วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม 2549
10ปียังไม่สายเกินกว่าการสมานฉันท์ของ"สองเสือผู้เฒ่า"
Posted by
กาแฟดำ
,
ผู้อ่าน : 214
, 16:41:31 น.
พิมพ์หน้านี้
|
วันอังคารที่ 19 ธันวาคม ตกลงคนไทยจะเชื่อตามอดีตนายกฯ มาเลเซีย มหาธีร์ โมฮัมหมัด หรือเปล่าที่พูดล่าสุดว่านายจอร์จ โซรอส ที่มีสมญาว่าเป็น "พ่อมดการเงิน" ของอเมริกาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับการทำลายเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย หรือ "ต้มยำกุ้ง" ซึ่งจะครบรอบ 10 ปีในปีหน้านี้? เพราะประวัติศาสตร์เรื่องนี้เท่าที่เขียนกันมาถึงวันนี้บอกว่า นายโซรอส คนนี้แหละที่เป็นคนโจมตีเงินสกุลเอเชียรวมทั้งเงินบาทจนทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายไปทั่วและมหาธีร์ คนนี้แหละที่เป็นคนออกมาตะโกนดังที่สุดในช่วงนั้น ถึงกับเรียกนายโซรอส คนนี้ว่าเป็น "ไอ้งี่เง่า" (moron) อย่างเปิดเผย ประกาศเป็นศัตรูคู่อาฆาตชนิดไม่เผาผีกันเป็นอันขาดเพราะอดีตผู้นำมาเลเซียคนนี้แหละที่บอกว่านายโซรอส เป็นคนยิว ที่สร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองด้วยการทำบาป...นั่นคือทำกำไรมหาศาลด้วยการเก็งกำไรเงินตราของประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนาที่ไม่มีอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจทั้งหลาย ตอนนี้มหาธีร์ กล่าวหาด้วยซ้ำว่า โซรอส เป็นส่วนหนึ่งของ "แผนสมรู้ร่วมคิด" ของยิวในการทำลายล้างเศรษฐกิจของประเทศมุสลิมอย่างมาเลเซีย ตอนนั้นโซรอส ก็มิได้ตั้งรับเฉยๆ ศอกกลับอย่างดุเดือดว่ามหาธีร์เองนั่นแหละเป็น "ตัวอันตราย" สำหรับประเทศมาเลเซียของเขาเองเพราะดำเนินนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศมีหรือที่ท่านผู้เฒ่ามหาธีร์ จะยอมให้โซรอส ใช้คำดุดันเช่นนั้นมาเล่นงานตัวเอง เขาโต้กลับทันควันว่า ถ้าตัวเขาเองเป็น "ตัวอันตราย" (menace) สำหรับประเทศมาเลเซีย นายโซรอส ก็เป็น "ตัวอันตราย" สำหรับเศรษฐกิจโลก จากนั้นเป็นต้นมาทั้งสองคนก็จะโยนระเบิดทางวาทะกันไปมาทุกครั้งที่มีโอกาสโดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศที่ถกแถลงกันเรื่องเศรษฐกิจ โซรอส ดังเพราะความร่ำรวยและความคึกคักของเขาในกิจกรรมทั้งการเงินและการให้เงินช่วยเหลือองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศ หรือ "เอ็นจีโอ" ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยและการแสดงความเห็นอย่างเปิดกว้าง เขาตั้งมูลนิธิ Open Society เพื่อผลักดันให้ประเทศที่ยังถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองให้ดิ้นรนต่อสู้ด้วยวิถีทางต่างๆ โซรอส เป็นมหาเศรษฐีมะกันเชื้อสายฮังกาเรียน นิตยสาร Forbes จัดอันดับให้เขาอยู่อันดับที่ 27 ในบรรดา 400 คนที่ร่ำรวยที่สุดของอเมริกา ที่รวยได้ขนาดนี้เพราะโซรอสทำกำไรจากกองทุนเก็งกำไรที่เรียกว่า hedge funds ทั้งหลายโดยที่ "ฟอร์บส์" ประเมินว่าเขามีทรัพย์สินทั้งหมดประมาณ 8.5 พันล้านเหรียญหรือกว่า 3 แสนล้านบาท (ขนาดปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์ให้เหลือ 36 บาทต่อ 1 เหรียญมะกันแล้ว) ถ้ายังจำได้ ตอนที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจนั้น มหาธีร์ตัดสินใจไม่ปรับอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวที่กำหนดให้เงินสกุลริงกิต ของมาเลเซียเท่ากับ 3.8 ต่อ 1 เหรียญเพื่อสะกัดกั้นการถูกโจมตีจากกองทุนเก็งกำไรในโลกตะวันตกทั้งหลาย และประกาศจะไม่ขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ "ไอเอ็มเอฟ" อย่างที่ไทย และอินโดนีเซีย ต้องทำในเวลาเดียวกัน พอมีข่าวว่าโซรอส จะไปกัวลาลัมเปอร์ เพื่อร่วมงานพบปะศิษย์เก่าของ London School of Economics ที่มาเลเซีย และถือโอกาสนี้ไปโปรโมทหนังสือเล่มใหม่ของเขาที่ชื่อ "The Age of Fallibility" หรือ "ยุคแห่งความพลาดพลั้ง" ก็มีการคาดการณ์กันเป็นที่เกรียวกราวว่าสงสัย "สองเสือ" นี้จะปะทะกันครั้งใหญ่ที่บ้านของมหาธีร์เป็นแน่แท้ ที่ไหนได้ เสือเฒ่าทั้งสองได้ตัดสินใจที่จะเข้าบรรยากาศ "สมานฉันท์" เช่นกัน จึงนัดหมายกันจับมือให้สื่อมวลชนที่นั่นได้เห็นภาพของการยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน มหาธีร์ บอกสื่อมวลชนหลังจากปิดประตูคุยกับโซรอสยาวนานถึง 1 ชั่วโมงว่า "โซรอสบอกผมว่าเขาไม่ได้เกี่ยวกับการโจมตีค่าเงินสกุลต่างๆ จนทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียเมื่อ 1997...และผมก็ยอมรับคำชี้แจงของเขา" เอ้า...จบดื้อๆ อย่างนั้นเองหรือ? ผมว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องอายุขัยของทั้งสองคนกระมังที่ทำให้ตกลงกันว่าจะลืมความเป็นศัตรูในอดีตเพื่อแสดงความเป็นมิตรกันในวันนี้ เพราะจริงๆ แล้วมหาธีร์ กำลังหงอยเหงาเอามากๆ ในเวทีการเมืองในบ้านเพราะประกาศเป็นศัตรูกับนายกฯ อับดุลเลาะห์ บาดาวี ที่เคยเป็นทายาททางการเมืองของตัวเอง โซรอส นั้นเล่าก็ต้องการจะล้างภาพลักษณ์ทางลบของตัวเองในเอเชียที่มองว่าเขาเป็น "ผู้ร้ายในคราบนักบุญ" เมื่อสองเสือโคจรมาพบกันในบรรยากาศที่ต่างคนต่างก็ต้องการ "เพื่อนในยามยาก" จึงทำให้เกิดฉากแห่งความปรองดองและสมานฉันท์ที่สร้างความขบขัน และประหลาดใจในแวดวงการเมืองและการเงินการทองพอสมควร แต่นั่นไม่ได้แปลว่า "บทเรียนอันเจ็บปวด" ของวิกฤติ "ต้มยำกุ้ง" นั้นจะไม่มีตัวละครอย่างโซรอส และมหาธีร์ มาเกี่ยวข้องด้วยอย่างยิ่ง
|