• สุทธิชัย หยุ่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : yoon@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-22
  • จำนวนเรื่อง : 1066
  • จำนวนผู้ชม : 2151510
  • จำนวนผู้โหวต : 6022
  • ส่ง msg :
สุทธิชัย หยุ่น
เวทีแลกเปลี่ยนความเห็นว่าด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเราอย่างเปิดกว้างและรอบด้าน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/black
วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม 2549
19ธันวาฯ คือสัญญาณเตือนภัย...หมอผ่าตัดต้องฟังหมอทางเลือก
Posted by กาแฟดำ , ผู้อ่าน : 194 , 17:36:30 น.  
พิมพ์หน้านี้


วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม

          หลังจากเกิดกรณี  "หกล้มครั้งใหญ่" จนถลอกปอกเปิดของตลาดหุ้นไทยในวัน "ธันวาฯทมิฬ" ที่ 19 ธันวาคม 2549

         สไตล์การบริหารตลาดเงินตลาดทุนของไทยจะอยู่ในสายตาของเวทีโลกอย่างใกล้ชิดพอสมควรทีมงานของรองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง "คุณชายอุ๋ย" และธนาคารแห่งประเทศไทย

         รวมไปถึงตลาดหลักทรัพย์และคณะกรรมการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ หรือก.ล.ต. และสถาบันการเงินทั้งหลายจะต้องพิสูจน์ว่ามีความสามารถที่จะประสาน แลกเปลี่ยนและประเมินสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนและปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดเงินและตลาดทุนอย่างคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพ
          การ "ให้ยาผิด" ครั้งนี้เกิดจากการประเมินผิด ซึ่งก็เกิดจากการที่ไม่มีกลไกของการวิเคราะห์สถานการณ์ระหว่างรัฐบาล แบงก์ชาติ และผู้ปฏิบัติในตลาดเงินตลาดทองที่จะสามารถวินิจฉัยโรคและเสนอทางแก้ไขเยียวยาให้ทันท่วงที
          ตราบเท่าที่เศรษฐกิจไทยจะต้องผูกพันกับเศรษฐกิจโลก ความเห็นจากข้างนอกประเทศในเรื่องนี้จะร้องนำมาแยกแยะให้ถูกว่าอะไรเป็นเรื่องผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มนักลงทุนและอะไรคือภาพใหญ่ของความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระยะกลาง และระยะยาว
           นักวิเคราะห์ฝรั่งบางคนบอกว่านักลงทุนต่างประเทศนั้นโดยปกติแล้วมักจะไม่โจมตีเงินสกุลของประเทศที่มีระบบการทำงานที่โปร่งใส ไม่มีเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงและมีการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งก็แปลว่าระบบตลาดเงินและตลาดทุนของเราจะต้องตอบคำถามได้ทุกข้อที่คนข้างนอกต้องการรู้
           ข้อพึงสังวรอันสำคัญยิ่งก็คือว่าในความพยายามที่จะสกัดนักเก็งกำไรหรือนักโจมตีเงินบาทของทางการไทยนั้นจะต้องไม่ตกเข้าไปในกับดักของฝ่ายตรงข้ามด้วยการไปลงโทษนักลงทุนจากต่างประเทศที่ดำเนินกิจกรรมอย่างตรงไปตรงมาด้วย เพราะถ้าเรา "เหวี่ยงแห" เพื่อแก้ปัญหา ผลที่ตามมาก็คือคนดี (ซึ่งมีมากมายนัก) ก็จะพลอยถูกลงโทษพร้อมๆ กับคนร้าย และนั่นคือปัญหาที่ประเทศไทยจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงให้จงหนัก
            คำว่า "capital control" หรือ "การควบคุมเงินไหลเข้าออก" นั้นเป็นคำแสลงหูสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะชาติใด เพราะนั่นคือศัตรูตัวร้ายกาจที่จะทำให้เกิดอาการตื่นตระหนกได้โดยฉับพลัน และแม้จะเคยมีตัวอย่างที่ทำแล้วได้ผลอย่างเช่นในมาเลเซียหรือชิลีมาบ้าง แต่ก็เป็นมาตรการชั่วคราวที่เมื่อมองย้อนหลังเพื่อประเมินข้อดีข้อเสียแล้ว ก็มักจะสรุปว่า "ได้ไม่คุ้มเสีย" ทุกครั้งไป
          การกลับไปกลับมาของนโยบาย "สำรอง 30 เปอร์เซ็นต์" สำหรับเงินต่างชาติไหลเข้าครั้งนี้ ฝรั่งนักวิเคราะห์บางสำนักบอกว่าเป็น "flip-flop" ที่อาจจะทำให้ข้างนอกมองไทยด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยจะสบายใจไปอีกระยะหนึ่ง...แม้ว่าโดยเนื้อหาแล้ว การยกเลิกมาตรการนี้สำหรับตลาดหุ้นอย่างรวดเร็วกะทันหันเช่นนี้จะถูกต้อง และส่งสัญญาณว่าไทยพร้อมจะแก้ไขเมื่อเกิดความพลาดพลั้งที่ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
           ข้างนอกมองเข้ามาข้างในประเทศไทยว่าสถานการณ์วันนี้กับ "วิกฤติต้มยำกุ้ง" เมื่อ 10 ปีก่อนตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง...คราวนั้นตกอกตกใจเพราะกลัวการเก็งกำไรจนทำให้เงิน "ไหลออก" มากเกินไป เร็วเกินไป แต่คราวนี้ทางการไทยแตกตื่นกับเงินเก็งกำไรที่ "ไหลเข้า" ประเทศมากเกินไป เร็วเกินไป
            เขาชี้ให้เห็นว่าบาทไม่ใช่เงินสกุลเดียวที่แข็งขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงหลังนี้ เพราะเงินสกุลเอเชียอื่นก็อยู่ในฐานะละม้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลวอนของเกาหลีใต้หรือหยวนของจีน...ด้วยเหตุผลเหมือนกันหมดนั่นคือดอลลาร์อ่อนตัวลงอย่างชัดเจน
           บทนำของหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal วันก่อนบอกว่าแม้เงินบาทจะแข็งขึ้น แต่ยอดส่งออกของไทย ณ ปลายเดือนตุลาคมก็ยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.9 ซึ่งเป็นรองก็แต่เพียงจีนประเทศเดียวเท่านั้น
           เขาบอกว่า "ถ้าแบงก์ชาติไทยมองกระจกส่องดูเศรษฐกิจของประเทศตัวเองก็จะเห็นว่าพอรัฐบาลไทยลดการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันเมื่อปีก่อน ภาวะเงินเฟ้อก็ขึ้นไปชั่วคราวเพราะผู้บริโภคต้องปรับพฤติกรรมของตัวเอง และเมื่อเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้าสูงเป็นประวัติการณ์ บวกกับตัวเลขการค้าเกินดุลที่แข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับดอกเบี้ยขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 5...ซึ่งก็มีผลดึงให้ เงินทุนไหลเข้าเป็นธรรมดา..."
           เขามองว่ายาที่จะแก้ปัญหาเงินบาทแข็งในภาพเช่นนี้ก็คือการลดดอกเบี้ย...ไม่ใช่หันไปกระชากเอาดาบชื่อ capital control มาฟาดฟันให้เกิดความแตกตื่นอย่างที่เห็นกัน
          เพราะการใช้วิธีการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศนั้นแม้จะมีผลสกัดการเก็งกำไรระยะสั้น แต่ผลที่ตามมาจะร้ายแรงกว่านั่นคือกระทบความมั่นใจของนักลงทุนและทำร้ายโอกาสของธุรกิจไทยที่จะระดมเงินทุนอีกทั้งยังจะมีผลทางลบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เรียกว่า foreign direct investment (FDI) อีกด้วย
           มองอีกแง่หนึ่ง กรณี "วิกฤติ 19 ธันวาฯ" ของไทยครั้งนี้ก็ควรจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมองหาหนทางแห่งความร่วมมือกับประเทศในเอเชียต่างๆ ที่เคยประกาศเจตนารมณ์ว่าจะหาทางประสานประโยชน์กันในเรื่องการขึ้นลงของเงินสกุลต่างๆ ในเอเชียเมื่อต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยข้างนอก
           นักวิเคราะห์คนหนึ่งที่ฮ่องกงตั้งประเด็นน่าสนใจว่าพี่ใหญ่จีนกับญี่ปุ่นเอามือไปซุกหีบไว้หรือเปล่า?
           เขาถามว่าจีนกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียวันนี้ได้พยายามปรับนโยบายเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายดอกเบี้ยของตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติกับประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งอาจจะนำไปสู่วิกฤติทั่วเอเชียและทั่วโลกหรือไม่?
          เกาหลีใต้กำลังมีปัญหาเรื่องเงินสกุลวอนของเขาแข็งตัวขึ้นอย่างมากเช่นกัน -5 เปอร์เซ็นต์ในช่วงแค่ 3 เดือนและ 30 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (เปรียบเทียบกับเงินบาทที่แข็งขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาและ 20 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา) และกำลังถูกกดดันให้ต้องใช้มาตรการเข้มแข็งอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน
          จีนยอมปล่อยให้เงินสกุลหยวนของตัวเองแข็งขึ้นเพียงแค่ร้อยละ 5 ใน 16 เดือนที่ผ่านมา และญี่ปุ่นก็ยังลังเลที่จะปล่อยให้ดอกเบี้ยของตัวเองพ้นจากอัตรา "เกือบเท่ากับศูนย์" ของตัวเอง (ซึ่งเปิดทางให้คนกู้เงินเยนถูกๆ ไปลงทุนในเงินสกุลอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า)
           ไทยกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียก็ควรจะต้องเรียกร้องให้มีการประสานงานในหมู่ประเทศเอเชียเพื่อตั้งรับความอ่อนปวกเปียกของดอลลาร์...หาไม่แล้ว ความปั่นป่วนผันผวนจะกลับมาเยือนในโอกาสครบรอบ 10 ปีของวิกฤติต้มยำกุ้งก็ได้
           อย่าทำเป็นเล่นไป "วิกฤติ 19 ธันวาฯ" ที่ผ่านมาก็เป็นสัญญาณเตือนภัยแล้วว่าใครก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวก็สร้างความวุ่นวายระดับภูมิภาคได้อย่างไม่ยากเย็นเลย


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานเปิดตัวหนังสือ " ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา "

บรรยากาศงานเปิดตัวหนังสือ "ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา"

View All