พิมพ์หน้านี้
|
5,000 กม. ตามรอยเส้นทางสายไหม (2)
“กำแพงสูง เสียดฟ้า น่าคร้ามครั่น ก่อขึ้นกั้น เรา-เขา ด้วยเกรงขาม ศัตรูศึก รุกคืบ เข้าเขตคาม หวังตีตาม ตีแตก แบ่งแยกชน จึงชาวเมือง
ร่วมมือ อย่างมุ่งมั่น สร้างกำแพง ขึ้นกั้น ทุกแห่งหน ด้วยศรัทธา อุตสาหะ มานะทน จนเห็นผล แห่งพลัง อลังการ” นั่นเป็นความรู้สึกแรกที่ผมได้เห็นกำแพงเมืองซีอาน หรือ ฉางอานในอดีต
และเป็นอดีตเมืองหลวงของจีน อายุราว 4,000 ปี เข้าไปแล้ว บนกำแพงเมือง
ที่มีความกว้าง ประเมินด้วยสายตา ก็น่าจะขนาดรถคันใหญ่ๆ สวนกันได้ 2 คันแบบสบายๆ
เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความมุ่งมั่น ความอุตสาหะของคนในยุคโบราณ แต่ถ้ามองกันอีกแง่ นี่ก็คือความสูญเสียของหลายๆคน
เสียโอกาส เสียเวลาที่จะไปทำเรื่องอื่น เพราะต้องอุทิศแรงกายแรงใจ หรืออาจจะต้องอุทิศชีวิตกันเลยทีเดียว
และอีกแง่ก็คือ
กำแพงที่เห็นสูงใหญ่ขนาดนี้ และมีความยาวโดยรอบ ด้านละ 10 กม. รวม 40 กม. คนสร้างว่ามีมานะแล้ว
คนที่พยายามบุกเข้าตี น่าจะมีมานะ และความบ้าบิ่นมากกว่า
เพราะดูแล้วนึกไม่ออกว่าจะปีนขึ้นมาได้อย่างไร ซีอาน
เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหม หรือว่า ซือ โฉ จือ ลู่ (丝绸之路) ในอดีต ยุค ฮั่น อู่ ตี้ ดังนั้นการย้อนรอยเส้นทางสายไหม 5,000 กม.กับรายการโตโยต้า
ไฮลักซ์ วีโก้ ชาเลนเจอร์ คาราวาน ทริป ทู ซิลค์โรด ของผมจึงเริ่มต้นที่เมืองซีอาน
ซึ่งแน่นอนว่าก่อนเดินทาง ก็ต้องหาโอากาสไปเที่ยวสัก 2-3
แห่งแล้วแต่เวลาจะเอื้ออำนวย ซึ่งก็ไปกันที่วัดห่านป่าใหญ่
หรือวัดที่พระถังซำจั๋งมานั่งแปลพระไตรปิฎก สุสานทหารดินเผาจิ๋นซี และก็กำแพงเมืองอันอลังการนี่แหละครับ ผมลองสวมวิญญาณทหารซีอาน สอดส่องดูแลความเรียบร้อยโดยรอบจากบนกำแพง ไม่เห็นศัตรู จะเห็นก็แค่ผู้สูงอายุมาเล่นซอร้องเพลง เห็นโต๊ะสนุกเกอร์ และก็เห็นคนนั่งเล่นไพ่นกระจอกกันแบบแนบชิดติดกำแพง หลังจากนอนซีอาน
2 คืน การเดินทางก็เริ่มขึ้น เราเอาฤกษ์เอาชัยกันที่อนุสาวรีย์ซิลค์โรด ที่แกะสลักจากหินเป็นรูปของพ่อค้าทั้งชาวจีน
ชาวเปอร์เซีย และก็ยังมีรูปแกะสลักม้า และอูฐ พาหนะสำคัญในช่วงเวลานั้น . เป้าหมายการเดินทางวันแรก อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตก 700 กม. นั่นคือเมืองหลานโจว เส้นทางขับรถช่วงแรกเป็นไฮเวย์ 4 เลน แบบมีเกาะกลางไปพักใหญ่ ทำให้คาราวานสามารถขยับความเร็วที่เกินกฎหมายกำหนด 110 หรือ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไปอยู่ในระดับ 150-160 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกตำรวจทางหลวงที่ขับรถโฟล์คสวาเก้น ซานตาน่าไล่จับ เพราะว่ารถนำขบวนเรานั้น ก็เป็น ซานตาน่าของทางหลวงจีนเช่นเดียวกัน ตำรวจจีนนำทางแบบอำนวยความสะดวกเต็มที่
มีไฟแดงก็จัดการให้ฝ่าไปได้ มีรถติดรถสวนในช่วงที่ทางลดขนาดเหลือ 2 เลน สวนทางก็ยังสามารถกันรถบรรทุกนานายี่ห้อของจีน
เอาไว้ให้ได้เช่นกัน ทำให้การเดินทางรวดเร็วมากขึ้น จนกระทั่ง....... ผมไม่อยากนึกถึงครับ
เหตุการณ์นั้น แม้มันจะไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก กับการเสียเวลาไปเกือบๆ หนึ่งชั่วโมง
แต่ในเวลานั้น อารมณ์นั้น ยอมรับว่าหวั่นใจว่าเราจะอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก
เพราะขบวนของเราที่แซงซ้าย (จีนขับชิดขวา) ตามตำรวจเข้าไปอัดกันอยู่ในอุโมงค์ ก็พบว่าที่ทางออก
รถที่วิ่งสวนมาก็ทำเช่นเดียวกับเรา เท่ากับว่ามีรถอัดแน่นกันอยู่ทั้ง 2 เล่น เดินหน้าก็ไม่ได้
ถอยหลังก็ไม่มีที่ เพราะรถคันหลัง ที่เป็นรถท้องถิ่นก็ตามกันมาแน่นไปหมด แต่ไม่ว่าเป็นฝีมือใครก็ตาม
ที่ผมยังไม่รู้ถึงวันนี้ และก็ยากที่จะรู้ ทำให้ช่วยแงะ ช่วยแซะ จนรถต่างๆ สามารถหลบกันได้ทีละน้อยๆ
จนกระทั่งหลุดไปได้ในที่สุด ต้องชื่นชมฝีมือ และอีกอย่างก็ชื่นชมคนที่ใช้รถใช้ถนนวันนั้น
เพราะแม้จะมีบางคนออกมาโวยวายเสียงลั่นอุโมงค์ ลั่นถนนไปหมด แต่หลายคนก็ยังดูมีสุขภาพจิตที่ดี
ยิ้มแย้มแจ่มใส รวมถึงหนุ่มน้อยวัยสัก 5-6 ขวบที่หยิบยื่นขนมให้ผมผ่านหน้าต่างรถเชอรี่
คันเล็กของพ่อเขา (***
เชอรี่ เป็นยี่ห้อรถ และตอนนี้กลุ่มซีพี มีแผนจำเอามาทำตลาดในบ้านเราครับ) แม้จะแก้สถานการณ์มาได้ แต่เราก็ต้องเจอกับอุปสรรคใหม่ นั่นคือเส้นทางที่ชำรุด
หรือบางช่วงก็ยังสร้างไม่เสร็จ เมื่อบวกกับฝนที่พรมพรำลงมาตลอดเวลา ทำให้รถต้องค่อยๆ
เคลื่อนที่ ไม่สามารถทำความเร็วได้มากนัก และบางช่วงก็ต้องหยุดเพื่อรอหลบกับรถที่สวนทางมา . . อาหารกลางวัน
ที่มีไก่ ผัก 2-3 อย่าง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ หมั่นโถ และปลา ที่ร้านอาหารเล็กๆ ในเมืองเทียนฉุ่ย
จึงเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ หลังจากที่หย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกหัวโล้น ซึ่งเย็นเฉียบจากอุณหภูมิภายนอกที่หนาวเย็น
เมื่อเวลาบ่าย 3 โมง และอาหารเย็นของเราจึงอยู่ใกล้ๆ เที่ยงคืน และเมื่อเข้าช่วงบ่ายแก่ๆ
ไปจนถึงเย็นย่ำค่ำมืด เราก็พบกับอุปสรรคใหม่ที่เข้าขากันได้ดีกับสายฝนที่ยังไม่หยุดตก
และอากาศที่หนาวเย็น จนกระจกรถเกิดฝ้า นั่นคือ หมอกหนา ที่ทำให้มองเห็นเส้นทางได้ไม่ไกลนัก
สมาธิในการขับรถจึงถูกเรียกมาใช้งานมากกว่าปกติ แต่สิ่งที่ตามมาด้วยโดยไม่ได้เชิญก็คือ
ความเครียด จะไม่ให้เครียดได้อย่างไร
ฝนก็มี หมอกก็มาก ถนนก็เล็ก ลื่น เส้นถนนก็มองแทบไม่เห็น หนำซ้ำ จีนชน ยังนิยมเปิดไฟสูงขับรถอีกต่างหาก
เส้นทางสายไหมช่วงแรก
จึงไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนกับชื่อของมันแต่อย่างใด |
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||