วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม 2549
วันสำคัญนี้ คิดคำนึงถึงคำสอนของพ่อแห่งแผ่นดิน
Posted by
กาแฟดำ
,
ผู้อ่าน : 1084
, 11:43:16 น.
พิมพ์หน้านี้
|
วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับคนไทยทั้งประเทศ วันเฉลิมพระชนมพรรษาพิเศษ ตรงกับวโรกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในปีหน้าเป็นโอกาสที่คนไทยจะหันมาให้ความสำคัญและทำความเข้าใจกับปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่พระองค์ได้ทรงแนะนำให้เป็นหลักในการพัฒนาประเทศ และวิถีแห่งชีวิตประจำวันของคนไทยทั้งประเทศพระราชดำรัสของในหลวงตอนหนึ่งจากวารสารชัยพัฒนา สอนเราว่า "เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือน ตัวอาคารนั่นเอง สิ่งก่อสร้างมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป..." พระองค์พระราชทานพระราชดำรัสเพิ่มเติมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 ว่า "...คำว่าพอเพียงมีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอใช้สำหรับใช้ของตัวเอง มีความหมายว่าพอมีพอกิน...พอมีพอกินนี้ก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง..." "...ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่ามีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือยไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือยแต่ก็ทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ..." "...Self-sufficiency นั้นหมายความว่าผลิตอะไรมีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอยืมคนอื่น...อยู่ได้ด้วยตนเอง..." "...คนเราถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรก็ต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรงไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข..." ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นแนวทางเพื่อความยั่งยืนทั้งสำหรับประเทศชาติและแต่ละสมาชิกของสังคมไทยหากยึดหลักการว่า 1.ประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ลดละความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพอย่างจริงจัง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่หวังร่ำรวยทางลัด ดังพระราชดำรัสว่า "...ความเป็นอยู่ที่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องประหยัดไปในทางที่ถูกต้อง...." 2.ประกอบอาชีพอย่างถูกต้อง สุจริตแม้จะต้องเผชิญกับการท้าทายและปัญหา ดังพระราชดำรัสที่ว่า "...ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดจากการประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพชอบเป็นหลักสำคัญ..." 3.ละเลิกการเบียดเบียนแก่งแย่งผลประโยชน์ และแข่งขันกันในทางการค้าขายแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง และไร้ศีลธรรมอย่างที่เป็นมาซึ่งมีพระราชดำรัสเรื่องนี้ว่า "...ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรมทั้งในเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญหรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากคนอื่น..." 4.ขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูนขึ้นถึงขั้นพอเพียงและเป็นตัวของตัวเอง ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า "...การที่ต้องการให้ทุกคนพยายามที่จะหาความรู้และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพื่อตนเอง เพื่อที่จะให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า ที่มีความสุข พอมีพอกิน เป็นขั้นหนึ่งและขั้นต่อไป ก็คือให้มีเกียรติว่ายืนได้ด้วยตนเอง..." 5.ลดละสิ่งชั่วในตัวเองให้หมดไป ช่วยกันสร้างให้สังคมมีศีลธรรมมากขึ้น ในหลวงทรงกล่าวไว้ว่า "...พยายามไม่ก่อความชั่วให้เป็นเครื่องทำลายตัว ทำลายผู้อื่น พยายามลดพยายามละความชั่วที่ตัวเองมีอยู่ พยายามก่อความดีให้แก่ตัวอยู่เสมอ พยายามรักษาและเพิ่มพูนความดีที่มีอยู่นั้นให้งอกงามสมบูรณ์ขึ้น..."
|