วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม 2549
มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ...งานนี้ไม่เกี่ยวกับพระเอกหรือผู้ร้าย
Posted by
กาแฟดำ
,
ผู้อ่าน : 204
, 16:44:26 น.
พิมพ์หน้านี้
|
วันพุธที่ 20 ธันวาคม ถ้าคุณยังงงๆ กับข่าวเรื่องมหาวิทยาลัยบางแห่งประท้วงเรื่องการ "ออกจากระบบ" และบางแห่งต้องการจะเป็น "อิสระ" ก็อย่าได้นึกว่าตัวเองโง่ที่ไม่รู้ว่าเขาถกแถลงกันด้วยประเด็นอะไรกันแน่ เพราะเท่าที่ผมสอบถามอาจารย์และนักศึกษาหลายคนจากหลายสำนักนั้น พวกเขาก็ยังงงๆ ไม่น้อยกว่าพวกเราผู้เสียภาษีและเจ้าของประเทศหรือในฐานะนักศึกษาหรือผู้ปกครองเท่าไรนัก เพราะเรื่องนี้คุณมีจุดยืนอย่างไร อยู่ที่ว่าคุณยืนอยู่ตรงไหน ... ไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นผู้ร้ายมีแต่ "ผู้มีส่วนได้เสีย" หรือ stakeholders ที่ต้องการให้รัฐบาลชุดนี้เปิดกว้างเรื่องความเห็นทั้งที่เห็นพ้อง และคัดค้านเพราะดูเหมือนว่าจะน่าสนใจทั้งสองด้าน น่าสงสัยเพียงว่าทำไมเรื่องนี้ว่ากันมากว่า 10 ปีแล้ว อยู่ดีๆ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนเหมือนไม่เคยมีการถกเหตุ และผลกันมาก่อน นี่คือความล้มเหลวของสังคมการศึกษาโดยสิ้นเชิงที่ไม่แยกสาระ ไม่จับประเด็น และมีความสามารถในการหมกเรื่องที่สำคัญอย่างนี้เอาไว้...จนวันดีคืนดี จะเอาร่างกฎหมายผ่านคณะรัฐมนตรีและเข้าสภาแล้ว จึงเกิดเสียงโวยวายกันขึ้นมาดั่งลั่นไปทั่ว ท่านผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายหายไปไหนมาไม่ทราบ?แต่จะอย่างไรก็ตาม เราในฐานะผู้มีส่วนได้เสียกับระบบการศึกษาของประเทศ จะต้องค่อยๆ ตั้งใจฟังความเห็นของด้านต่างๆ อีกรอบหนึ่ง เพื่อความกระจ่างในการตัดสินใจว่าเรายืนอยู่ฝั่งไหน ยืนอยู่ฝั่งไหนก็ได้นะครับตราบเท่าที่เรารู้เหตุผลของการตัดสินใจจะยืนอยู่ตรงนั้น...ไม่ใช่เพราะชอบหรือไม่ชอบใครเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่เพราะเราสังกัดสถาบันไหนเป็นการเฉพาะนะครับ ก็เพราะเราฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียดบ่อยๆ อย่างนี้แหละ อะไรที่เป็นประเด็นควรแก่การตัดสินเพื่อเดินหน้าก็ติดแหง็กกันอยู่อย่างนี้ทุกทีไป ด้านเห็นพ้องอย่าง ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า การออกนอกระบบ คือการเปลี่ยนรูปมหาวิทยาลัย แต่เป็นการเปลี่ยนในกำกับ หรือคล้ายรูปแบบของธนาคารแห่งประเทศไทย คือเป็นองค์กรของรัฐที่ไม่มีหุ้น ไม่ใช่การแปรรูปและดำเนินการเหมือนการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์และขายหุ้น อาจารย์สุรพล บอกว่า มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ คือการเปลี่ยนรูปแบบจากส่วนราชการเป็นหน่วยงานของรัฐอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีการบริหารงานอย่างอิสระ ไม่มีหุ้นให้ขาย แต่รัฐยังมีหน้าที่จัดสรรเงินทุนต่อไป ท่านบอกว่า มหาวิทยาลัยในกำกับทั้ง 6 แห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ที่ออกนอกระบบไปแล้ว ปัจจุบันก็ได้รับงบประมาณจากรัฐ ปีละร้อยล้าน หรือบางครั้งปีละพันล้าน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ยังไม่ได้ออกนอกระบบ อาจารย์สุรพล พูดถึงข้อกังวลเรื่องขึ้นค่าเทอม ถ้าหากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ซึ่งจะมีผลให้นักศึกษาที่ยากจนไม่มีโอกาสได้เรียนว่า "ผมยืนยันว่าไม่มีการปิดกั้นเด็กยากจน อย่างธรรมศาสตร์ก็ได้จัดสรรทุนให้เด็กร้อยละ 10 ของงบที่รัฐจัดสรร และยังมีเหลือจำนวนมาก และยังมีทุน กยศ.ให้เด็กกู้ยืมด้วย" ตอนที่ยังอยู่ในระบบเดิม ธรรมศาสตร์ก็เคยขึ้นค่าเทอมมาแล้ว เช่น ในปี 2539 มธ. เคยขึ้นค่าเล่าเรียนสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์กับนักศึกษาเข้าใหม่ ในปีการศึกษา 2540 จากเดิมนักศึกษาจ่าย 5 พันบาท ก็เพิ่มเป็น 1 หมื่นบาท การปรับค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นมติจากสภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารของมหาวิทยาลัย และในปีการศึกษา 2550 มธ.ก็จะปรับเพิ่มค่าเทอมจากเดิมอีก 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะต้นทุนด้านการศึกษาเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ และเพราะตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการปรับเพดานค่าเทอม...ซึ่งอธิการบดีธรรมศาสตร์บอกว่าค่าเทอมที่เก็บอยู่ทุกวันนี้ถือว่าอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก "ผมขอยืนยันว่า การขึ้นค่าเทอมขึ้นอยู่กับต้นทุนการจัดการศึกษา บวกกับภาวะเงินเฟ้อ ไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยออกนอกระบบหรือไม่ออก..." คือคำยืนยันจากผู้บริหารสูงสุดของธรรมศาสตร์ แต่ฝ่ายต่อต้านก็มีเหตุผลที่น่าฟังและน่าวิเคราะห์ไม่น้อย เช่น ความเห็นของอาจารย์พรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ (ไทยโพสต์ 13 ธ.ค.) ที่ยืนยันว่า หากร่างพ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว จะส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยและท้องถิ่นอย่างแน่นอน แนวคิดนี้ไม่เห็นพ้องกับการพัฒนาบนฐานคิด "แบบเงินนิยม" ของการเปิดทางให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพราะระบบใหม่นี้ไม่เพียงแต่ให้อำนาจผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเท่านั้น แต่ยังให้อิสระในการบริหารจัดการทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลอีกด้วย อาจารย์พรรษิษฐ์ ยืนยันจะคัดค้านเพราะไม่ต้องการผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาที่อยู่บนฐานคิดเพียงแต่การแสวงหาประโยชน์ด้านทุน หรือมุ่งปลูกฝังลัทธิวัตถุนิยมเป็นหลัก ทำใหมหาวิทยาลัยกลายสภาพเป็นองค์กรธุรกิจ "....โดยมิได้คำนึงถึงเลยว่า พระราชประสงค์ขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ให้มาเพื่อการศึกษา ซึ่งก็มีพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 โดยมาตรา 7 กำกับไว้มิให้มหาวิทยาลัยประกอบการอื่นใด นอกจากเป็นสถานศึกษาและวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติเท่านั้น..." เอาเหตุและผลของสองด้านมาเรียงให้อ่านกันชัดๆ อย่างนี้...สื่อสารมวลชนทั้งหลายทั้งปวง ก็ควรจะทำหน้าที่เป็นตลาดเสรีแห่งความเห็นของทุกด้าน เพื่อแพร่ข้อมูลข่าวสารของเรื่องนี้ออกไปสู่สาธารณชน...หลังจากนั้น ก็เป็นสิทธิของทุกคนที่จะตัดสินเองว่ายืนอยู่ตรงไหน เพราะคุณภาพการศึกษาของไทยเป็นเครื่องตัดสินว่า ประเทศไทยเราจะมีอนาคตอย่างไร
|