต่ละคนแตกต่างกันไป  ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวว่า “พระพรพิเศษมีหลายประการ แต่มีพระจิตเจ้าพระองค์เดียว  มีหน้าที่หลายอย่างต่างกัน แต่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว  กิจการมีหลายอย่าง แต่มีพระเจ้าพระองค์เดียวผู้ทรงกระทำทุกอย่างในทุกคน  พระจิตเจ้าทรงแสดงพระองค์ในแต่ละคนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” (1 คร 12:4-7)

                   บางคนอาจเป็นนักพรตนั่งพนมมือ สวดภาวนา และคิดไตร่ตรองเรื่องราวต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง เพื่อเผยแพร่ข่าวดีให้เหมาะสมกับยุคสมัย

                   แต่บางคนอาจเป็นแม่ครัวที่ทำงานไปพลาง สวดไปพลางแบบซื่อๆ ว่า “ข้าแต่พระเจ้า  ลูกไม่มีเวลาที่จะเป็นนักบุญโดยการออกไปแพร่ธรรม หรือนั่งสนทนากับพระองค์จนดึกดื่น  ขอพระองค์โปรดให้ลูกเป็นนักบุญโดยการปรุงอาหารอร่อย ๆ ให้ผู้อื่นรับประทาน และล้างจานชามให้สะอาดอยู่เสมอด้วยเทอญ”

                   เรามั่นใจได้ว่า ทั้งสองกลุ่มกำลังรับใช้พระเจ้า เพราะพระองค์ทรงต้องการทั้ง “มารธา” และ “มารีย์” !!

          2.       การคิดถึงหัวอกของผู้อื่น

                   เพื่อจะเข้าใจความหมายของคุณธรรมประการนี้ จำเป็นต้องเข้าใจสภาพจิตใจของพระเยซูเจ้าในขณะนั้นเสียก่อน

                   ก่อนเสด็จมาที่บ้านของมารธาและมารีย์ ลูกาบันทึกไว้ว่า “เวลาที่พระเยซูเจ้าจะต้องทรงจากโลกนี้ไปใกล้เข้ามาแล้ว พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่จะเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม” (ลก 9:51)

          ไปเยรูซาเล็มก็คือไปตายบนไม้กางเขน !

          ไม่ว่ามนุษย์หน้าไหนต่างกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น  ยิ่งเป็นความตายสุดโหดและสุดทรมานบนไม้กางเขนด้วยแล้ว ยิ่งน่ากลัวหนักเข้าไปอีก

          พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกเช่นเดียวกันคือกลัว  และนอกจากจะกลัวแล้ว ทั้งความคิดและจิตใจของพระองค์ยังต้องต่อสู้กันอย่างเคร่งเครียดระหว่างการทำ “ตามใจของพระองค์เอง” กับการทำ “ตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า”

                   เมื่อเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธานี  สิ่งเดียวที่พระองค์ทรงปรารถนาคือการ “ปลีกพระองค์” จากฝูงชนสักสองสามชั่วโมง เพื่อจะได้มีเวลาสงบเงียบตามลำพัง จิตใจจะได้ผ่อนคลายหายเครียด

                    ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงเสด็จเข้าบ้านของมารธาและมารีย์สำหรับ “ปลีกพระองค์”

                   ด้วยความรักเต็มหัวอก มารธาจึงกระวีกระวาดเตรียมอาหารที่ดีที่สุดและมากที่สุดเท่าที่จะหาได้ จนต้องทูลขอพระเยซูเจ้าให้ส่งมารีย์น้องสาวมาช่วยกันทำ

                   ทั้งหมดนี้นางทำไปด้วยความรักและความปรารถนาดีแท้ ๆ !

                   แต่มารธาช่างโชคร้ายเหลือประมาณ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนา  ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ เป็นเพราะความหวังดีของนางอีกนั่นแหละที่ได้ทำลาย “ความสงบเงียบ” อันเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาไปจนหมดสิ้น !

                   ตรงกันข้ามกับมารีย์ นางเข้าถึง เข้าใจ และคิดถึงหัวอกของพระเยซูเจ้า !

                   นางจึงนั่งอยู่แทบพระบาทคอยฟังพระองค์.....เพราะลำพัง “ฟัง” อย่างเดียว ก็สามารถช่วยเหลือผู้คนได้มากมายนับไม่ถ้วนแล้ว

                   น่าเสียดายที่ปัญหาของมารธายังคงเป็นปัญหาของเราตราบจนทุกวันนี้

                   หลายครั้งเรามีน้ำใจดีช่วยเหลือผู้อื่น แต่เขากลับไม่ยินดีเลย  สาเหตุคงเกิดจากการทำตามแบบ “มารธา” นั่นคือเราช่วยเหลือเขา “ตามวิถีทางของเราเอง” และบังเอิญนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ

                   เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องกระทำก่อนอื่นใดหมดคือ คิดถึงหัวอกของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วแยกแยะให้ได้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่  มิใช่คิดแต่เพียงว่าเราต้องการให้อะไรแก่เขา

                   นี่สิถึงจะเรียกว่า “เมตตา” จริง !!!

                   เพราะคำฮีบรู chesedh (เขะเส็ด) ซึ่งเราแปลว่า “เมตตา” นั้น หมายถึง “ความสามารถที่จะเข้าไปอยู่ในผู้อื่น แล้วมองด้วยสายตาของผู้อื่น คิดด้วยความคิดของผู้อื่น และรู้สึกด้วยความรู้สึกของผู้อื่น”

              ผู้ที่มีความเมตตาสูงสุดก็คือพระเจ้านั่นเอง  เพราะพระองค์ทรงส่งพระบุตรแต่เพียงองค์เดียวลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อพระบุตรจะได้มองแบบมนุษย์ คิดแบบมนุษย์ และรู้สึกแบบมนุษย์

                    ด้วยเหตุนี้ พระบุตรจึงทรงรู้จักและเข้าใจชีวิตมนุษย์อย่างถ่องแท้ และสามารถเป็นที่พึ่งของเราได้ในทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม

                    อาศัยความเมตตาและการรู้จักคิดถึงหัวอกของผู้อื่นนี้เอง ที่ทำให้เราดำรงชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะเราต่างเอาใจใส่ (care) และคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่นก่อนคิดถึงความรู้สึกของตนเอง

          พระเยซูเจ้าทรงรักมารธาและมารีย์  และทั้งสองต่างก็รักพระองค์สิ้นสุดหัวใจ

          เพียงแต่ว่า มารีย์เท่านั้นที่คิดถึงหัวอกของพระองค์ !


ขอขอบพระคุณ คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ และคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน