วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2551
ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ในมุมมองซิมองของข้าพเจ้า
Posted by
มงกุฎ2529
,
ผู้อ่าน : 141
, 14:02:35 น.
| หมวดหมู่ :
เปิดเพลง
พิมพ์หน้านี้
|
ชื่อ "The Impossibles" นี้ ... เมื่อเริ่มได้ยินคำนี้เมื่อไร ท่านที่คลุกวงอยู่กับเสียงเพลงมานานก็คงจะนึกถึงชื่อวงดนตรีสัญชาติไทยวงหนึ่งซึ่งมีผลงานเพลงไพเราะน่าฟัง ด้วยรูปแบบดนตรีสากล นับเป็นวงสตริงวงแรกๆของไทยเห็นจะได้ หรืออาจกล่าวว่าเป็นวงดนตรีคณะหนึ่งของไทยที่สร้างปรากฏการณ์ที่สำคัญให้กับวงการเพลงของไทย(ตามคำทายทักของนักอนุรักษ์เพลงทั้งหลาย)
สำหรับข้าพเจ้า หรือต่อไปก็จะเรียกสั้นๆว่า "ฉัน" แล้วกัน ... ฉันเองเริ่มได้ยินชื่อวงดนตรีคณะนี้มาตั้งแต่ปี 1990 แรกๆฉันยังไม่ทราบความหมายของชื่อวงว่าอะไร แต่ฉันเริ่มได้ยินมาจากทางสื่อโทรทัศน์ รู้ว่าคณะ "ดิอิมฯ" มีดาราและพิธีกรยอดนิยมที่ชื่อ "เศรษฐา ศิระฉายา" เป็นนักร้องนำ ฉันก็เลยได้ยินเสียงร้องอันกังวานของลุงต้อยคนนี้เรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นเพลง "ทะเลไม่เคยหลับ" , "โอ้รัก" หรือจะเป็นเพลงร้องประสานอย่าง "ชื่นรัก" ที่ภายหลังทราบว่าเดิมเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องโทน ของลุงเปี๊ยก โปสเตอร์ และอีกเพลงที่มารู้ความหมายที่แท้จริงของชื่อวง นั่นคือเพลง "เป็นไปไม่ได้"
เมื่อฉันได้ยินเพลงเหล่านี้เมื่อแรกเริ่ม ฉันจึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า การมา "ออกเทป" ของคณะดิอิมฯ เป็นการกลับมารับใช้ด้วยเสียงเพลงอีกครั้งหลังจากร้างเวทีไปถึง 13 ปี โดยมีค่ายเพลง "นิธิทัศน์" เป็นผู้อำนวยให้เกิดผลงานอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลอีกชิ้นหนึ่ง หลังจากที่ทางค่ายส่ง สุเทพ, สวลี, ชรินทร์, ดาวใจ, ฯลฯ ออกไปแล้ว
สิ่งที่ดิอิมฯ เปลี่ยนไปอย่างที่ได้ยินเห็นกัน นอกจากหน้าตาที่สูงวัยกว่าเดิมแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการบันทึกเสียงก็เป็นของสมัยเก่าบวกกับของสมัยใหม่ การเรียบเรียงเสียงประสานก็เปลี่ยนใหม่ แต่ที่ไม่คิดจะเปลี่ยนก็คือ "ขนานแท้และดั้งเดิม" ดังที่ระบุไว้บนหน้าปกอัลบั้มการกลับมาของคณะนี้ ซึ่งถือเป็นวงสตริงคณะแรกของไทยที่กลับมารวมตัวอย่างกลมเกลียวกันอีกในทศวรรษ 1990 โดยใช้เหล่าสมาชิกยุครุ่งเรืองอย่างที่เห็น 
ในอัลบั้มแรกของพวกเขาในยุคที่ธุรกิจเพลงไทยเจริญรุ่งเรืองอย่างมากมายมหาศาล นอกจากจะมีเพลงเก่าๆมาบันทึกเสียงใหม่แล้ว ยังมีเพลงที่เขียนขึ้นมาใหม่เพื่อให้สมกับการกลับมาดังชื่อเพลง "กลับมาแล้ว" ซึ่งเป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่ฟังแล้ว...ไม่อยากคิดถึง เป็นเสียงร้องของลุงต้อย ร่วมด้วย ลุงต๋อย-วินัย พันธุรักษ์ ลุงอู๊ด-สิทธิพร อมรพันธ์ และทั้งคณะ
หลังจากนั้น กระแสดิอิมฯก็ค่อยๆจางลง และสมาชิกแต่ละคนก็ทำงานของตัวเองกันไป ตามถนัด ขณะเดียวกันฉันก็ไม่ลืมภาพในวันนั้น จนกระทั่งฉันขึ้นชั้นประถม เสียงเพลงของดิอิมฯ ก็กลับมาก้องกังวานจนต้องได้ยินแทบทุกวัน แต่มันมาจากเสียงร้องของศิลปินรุ่นหลังๆที่มักจะนำเอาบทเพลงของศิลปินต้น ฉบับนำมาร้อง หรือที่เรียกเป็นภาษาติดปากคนยุคไอทีว่าเป็นการ Cover นั่นแล บางคนก็นำมาร้องบรรเลงเป็นภาษาร็อกอำพัน บางคนก็ลูกทุ่ง ว่าอย่างนั้น ทำให้ตัวศิลปินต้นฉบับถึงกับต้องออกเทปอีกสักชุดเป็นการปลอบใจ เป็นต้นว่ามีเพลง "หนาวเนื้อ", "รักกันหนอ", "ขาดเธอขาดใจ", "ไม่มีวันที่เราจะพรากจากกัน", "ชาวดง" รวมถึงเพลงที่แต่งไว้นานแล้วแต่ยังไม่ค่อยได้ออกมาอยู่สองสามเพลง เมื่อมีเทปขายก็ยังมีรายการโทรทัศน์ตามมาสัมภาษณ์และจัดแสดง ตามด้วยคอนเสิร์ตของตัวเองเพื่อเรียกศรัทธาของแฟนเพลงรุ่นไหนๆที่มีใจรัก ดิอิมฯ
นับจากนั้นฉันยังรักและเข้าใจ เฝ้าติดตามงานของดิอิมฯ และสมาชิกแต่ละคนอยู่เรื่อยๆ พยายามศึกษาความเป็นมาของดิอิมฯอยู่เรื่อยๆ แม้ว่ายังไม่ได้ใกล้ชิดกับตัวจริงเสียงจริงสักคน จนกระทั่งมีข่าวที่สร้างความเสียใจให้กับแฟนเพลงของพวกเขา โดยเฉพาะการสูญเสียสมาชิกไปอย่างน้อยสองคน เริ่มจาก "เรวัต พุทธินันทน์" สมาชิกดิอิมฯในยุคท้ายๆก่อนจะแยกวง จนมาถึง "ปราจีน ทรงเผ่า" หรือลุงปุ๊ ปราจีน อเรนเจอร์มือฉกาจประจำวง และวงอื่นๆด้วย
ฉันถึงกับไปร่วมงานศพลุงปุ๊กันถึงวัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขนเลย ตั้งแต่วันสวดพระอภิธรรม ถ้าจำความไม่ผิดฉันไปวันสุดท้ายก่อนจะเคลื่อนย้ายศพ ..ได้พบหน้าเป็นๆครั้งแรกกับเหล่าสมาชิกดิอิมฯ ยกคณะ ญาติๆของคุณลุงปราจีน รวมทั้งเพื่อนๆศิลปินที่เคยร่วมงานกันมาด้วย จนได้มีโอกาสทักทายกับพวกเขาอย่างชื่นใจจนไม่เห็นมีใครร้องไห้สักกะคน อาจจะมีบางเวลาที่พูดขัดๆอยู่บ้างก็ให้อภัยกันได้ เพราะฉันพูดไม่มาก บางทีก็ออกเรื่อยเปื่อยไปบ้างตามภาษาเด็กมหา'ลัยปีแรก แต่คนที่เจอกันแล้วถึงกับเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเรือฟรีๆ ก็มีอาแต๋ง ภูษิต ไล้ทอง แห่งคณะเฉลียงคนหนึ่งล่ะ แล้วก็มีคุณลุงวิรัช อยู่ถาวร คุณลุงป๊อก วิชัย อึ้งอัมพร เป็นต้น ก่อนกลับก็ได้คุย ได้ร้องเพลง และถ่ายรูปกับเหล่าสมาชิกคณะดิอิมฯ เท่าที่จำหน้าจำเสียงได้ก็มีลุงต้อย ลุงต๋อย ลุงอู๊ด ลุงแตง จนมาถึงวันงานพระราชทานเพลิงศพที่วัดมกุฎกษัตริยาราม ใกล้สะพานมัฆวานรังสรรค์ ก็ได้เจอกันอีก และเจอกับอีกหลายๆคน รวมทั้งภรรยาและทายาทของสมาชิกดิอิมฯแต่ละคน และฉันก็ได้ส่งบทกลอนที่เขียนไว้ประมาณสองบทให้เหล่าสมาชิกได้อ่านเก็บไว้ ฉันส่งให้ลุงต้อยเก็บไว้ด้วยนะ แต่ถึงวันนี้บทกลอนนั้นคงยังอยู่ที่บ้านลุงต้อย ถ้าอ่านแล้วคิดจะเอาไปใช้เป็นเพลงนำไปบรรเลงในคอนเสิร์ตได้ก็เอาเถอะ แต่ว่าตอนนี้ฉันได้เตรียมบทกลอนใหม่ที่จะไปให้พวกลุงๆ ในวันแสดงคอนเสิร์ตเมื่อไรที่ฉันสะดวกและไปถึงกันได้
ฉันมองซิมองดิอิมฯ มาตลอด หลังจากงานศพแล้วก็ได้เจอกันอีกเป็นบางครั้งบางคราว อย่างล่าสุดฉันก็ไปงานโชว์รถเก่าๆที่เซ็นทรัลเวิลด์ เจอวงดนตรีอะไรสักวง เล่นเพลงฝรั่งยุค 60s เมื่อมองใกล้ๆ อ๋อ..คุ้นๆนะ เห็นมีอยู่สองคน คือ ลุงอู๊ด มาเล่นเบสส์ กับ ลุงแตง ตีกลอง เล่นไปสี่ห้าเพลง ฉันมารู้ว่าเป็นวงดนตรีชื่อคณะ "The Better" ล้อวงดังชื่อเดอะ บีทเทิลส์ สมาชิกสองในสี่มาจากคณะดิอิมฯ อีกคนหนึ่งเป็นชายลูกครึ่งอดีตมือกีตาร์วงพลอย อีกคนหนึ่งชื่อ อ.โสภณ แล้วฉันจึงเก็บรายละเอียดอย่างลึกซึ้งขึ้นอีกเกี่ยวกับสมาชิกส่วนหนึ่ง ของดิอิมฯ ที่เล่นดนตรีอีกวงหนึ่ง
ปัจจุบันนี้ หากจะแยกเป็นคนๆไป ..ลุงต้อย ยังคงเล่นหนัง เล่นละครออกมาบ้าง รับงานร้องเพลงออกคอนเสิร์ตเป็นบางครั้งบางคราว และมีเวลาส่วนหนึ่งให้กับการศึกษาด้วย ลุงต้อยได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่รามฯ ไหนยังมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมให้กับทางสถาบันอีกด้วยนะ ..ลุงต๋อย หรือ วินัย ยังคงคลุกคลีอยู่ในวงการเพลง เป็นนายกสมาคมอะไรสักอย่าง และเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานให้ยืนหยัดตามรอยคุณพ่อว่าอย่างนั้น ..ลุงแตงก็ตีกลองเรื่อยๆ เล่นประจำวง The Better เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ..ลุงแดง หรือ พิชัย มาหลังๆฉันเห็นลุงแดงไปเป็นหุ้นส่วนร้านอาหารใกล้สนามซ้อมกอล์ฟ อยู่ถนนงามวงศ์วาน ข้างซอยชินเขต (ไม่ไกลจากบ้านฉันเอง) ถ้าฉันได้ไปเจอลุงแดงที่นั่นจริงๆ เค้าอาจจะบอกว่า "อ๋อ..ฉันไม่เคยเจอหน้าคุณเลย เห็นเพื่อนๆฉันเจอะเจอกับคุณแล้ว ฉันยินดีจะพาไปซ้อมกอล์ฟ หรือถ้าร้องเพลงเป็น เล่นอะไรเป็น ก็เชิญร้องเพลงได้เลยนะ เราบริการให้ฟรี" ..และลุงอู๊ด The Better อีกคน ยังคงอยู่เบื้องหลังงานเพลง โดยล่าสุดใครที่เป็นแฟนละครของลุงฉลอง ภักดีวิจิตร เรื่อง "ทอง๙" งานเพลงละครพร้อมด้วยเสียงร้องของลูกลุงหลอง นั่นเป็นฝีมือการอะเร้นจ์ของลุงอู๊ดเองแหละ
และงานใหญ่ที่ใกล้จะถึง(นับจากวันที่ฉันเขียนเพื่อเผยแพร่ในนี้)ก็คือ คอนเสิร์ตของลุงต้อยและชาวคณะดิอิมฯ ที่ใช้ชื่อไทยๆว่า "เพราะ...ไม่มีเหตุผล" อย่างที่เราเพิ่งทราบๆกัน ฉันจะไปดูจริงๆหรือไม่ยังไม่ตกลง แต่ถ้าเกิดพลาดเนื่องจากบัตรหมด-เต็มทุกที่นั่งก็ไปเจอกันคราวหลัง
(ทำเสียงแบบแอ๊ด คาราบาว พรีเซ็นเตอร์รถกระบะยี่ห้ออันดับหนึ่งของไทย) เพราะที่สิ่งที่ฉันนำมาเขียนให้ได้อ่านกันนี้...ไม่ได้โฆษณา ไม่ได้ประชาสัมพันธ์คอนเสิร์ตหรอกนะครับ แต่เพื่อเสนอประสบการณ์ของมิตรรักแฟนเพลงท่านหนึ่ง อายุไม่ถึง 30 ที่รู้จักกลุ่มคนที่มอบเสียงเพลงให้เป็นที่ประจักษ์มานานถึง 45 ปี ประวัติหรือรายละเอียดปลีกย่อยของวงดนตรีระดับตำนานนั้นคงต้องไปค้นจากที่อื่น หรือในเว็บนี้ก็ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับวงดิอิมฯด้วยนะพี่น้อง
(ทำเสียงเป็นเศรษฐา ศิระฉายา) คุณก็ "มอง...ซิมอง ดิ อิมฯ"
|