วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม 2549
จากมุมไบถึงเซี่ยงไฮ้...ใครจะแซงใคร?
Posted by
กาแฟดำ
,
ผู้อ่าน : 1178
, 11:41:21 น.
พิมพ์หน้านี้
|
วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม เมื่อวานเขียนเล่าเรื่องเพื่อนจีนกับอินเดีย นั่งถกแถลงกันว่าใครจะแซงใครทางเศรษฐกิจในไม่ช้าไม่นานข้างหน้านี้...และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ประเทศไทยเราจะต้องเฝ้าติดตาม และปรับตัวให้ทันเพราะยักษ์วิ่งแข่งกัน เขาไม่ได้เพียงแค่แซงกันเองเท่านั้น แต่ยังจะทิ้งเราห่างออกไปมากขึ้นอีกด้วยเพื่อนอินเดียของผมบอกว่าวันนี้อินเดียอาจจะยังแพ้จีนในหลายๆ ด้าน แต่หากจีนไม่ปรับตัวทางการเมืองให้มีระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นไปได้ว่าอินเดียจะแซงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อถึงโค้งที่สำคัญของการวิ่งแข่งมาราธอน เพื่อนจีนของผมบอกว่าจีนมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น สะพาน ถนน ท่าเรือดีกว่าอินเดีย... "คุณเปรียบเทียบเซี่ยงไฮ้กับมุมไบ (ชื่อใหม่ของ "บอมเบย์") ที่เป็นเมืองสำคัญที่สุดทางพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ คุณก็จะเห็นความแตกต่างในเกือบทุกๆ ด้าน..." เพื่อนจีนบอก เพื่อนอินเดียสวนทันควัน "ข้อนั้นผมไม่เถียง วันนี้มุมไบแพ้เซี่ยงไฮ้ในทุกทาง แต่มองลึกลงไป มองไปที่มันสมอง และความคิดริเริ่ม เช่น ทางด้านการผลิตซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ซิ คุณแน่ใจหรือว่านักเขียนโปรแกรมที่เซี่ยงไฮ้ จะเก่งกว่าของผมที่มุมไบ...ผมว่าคุณอย่ามั่นใจเกินไปนักในประเด็นนี้..." เพื่อนจีนอึ้งไปพักหนึ่ง แต่ก็แย้งว่า "เรื่องเขียนซอฟต์แวร์ จีนก็กำลังวิ่งไล่อินเดียอย่างแข็งขันเหมือนกัน...เรื่องนี้จีนคงไม่ยอมแพ้หรอก" ระบบธนาคารของใครแข็งแกร่งกว่ากัน? ตัวเลขฟ้องว่า หนี้เน่าหรือ NPL ของระบบธนาคารอินเดีย อยู่ที่ร้อยละ 10 ขณะที่ของจีน ยอมรับอย่างเป็นทางการว่าอาจจะสูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ (แวดวงนักวิเคราะห์อิสระของตะวันตกบอกว่าตัวเลขจริงอาจจะสูงกว่านั้นสองเท่าก็ได้) "ณ วันนี้ อินเดียมีวิศวกรกับนักวิทยาศาสตร์มากกว่าจีนนะครับ..." เพื่อนอินเดียแซวเพื่อนจีน และเสริมว่าจำนวน "ผู้ประกอบการเอกชน" ที่เรียกว่า entrepreneurs จีนก็มีน้อยกว่าของอินเดียเหมือนกันเพราะจีนเพิ่งจะปรับมาเป็นระบบ "สังคมนิยมระบบตลาด" เมื่อไม่นานมานี้เอง "แต่เราวิ่งเร็วนะคุณ...คุณก็รู้ว่าคนจีนนั้นในสายเลือดมีความเป็นนักค้านักขายมาช้านานแล้ว..." เพื่อนจีนสำทับกลับมาบ้าง ประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลและการเคารพในสิทธิทางกฎหมายของประชาชน ก็ย่อมจะต้องมีความสำคัญต่ออนาคตของการสร้างชาติ เพื่อนอินเดีย บอกว่า ประเทศของเขามีแนวทางของ rule of law หรือความเป็น "นิติรัฐ" มากกว่าจีนอย่างแน่นอน เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีน ยังยืนยันสิทธิที่จะกำหนดชะตากรรมของประชาชนที่ถูกจับขึ้นศาล เพื่อนอินเดีย วิเคราะห์ให้ฟังต่อด้วยว่านโยบาย "ลูกคนเดียว" ของจีนนั้นเองจะเป็นปัญหาสำหรับอนาคตของจีนเอง เพราะนั่นจะแปลว่าจีนจะต้องเผชิญกับประชากรที่แก่เร็วกว่าของอินเดียและค่าใช้จ่ายในการดูแลประชากรวัยชรานั้น จะกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจและสังคมที่หนักหน่วงสำหรับจีนในอนาคต เพื่อนจีนของผมสรุปให้ฟังว่า "ตั้งแต่เติ้งเสี่ยงผิง ประกาศใช้ระบบตลาดเมื่อปี 1992 หรือ 14 ปีก่อน เศรษฐกิจจีนก็เหมือนคนวิ่งร้อยเมตร...ลุยไปข้างหน้าอย่างไม่สะดุดเลย..." เพื่อนอินเดียของผมบอกว่า "ใช่ แต่ของอินเดียนั้นเราเริ่มต้นคลานต้วมเตี้ยมก่อน และตอนนี้ก็เป็นการวิ่งจ๊อกกิ้งอย่างเร็ว...บางปีโตได้ถึงร้อยละ 8 ไม่น้อยกว่าจีนเท่าไร...แต่อย่าลืมว่านี่เป็นการวิ่งแข่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร..วิ่งเร็วอย่างเดียวไม่พอ ต้องวิ่งทนและไม่หมดแรงกลางทางด้วยนะครับ..."ว่าแล้ว ลูกหมาตัวน้อยๆ อย่างผม ก็ต้องสั่งน้ำชามาเลี้ยงมังกรยักษ์พ่นไฟกับช้างพลายที่กำลังกลัดมันให้เป็นสหาย ทั้งสามดื่มเพื่อถกแถลงกันต่อด้วยการ "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" กันต่อไป
|