• สุทธิชัย หยุ่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : yoon@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-22
  • จำนวนเรื่อง : 954
  • จำนวนผู้ชม : 1579449
  • จำนวนผู้โหวต : 5237
  • ส่ง msg :
สุทธิชัย หยุ่น
เวทีแลกเปลี่ยนความเห็นว่าด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเราอย่างเปิดกว้างและรอบด้าน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/black
วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม 2549
มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ...งานนี้ไม่เกี่ยวกับพระเอกหรือผู้ร้าย
Posted by กาแฟดำ , ผู้อ่าน : 204 , 16:44:26 น.  
พิมพ์หน้านี้


วันพุธที่ 20 ธันวาคม
             ถ้าคุณยังงงๆ กับข่าวเรื่องมหาวิทยาลัยบางแห่งประท้วงเรื่องการ "ออกจากระบบ" และบางแห่งต้องการจะเป็น "อิสระ" ก็อย่าได้นึกว่าตัวเองโง่ที่ไม่รู้ว่าเขาถกแถลงกันด้วยประเด็นอะไรกันแน่
            เพราะเท่าที่ผมสอบถามอาจารย์และนักศึกษาหลายคนจากหลายสำนักนั้น พวกเขาก็ยังงงๆ ไม่น้อยกว่าพวกเราผู้เสียภาษีและเจ้าของประเทศหรือในฐานะนักศึกษาหรือผู้ปกครองเท่าไรนัก
           เพราะเรื่องนี้คุณมีจุดยืนอย่างไร อยู่ที่ว่าคุณยืนอยู่ตรงไหน ... ไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นผู้ร้ายมีแต่ "ผู้มีส่วนได้เสีย" หรือ stakeholders ที่ต้องการให้รัฐบาลชุดนี้เปิดกว้างเรื่องความเห็นทั้งที่เห็นพ้อง และคัดค้านเพราะดูเหมือนว่าจะน่าสนใจทั้งสองด้าน
            น่าสงสัยเพียงว่าทำไมเรื่องนี้ว่ากันมากว่า 10 ปีแล้ว อยู่ดีๆ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนเหมือนไม่เคยมีการถกเหตุ และผลกันมาก่อน
            นี่คือความล้มเหลวของสังคมการศึกษาโดยสิ้นเชิงที่ไม่แยกสาระ ไม่จับประเด็น และมีความสามารถในการหมกเรื่องที่สำคัญอย่างนี้เอาไว้...จนวันดีคืนดี จะเอาร่างกฎหมายผ่านคณะรัฐมนตรีและเข้าสภาแล้ว จึงเกิดเสียงโวยวายกันขึ้นมาดั่งลั่นไปทั่ว
            ท่านผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายหายไปไหนมาไม่ทราบ?แต่จะอย่างไรก็ตาม เราในฐานะผู้มีส่วนได้เสียกับระบบการศึกษาของประเทศ จะต้องค่อยๆ ตั้งใจฟังความเห็นของด้านต่างๆ อีกรอบหนึ่ง เพื่อความกระจ่างในการตัดสินใจว่าเรายืนอยู่ฝั่งไหน
           ยืนอยู่ฝั่งไหนก็ได้นะครับตราบเท่าที่เรารู้เหตุผลของการตัดสินใจจะยืนอยู่ตรงนั้น...ไม่ใช่เพราะชอบหรือไม่ชอบใครเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่เพราะเราสังกัดสถาบันไหนเป็นการเฉพาะนะครับ ก็เพราะเราฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียดบ่อยๆ อย่างนี้แหละ อะไรที่เป็นประเด็นควรแก่การตัดสินเพื่อเดินหน้าก็ติดแหง็กกันอยู่อย่างนี้ทุกทีไป
            ด้านเห็นพ้องอย่าง ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า การออกนอกระบบ คือการเปลี่ยนรูปมหาวิทยาลัย แต่เป็นการเปลี่ยนในกำกับ หรือคล้ายรูปแบบของธนาคารแห่งประเทศไทย คือเป็นองค์กรของรัฐที่ไม่มีหุ้น ไม่ใช่การแปรรูปและดำเนินการเหมือนการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์และขายหุ้น
            อาจารย์สุรพล บอกว่า มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ คือการเปลี่ยนรูปแบบจากส่วนราชการเป็นหน่วยงานของรัฐอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีการบริหารงานอย่างอิสระ ไม่มีหุ้นให้ขาย แต่รัฐยังมีหน้าที่จัดสรรเงินทุนต่อไป
 ท่านบอกว่า มหาวิทยาลัยในกำกับทั้ง 6 แห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ที่ออกนอกระบบไปแล้ว ปัจจุบันก็ได้รับงบประมาณจากรัฐ ปีละร้อยล้าน หรือบางครั้งปีละพันล้าน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ยังไม่ได้ออกนอกระบบ
            อาจารย์สุรพล พูดถึงข้อกังวลเรื่องขึ้นค่าเทอม ถ้าหากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ซึ่งจะมีผลให้นักศึกษาที่ยากจนไม่มีโอกาสได้เรียนว่า "ผมยืนยันว่าไม่มีการปิดกั้นเด็กยากจน อย่างธรรมศาสตร์ก็ได้จัดสรรทุนให้เด็กร้อยละ 10 ของงบที่รัฐจัดสรร และยังมีเหลือจำนวนมาก และยังมีทุน กยศ.ให้เด็กกู้ยืมด้วย"
            ตอนที่ยังอยู่ในระบบเดิม ธรรมศาสตร์ก็เคยขึ้นค่าเทอมมาแล้ว เช่น ในปี 2539 มธ. เคยขึ้นค่าเล่าเรียนสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์กับนักศึกษาเข้าใหม่ ในปีการศึกษา 2540 จากเดิมนักศึกษาจ่าย 5 พันบาท ก็เพิ่มเป็น 1 หมื่นบาท
           การปรับค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นมติจากสภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารของมหาวิทยาลัย และในปีการศึกษา 2550 มธ.ก็จะปรับเพิ่มค่าเทอมจากเดิมอีก 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะต้นทุนด้านการศึกษาเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ และเพราะตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการปรับเพดานค่าเทอม...ซึ่งอธิการบดีธรรมศาสตร์บอกว่าค่าเทอมที่เก็บอยู่ทุกวันนี้ถือว่าอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก
         "ผมขอยืนยันว่า การขึ้นค่าเทอมขึ้นอยู่กับต้นทุนการจัดการศึกษา บวกกับภาวะเงินเฟ้อ ไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยออกนอกระบบหรือไม่ออก..." คือคำยืนยันจากผู้บริหารสูงสุดของธรรมศาสตร์
          แต่ฝ่ายต่อต้านก็มีเหตุผลที่น่าฟังและน่าวิเคราะห์ไม่น้อย เช่น ความเห็นของอาจารย์พรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ (ไทยโพสต์ 13 ธ.ค.) ที่ยืนยันว่า หากร่างพ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว จะส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยและท้องถิ่นอย่างแน่นอน
            แนวคิดนี้ไม่เห็นพ้องกับการพัฒนาบนฐานคิด "แบบเงินนิยม" ของการเปิดทางให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพราะระบบใหม่นี้ไม่เพียงแต่ให้อำนาจผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเท่านั้น แต่ยังให้อิสระในการบริหารจัดการทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลอีกด้วย
          อาจารย์พรรษิษฐ์ ยืนยันจะคัดค้านเพราะไม่ต้องการผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาที่อยู่บนฐานคิดเพียงแต่การแสวงหาประโยชน์ด้านทุน หรือมุ่งปลูกฝังลัทธิวัตถุนิยมเป็นหลัก ทำใหมหาวิทยาลัยกลายสภาพเป็นองค์กรธุรกิจ
          "....โดยมิได้คำนึงถึงเลยว่า พระราชประสงค์ขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ให้มาเพื่อการศึกษา ซึ่งก็มีพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 โดยมาตรา 7 กำกับไว้มิให้มหาวิทยาลัยประกอบการอื่นใด

           นอกจากเป็นสถานศึกษาและวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติเท่านั้น..."
 เอาเหตุและผลของสองด้านมาเรียงให้อ่านกันชัดๆ อย่างนี้...สื่อสารมวลชนทั้งหลายทั้งปวง ก็ควรจะทำหน้าที่เป็นตลาดเสรีแห่งความเห็นของทุกด้าน เพื่อแพร่ข้อมูลข่าวสารของเรื่องนี้ออกไปสู่สาธารณชน...หลังจากนั้น ก็เป็นสิทธิของทุกคนที่จะตัดสินเองว่ายืนอยู่ตรงไหน
            เพราะคุณภาพการศึกษาของไทยเป็นเครื่องตัดสินว่า ประเทศไทยเราจะมีอนาคตอย่างไร


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
gik ( guest ! ) วันที่ : 04/01/2007 เวลา : 16.20 น.

มหาลัยรัฐต่อไปก็ขายที่ดินกินกันในหมู่ผู้บริหารนั่นแหละ
ความคิดเห็นที่ 4
ผู้น้อย ( guest ! ) วันที่ : 25/12/2006 เวลา : 18.01 น.

ขอเพิ่มเติมอีกนิดคือ

หากมีการนำมหาวิยาลัยออกนอกระบบจริง น่าจะมีการจัดตั้ง คณะกรรมการเพื่อตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยในแง่การจัดการเรื่องการเงิน ทรัพย์สิน ตลอดจนอสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัย เพื่อความโปร่งใสในการบริหารจัดการ ที่ผู้บริหารมีอิสระมากขึ้น (ไม่ทราบว่ามีคณะกรรมการที่กำกับดูแลเรื่องนี้อยู่แล้วหรือไม่ ต้องขออภัยด้วย ถ้ามีอยู่แล้ว)
ความคิดเห็นที่ 3
ผู้น้อย ( guest ! ) วันที่ : 25/12/2006 เวลา : 17.53 น.

ชื่นชมในแนวคิดของอ.พรรษิษฐ์ ที่ยืนยันจะไม่ให้มหาวิทยาลัยกลายสภาพเป็นองค์กรธุรกิจที่มุ่งแสวงหากำไรเป็นหลัก และ ไม่ให้กลายเป็นแหล่งปลูกฝังลัทธิวัตถุนิยม

แต่ว่าอันที่จริง การจะปลูกฝังแนวคิดว่านิยมความดี หรือนิยมเงิน ที่จะส่งผลชัดเจนให้กับนิสิตให้มากกว่าน่าจะเป็นเนื้อหาที่สอดแทรกในวิชาที่เรียน มากกว่าวิธีการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ เงินเดือนของอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐน้อยจนน่าตกใจ การบริหารด้วยระบบแบบราชการที่มีความเป็น bureaucratic สูง และอื่นๆ น่าจะเป็นสิ่งที่ขัดขวางมหาวิทยาลัยในการพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงงานวิจัยให้มีคุณภาพเทียบเท่ากับต่างประเทศได้ดีขึ้น

ส่วนเรื่องของค่าเทอม มองว่า ถ้าปัจจัยในการปรับอัตราค่าเทอมเป็นไปตามที่อ.สุรพล ได้ชี้แจง และจะยังคงมีการมอบทุนการศึกษา รวมถึงการกู้ยืมเพื่อการศึกษาเหมือนกับที่เคยเป็นมา การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบในด้านนี้

อันที่จริง น่าจะมองว่า รัฐบาลได้ทำอะไรบ้างเพื่อสร้างโอกาสการประกอบอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในระดับรากหญ้า เพื่อที่จะสามารถส่งเสริมความสามารถทางการศึกษา และการบริโภค ของคนเหล่านั้น มากกว่าที่จะกดดันให้มหาวิทยาลัย คงสภาพค่าเทอมที่ต่ำกว่าความเป็นจริง (ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำตลอดไปได้อยู่แล้ว ไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน)
ความคิดเห็นที่ 2
J ( guest ! ) วันที่ : 24/12/2006 เวลา : 15.03 น.

ดิฉันรู้แต่ว่าน่าสงสารประชาชนรากหญ้าที่จะต้องเสียเงินส่งลูกเรียนมากขึ้น ก็รู้ๆกันอยู่ว่าค่าครองชีพคนไทยนั้นเป็นอย่างไร
ความคิดเห็นที่ 1
p ( guest ! ) วันที่ : 23/12/2006 เวลา : 13.20 น.

เกรงว่าจะเหมือนกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ เรียนกันทั้งวันทั้งคืนแถมมีเสาร์ อาทิตย์ด้วย เหมือนโรงงานอุตสาหกรรมเร่งผลิตสินค้า แต่คุณภาพยังไม่มีใครตรวจได้ชัดเจน
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

จับชีพจรโลก 24 กรกฎาคม 2551

ฟังผู้นำไทยพูดเรื่องข้อพิพาทกับกัมพูชา และบทสัมภาษณ์ทูตไทยประจำ UN

View All
<< ธันวาคม 2006 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



รายการชีพจรโลก คุณสุทธิชัยสัมภาษณ์ ฑูต 3 ประเทศ ท่านคิดว่า ทูตท่านไหนพูดไทยถูกใจท่านที่สุด?
จีน
2200 คน
สหราชอาณาจักร (อังกฤษ)
178 คน
สหรัฐอเมริกา
492 คน

  โหวต 2870 คน