วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม 2549
จากศรีธนญชัยถึงพันท้ายนรสิงห์
Posted by
กาแฟดำ
,
ผู้อ่าน : 471
, 11:49:13 น.
พิมพ์หน้านี้
|
วันพุธที่ 13 ธันวาคม เป็นข่าวดีที่คุณสุรยุทธ์ จุลานนท์ เลือกเส้นทาง "แกร่งวิชา" และปฏิเสธวิถีชีวิตแบบ "เลียตีน สินมาก ปากสอพลอ ล่อไข่แดง" เพราะหาไม่แล้ว วันนี้เราคงไม่มีพลเอกสุรยุทธ์ ที่ประกาศคุณธรรมและยึดหลักพรหมวิหาร 4 คือ "เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา" เป็น "วาระแห่งชาติ" เพื่อการเสริมสร้างสังคมไทยให้แข็งแกร่ง อบอุ่น และสมานฉันท์ เมื่อเปรียบเทียบอย่างนี้ จึงจะเห็นชัดว่าระบอบทักษิณ ที่ยึดเอา "ประชานิยม" และ "ความฟุ้งเฟ้อเกินตัว" เป็นหลักนั้นเป็นคนละเรื่องกับการประกาศ "จริยธรรม" เป็นหลักชัยของประเทศของวันนี้โดยสิ้นเชิงเพราะระบอบทักษิณไม่ให้ความสำคัญกับจริยธรรม จึงปล่อยให้คนโกงกินบ้านเมืองได้ด้วยสารพัดรูปแบบ "นวัตกรรม" หรือ innovation ของยุคทักษิณ คือการคิดวิธีการใหม่ของคนมีอำนาจหรือใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจใน การแสวงหาประโยชน์จากคนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน มิใช่ความสามารถสร้างสรรค์ เพื่อทำความดีความถูกต้องให้ปรากฏในแผ่นดิน ความแตกต่างระหว่างการยึดเอา "ศรีธนญชัย" เป็น role model หรือแบบอย่างของสังคมกับการประกาศว่าพันท้ายนรสิงห์ ผู้ยึดมั่นในความเป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อหลักการเป็นวีรบุรุษในใจของคนไทยทุกคนนั้นย่อมประจักษ์ถึงการแยกแยะความดี บริสุทธิ์กับความเลวในคราบของความคล่องแคล่วอย่างไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก ที่เราควรจะเป็นห่วงอย่างยิ่งคือการให้เยาวชนไทยยุคนี้เห็นความสำคัญของการทำความดีในชีวิตประจำวัน และเพียงแค่พยายามทำความดี รักความเป็นธรรมยังไม่พอ คนรุ่นใหม่จะต้องมีความสำนึกร่วมในการต่อต้านพฤติกรรมฉ้อฉลในทุกรูปแบบอย่างเป็นระบบอีกด้วยเพราะเพียงแค่ห้าปีของระบอบทักษิณนั้น ได้ทำให้เด็กไทยเกิดค่านิยมทางด้านเสื่อมเสียอย่างน่ากลัวยิ่ง เช่น เห็นลูกหลานของผู้นำมีเงินเป็นพันเป็นหมื่นล้านโดยไม่ต้องทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เห็นลูกหลานคนดังเป็นข่าวหน้าหนังสือพิมพ์เหมือนแสดงความชื่นชมเพียงเพราะพวกเขาเหล่านั้นแต่งตัวด้วยสินค้าราคาแพงหรือมีกิจกรรมด้านบันเทิงที่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกถึงความรู้ความสามารถที่มีเนื้อหาสาระทางด้านส่งเสริมความดีความถูกต้องเลย เมื่อ "ศรีธนญชัย" เป็นตัวอย่างแม่แบบของสังคมไทย เยาวชนไทยก็ชื่นชมคนที่สามารถหลบหลีกการทำหน้าที่พลเมืองดี เช่น การเสียภาษีหรือการใช้เงินใช้ทองอย่างฟุ่มเฟือย หรือเดินควงดาราไปกระทำกิจกรรมไร้สาระทั้งหลายทั้งปวง เพียงเพราะ "พ่อฉันใหญ่ แม่ฉันรวย ญาติฉันดัง" ซึ่งก็พลอยทำให้กระแสสังคมที่ภูมิต้านทานอ่อนเปลี้ยเพลียแรงนั้น โอนเอียงตามไปด้วยอย่างน่ากังวลยิ่งแต่หากรัฐบาลชุดนี้เอาจริงเอาจังกับการชำระล้างสังคมให้สะอาด ปราบปรามการโกงกินทุกรูปแบบอย่างไม่ไว้หน้าใคร และสั่งสมค่านิยมการต่อต้านกลยุทธ์แห่งการฉ้อฉลอย่างรู้เท่าทัน ส่งเสริมคนดีและคุณธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ความเป็นวีรบุรุษอย่าง "พันท้ายนรสิงห์" ก็จะหวนกลับมาสู่สังคมไทยอย่างเป็นระบบ นานเหลือเกินแล้ว ที่สังคมไทยไม่ได้ออกมาปกป้องคนดีคนเสียสละ กลับหันไปให้ท้ายคนรวยคนมีอำนาจ จนทำให้คนอยากทำความดี คนทุ่มเทเพื่อความถูกต้อง กลายเป็น "ชนส่วนน้อย" ของสังคม ซึ่งผลที่ตามมาก็คือการปล้นสะดมสังคมไทย โดยคนโกงคนเลวในระดับรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หวังว่า "วาระแห่งชาติเรื่องจริยธรรม" ที่นายกฯ สุรยุทธ์ ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จะตามมาด้วยมาตรการที่เป็นรูปธรรม ที่จะสร้างคุณค่าแห่งความเป็นคนไทยบนพื้นฐานของความถูกต้อง การพร้อมจะเสียสละเพื่อทำความจริงให้ปรากฏ การมีกติกาที่ชัดเจนในการประเมินระดับแห่งธรรมาภิบาลในวงราชการ มาตรการป้องกันและปราบปรามนักการเมืองฉ้อฉลอย่างชัดแจ้ง เด็กไทยรุ่นใหม่ที่ทันสมัยจะต้องไม่กลัวความจริง ยกย่องจิตวิญญาณสัตย์ซื่อต่อความถูกต้องอย่างพันท้ายนรสิงห์และไม่ไหว้ใครเพียงเพราะเขารวยหรือมีตำแหน่งใหญ่โตปณิธานของคนไทยรุ่นใหม่ที่จะฟื้นฟูจริยธรรมของชาติ คือจะต้องไม่คบหา ไม่ไหว้และไม่ให้เกียรติคนโกง...และแสดงความรังเกียจต่อคนประเภท "ศรีธนญชัย" อย่างเปิดเผยและอย่างมีแนวร่วมทั่วสังคม ถ้าวันนี้ เด็กไทยยังถามว่า "พันท้ายนรสิงห์" เป็นใคร? นั่นย่อมแปลว่า กระบวนการสร้างชาติของเรายังห่างไกลจากเป้าหมายนัก
|