พิมพ์หน้านี้
|
"ไขก๊อก" สวนลุมไนท์บาซาร์ รุก รับ ปรับ สู้ สู่ตลาดใหม่ ปิดสวนลุมฯ เรื่อง "ชิล ชิล" ของผู้ประกอบการไอเดียเด็ด เพราะที่นี่เป็นแค่ "หนึ่งในเวที" ที่หาใหม่ได้สบายๆ ทั้งขึ้นห้าง ทั้งตลาดใหม่ๆ แบบไม่มี "จนแต้ม" ข้อพิพาทระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบริษัท พี.คอน.ดีเวลลอปเม้นท์ (ไทย) จำกัด ในเรื่องสัญญาเช่าพื้นที่ ของ "สวนลุมไนท์บาซาร์" ที่ดูเหมือนจะยืดเยื้อกินเวลานานที่สุด อาจจะเป็นอุปสรรคใหญ่ยักษ์ของผู้ประกอบการกลุ่มใหญ่ แต่สำหรับผู้ประกอบการ "มืออาชีพ" กลุ่มนี้ พวกเขามองว่า นี่เป็นแค่อีกบททดสอบสำหรับคนทำธุรกิจในการ "รุก รับ ปรับ สู้" การปรับตัวก้าวแรกของเขาคือหันมาจับธุรกิจใหม่ โดยลองขายงานไอเดียที่ทำเองบ้าง จากเสื้อยืดซื้อมาขายไป ก็เป็นนาฬิกาติดผนังดีไซน์เก๋ไก๋ ถูกตาต้องใจลูกค้าต่างชาติทั้งยุโรปและเอเชีย เมื่อทุกอย่างเริ่มไปด้วยดี ก็พบอุปสรรคก้อนใหม่ อย่างยอดขาช้อปที่ลดลง ภาระค่าเช่าที่ที่สูงขึ้น สิ่งที่หนุ่ม "พชร" จัดการกับหน้าร้านของเขาคือหาของใหม่ๆ ที่พอขายได้มาลงที่ร้าน เรียกว่าอะไรก็ตามที่ขายนักท่องเที่ยวได้ ก็อยู่ในโจทย์เขาหมด "อย่างพวกไม้เกาหลัง ไม้ช็อตไฟฟ้ายุง ญี่ปุ่น เกาหลีชอบนะ เขาซื้อ ดูเหมือนว่าจะขายไม่ได้แต่กลับขายดีมาก ผมเห็นว่าถ้าขายได้ ทำไมเราจะไม่ทำ โดยใช้พื้นที่ว่างๆ ในร้านมาวางขาย ถ้าเขาไม่ซื้อนาฬิกาเรา ก็จะต้องมีของติดมือไปสักชิ้นแน่" การปรับเกมที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เลิกยึดติดหน้าร้าน และหาอนาคตให้กับสินค้าของตัวเอง โดยขยายช่องทางจัดจำหน่ายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า "พอเริ่มมีข่าวว่าสวนลุมไนท์ฯ ใกล้จะปิด เราจะมารอพื้นที่ตรงนี้ไม่ได้ เพราะมันไม่มั่นคง เลยหาทางเพิ่มยอดขาย และหาหน้าร้านใหม่ไปพร้อมๆ กัน" เขาเริ่มจากตีโจทย์ว่า จะเลือกขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ที่สำคัญต้อง "เข้าถึง" กลุ่มเป้าหมายจริง พร้อมๆ กับมีสินค้าใหม่ๆ มารองรับ "เริ่มจากฝากขายของตามห้างสรรพสินค้า โดยเน้นตลาดต่างชาติเป็นหลัก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ โดยไปที่เซ็นทรัล เวิลด์ และร้านลอฟท์ รวมถึงตลาดกลางคืนใหม่ที่จะเปิดแถวบิ๊กซีราชดำริ แม้จะยังไม่เปิดตอนนี้แต่เราก็เล็งๆ อยู่ ถ้ามีความเป็นไปได้ก็จะเข้าไปลองดู" แนวคิดการเลือกทำเลของ "พชร" เขาบอกแค่ว่า ดูที่ตัวสินค้าเป็นหลักว่า ผลิตมาขายใคร และทำเลแบบไหนที่ลูกค้าเป้าหมายไปช้อป "พชร ธนพัชรศิริ" เจ้าของร้านนาฬิกา แบรนด์ "IGLOO" (อิ๊ก-กลู) หนึ่งในผู้ประกอบการเลือดใหม่ที่มีมุมมองการปรับตัวที่น่าสนใจ เขาอยู่กับสวนลุมไนท์ฯ มานานถึง 4 ปี โดยออกสตาร์ทกับธุรกิจร้านขายเสื้อผ้า เสื้อยืดทั่วไป ที่ใครๆ ก็ขายกันได้ ซึ่งทำไปสักระยะหนึ่งก็เริ่มมีร้านอื่นมาขายตาม ทำให้ราคาของเสื้อต้องตกลงกว่าครึ่ง เมื่อแข่งกันที่ราคาธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องสนุกอีกต่อไป"Frame design" ถือเป็นสมาชิกของสวนลุมไนท์ฯ ยุคบุกเบิก พวกเขาอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เริ่มต้น ผ่านวิกฤตการณ์มานับครั้งไม่ถ้วน บางทีการปิดสวนลุมไนท์ฯ อาจวิกฤติน้อยกว่าชะตากรรมตลอดที่ผ่านมาก็ได้ "ช่วงวิกฤติ ตั้งแต่สึนามิเป็นต้นมาลูกค้าต่างชาติหายไปเยอะมาก ช่วงนี้ก็ใกล้เคียงกัน เพราะสถานการณ์ทางการเมืองบ้านเรา ลูกค้าต่างประเทศลดลง กระทบกับยอดขายทุกร้าน เรียกว่าตกลงกว่า 50% จากที่เราเคยขายได้เดือนละกว่าแสนบาท ตอนนี้ก็ไม่ถึงแล้ว เหลือเพียงครึ่งก็ดีแล้ว" การรู้ตัวเองตั้งแต่ต้น ทำให้ก่อนสวนลุมไนท์ฯ จะปิดฉาก แทนการเลือกเป็น "แนวร่วม" ยึดหน้าร้าน พวกเขาเลือกปรับเกมกลยุทธ์พร้อมๆ กับการเปิดหน้าร้านใหม่บนทำเลสำรอง ประเดิมด้วยไปการเปิดหน้าร้านที่ "JJ MALL" สวนจตุจักร ขยายฐานลูกค้าจากเดิมไปจับกลุ่มลูกค้าคนไทยเพิ่มขึ้น "ที่สวนลุมลูกค้าต่างชาติประมาณ 70% ที่เหลือเป็นคนไทย แต่ JJ MALL ตรงกันข้าม คือคนไทยประมาณ 70% ตรงนี้ช่วยขยายโอกาสในประเทศให้เราด้วย เรียกว่าได้ทั้งลูกค้าคนไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ก็ยังมองหาตลาดใหม่ๆ อย่างที่ถนนนราธิวาส ที่กำลังจะเปิด ก็น่าสนใจ โดยจะเน้นตลาดใหม่ ที่มีนักท่องเที่ยวพอประมาณ แม้ว่าช่วงเริ่มต้นคนอาจจะยังน้อย อย่างสวนลุมไนท์ฯ ก็ใช้เวลาประมาณ 2 ปี จึงจะประคองตัวเองได้ แต่การไปตลาดใหม่ เราสู้ค่าเช่าได้ ที่สำคัญเราไม่ได้เน้นตลาดที่มีคนเดินเยอะ เพราะเน้นการขายส่งอยู่แล้ว" นอกจากหน้าร้านในประเทศ เขายังหาโอกาสโกอินเตอร์ ด้วยการชิมลางออกงานต่างประเทศด้วย เพื่อหาพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ ที่จะสยายปีก "Frame design" ออกสู่ตลาดสากล แม้ว่าสวนลุมไนท์บาซาร์เป็นเหมือนเวทีแรก ที่ทำให้ใครหลายคนได้รู้จัก "Frame design" แต่เขาไม่คิดว่า นี่จะเป็น "เวทีเดียว" ที่จะเอื้อต่อการเติบโตที่แข็งแกร่งของพวกเขาได้ นั่นจึงทำให้เขายืนยันว่า "สวนลุมไนท์ฯ ปิดก็ไม่ได้กังวล เพราะเรายังมีตลาดอีกมาก"ศักยภาพของตัวสินค้ามีบทบาทสำคัญที่จะส่งใบเบิกทางให้ผู้ประกอบการสวนลุมไนท์ฯ ขยับขยายกิจการของตัวเองต่อไปได้ และไม่ต้องเจ็บตัวจากการขาดทำเลขายอย่างกะทันหัน "นิวัฒน์ บริรักษ์" เจ้าของร้าน "FUNGI" งานดีไซน์ไอเดียคนรักเห็ด และเรกเก้ เขาและแฟนเป็นศิลปินตัวยง ที่ผลิตผลงานเอง ขายกันเอง หัวคิดสร้างสรรค์ของทั้งสองคน ทำให้ได้สินค้าที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยคอนเซปต์เก๋ไก๋ไม่วิ่งตามแฟชั่น ภายหลังจากการมาเปิดหน้าร้านที่สวนลุมไนท์บาซาร์ 2 คูหา ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพราะค่าเช่าไม่แพงมากเมื่อเทียบกับทำเลฮอตฮิตอย่างตลาดนัดสวนจตุจักร "FUNGI" เริ่มมีลูกค้าขาประจำและขาจร อยู่พอตัว แต่การเป็นศิลปินที่ไม่มีหัวทางธุรกิจเอาเลย ทำให้เมื่อสถานการณ์ของสวนลุมไนท์ฯ ไม่ดีขึ้น ยอดขายของที่ร้านก็ถูกกระทบ จนต้องปิดหน้าร้านไป 1 คูหา และเหลือหน้าร้านเล็กๆ ไว้จัดแสดงผลงานของตัวเองเท่านั้น แรงกดดันที่เผชิญหน้าทำให้สองศิลปินต้องเพิ่มแนวคิดคนทำธุรกิจมากขึ้น แนวคิดสำคัญ คือ พวกเขาไม่หวังขายสินค้าแค่เพียงหน้าร้าน แต่ต้องหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับผลงานตัวเองอยู่เสมอ เพราะเมื่อวันหนึ่งหากไม่มีหน้าร้านที่สวนลุมไนท์ฯ แล้ว ก็ต้องเชื่อได้ว่า เวทีของพวกเขาจะยังไม่หมดสิ้น "ถ้าที่นี่ปิด ก็มองที่จะหาทำเลใหม่อย่างสวนจตุจักร เพราะตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สุด แต่ก่อนหน้านั้น เราก็พยายามเอาผลงานไปอยู่ในงานสายอื่นๆ ด้วย เพื่อให้คนได้รู้จักเรามากขึ้น อย่างที่ผ่านมาผมก็รับทำอาร์ตเวิร์ค ออกแบบปกเทป ออกแบบเสื้อผ้าให้ศิลปิน วง "Kai-Jo Brother" ให้งานของเราได้ออกไปข้างนอก ไม่ใช่แค่รอลูกค้าที่จะเดินผ่านมาซื้อที่ร้านเท่านั้น" แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับ "รอยต่อ" ของวิกฤติครั้งสำคัญ แต่การ รุก รับ ปรับ สู้ ทำให้พวกเขาพบ "ทางออก" ของทางตันแล้ว บายไลน์ จีราวัฒน์ คงแก้ว cheerawat @ nationgroup.com เช่นเดียวกับ "ณัชชัชพงศ์ ศศลักษณานนท์" เจ้าของแบรนด์ "Frame design" กรอบรูป กระจก หน้ากากเรซิ่น สไตล์ "เวณิช" งานศิลปะชั้นเยี่ยมที่สะกดทุกสายตาลูกค้าต่างชาติ |
| Bizweek's Grand Opening | ||
. |
||
|
View All |
||
| BizWeek | ||
ไฮไลท์ ประจำสัปดาห์ มาแล้ววว !! |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |