พิมพ์หน้านี้
|
สุทธิชัย หยุ่น
โดยไม่ได้นัดหมายกัน ที่ริมแม่น้ำท่าจีน
เราพบกันครั้งแรกเช้าวันหมอกจัด ของหน้าหนาวแห่งบางเลน เสียงนกร้องดังมาจากหนองน้ำและสุมทุมพุ่มไม้อย่างเริงร่า และบางจังหวะเหมือนจะเร่งร้อน เหมือนนัดหมายมาทำประชาพิจารณ์ เรื่องนกปากห่างยกพวกมาเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ตัว เพื่อโหมทำรังสร้างลูกหลานอย่างเป็นระบบรอบ ๆ บริเวณนั้น จะถือว่าเป็นการเสริมสภาวะนิเวศน์ของเรา (ทั้งประชาคมและฉัน) หรือเป็นส่วนหนึ่งของแผน "ครอบครองปรปักษ์" อย่างเป็นขั้นตอน ------------------------------------------------------ แต่กระแตแต้แว้ดคู่นั้นดูเหมือนจะจงใจแยกตัวเอง ออกจากความคึกคักที่เกิดขึ้นรอบตัว ทันทีที่เห็นฉัน ทั้งคู่ส่งเสียง "แต้แว้ด" ขึ้นมาพร้อม ๆ กันอย่างตื่นเต้น และโผขึ้นบินจากริมบึงน้ำข้างต้นไม้ใบหนาทึบอย่างคึกคัก ------------------------------------------------------ วนเวียนส่งเสียงดังก้องไปรอบ ๆ อยู่สองสามรอบ เจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นี้ก็แยกกันไปคนละทิศ... สายตาของฉันติดตามความเคลื่อนไหวของมันอย่างใกล้ชิด มันเป็นเสียงแสดงความยินดีที่ได้พบปะกับคนแปลกหน้า หรือเป็นเสียงเตือนให้ผู้เหยียบย่ำดินแดนของมันถอยออกห่างไป เขามองฉันเป็นกัลยาณมิตรร่วมชะตากรรม
ตัวแรกโผบินเป็นเส้นตรง พร้อมส่งเสียงร้องดังลั่น พุ่งตรงมาทางฉัน และก่อนที่จะปะทะกับศีรษะของฉัน มันก็หักมุมเลี้ยวกลับขึ้นไป, อย่างฉับพลัน, อย่างคล่องแคล่ว... และดูเหมือนจะอย่างผลุนผลันด้วย
ในบัดดลนั้นเอง ตัวที่สองก็แฉลบลงมาอีกด้านหนึ่งด้วยความเร็ว ดุดันและส่งเสียง "แต้แว้ด" ออกมาอย่างมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ใกล้ ๆ หูข้างหนึ่งของฉัน พลัน,ฉันเห็นภาพของฝูงนกอาละวาดมนุษย์ ในภาพยนตร์สยองเรื่อง The Birds ของอัลเฟรด ฮิชค็อก ขึ้นมากระทันหัน และในบัดดลนั้นเอง ความหมายของเซนก็ปรากฎชัดแจ้ง ตรงริมน้ำท่าจีนแห่งนั้น ------------------------------------------------------ เพราะเป้าหมายของเซนคือการไร้เป้าหมาย ไม่กี่นาทีต่อมา, เจ้านกทั้งสองไปตั้งหลักอยู่ริมสระบัวข้าง ๆ ... ตัวแรกส่งเสียง "แต้แว้ด" กับตัวที่สอง หลังจากบินฉวัดเฉวียนเหนือ ศีรษะฉันอย่างน่าหวาดเสียวว่า "ฉันบินไปเปล่า ๆ,แล้วกลับมาเปล่าๆ...ไม่ได้มีเป้าประสงค์อะไร" ตัวที่สอง "แต้แว้ด" กลับมาถามด้วยความงุนงงว่า
"หาไม่แล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าฉันไปเปล่าๆ แล้วกลับมาเปล่าๆ..."
"ฉันก็เหมือนแกนั่นแหละ" ------------------------------------------------------ "บทสนทนา" ของกระแตแต้แว้ด ทำให้ฉันหวนคิดถึงพระเซนที่วัดนอกกรุงเกียวโต ที่ฉันไปนอนค้างเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดทางธรรม
ไม่เหมือนกับการไม่ทำอะไร...เซนคือการทำให้แน่ใจว่าไม่ทำอะไร
สำหรับผู้ศึกษาเซนใหม่ ๆ ความเป็นเซนกับความขี้เกียจย่อมไม่เหมือนกัน ...แต่อย่าได้แปลกใจเป็นอันขาดหากอาจารย์เซนเก๋าจริงๆ จะบอกคุณว่าทำไมเซนกับความขี้เกียจจะเป็นเรื่องเดียวกันไม่ได้ และอย่าได้เผลอตกหลุมพรางแห่งเซน ด้วยการตอบว่าเซนก็คือทุกอย่างที่คุณคาดไม่ถึง เพราะเซนจะบอกคุณว่าการไม่ทำอะไรนั้นก็คือการทำอะไรแล้ว ------------------------------------------------------
บ้านน้อยริมน้ำที่บางเลนแห่งนี้ สำหรับฉันจึงเป็นการทำจิตใจให้ว่าง... การจงใจไม่ทำอะไรเพื่อเป็นการทำอะไร... ความว่าง" กับ "ความว่างเปล่า" ย่อมไม่เหมือนกัน นกกระแตแต้แว้ด (Red-watted Lapwing) อาจเป็นนกประจำถิ่นของไทย สีสวย หุ่นดี พบเห็นได้ทั่วไป พบได้ทุกภาคของประเทศ ------------------------------------------------------ แต่เจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นี้ที่บางเลน มีความหมายพิเศษสำหรับฉัน ริมหนองน้ำและพุ่มไม้ริมแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำนครชัยศรีก็เรียก) มันไม่ได้เป็นพระเอกของธรรมชาติบริเวณนั้นด้วยซ้ำ เพราะนกปากห่างที่ใหญ่กว่าและเคลื่อนเป็นกองทัพนั้นดูขึงขัง ยิ่งใหญ่อลังการกว่ามากมาย อีกทั้งนกกระปูด, นกกระติ๊ด, นกคุ่มอกลาย นกปรอดหัวโขน (นกกรงหัวจุก), นกกาเหว่า นกกางเขน, นกเขา... ต่างก็แวะเวียนมาถามไถ่ทุกข์สุขของกันและกันที่นี่เป็นประจำ แต่เจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นี้มีความผูกพันกับฉันเป็นพิเศษ... หลายวันแล้วที่เหมือนเราจะมีนัดหมายกัน เพื่อ "การทดสอบทางจิตวิญญาณ" ของกันและกัน
เช้าอีกวันหนึ่ง มันทำท่าจะหลอกล่อให้ฉันตายใจ เมื่อฉันเดินเข้าป่าข้างบ้าน และทำสมาธิไปอย่างเนิบๆ ช้า ๆ... เดินแบบที่ท่านติช นัท ฮันห์เรียกว่า "เดินโดยไม่มีการไปถึง" เดินอย่างที่ "แต่ละก้าวคือชีวิต, แต่ละก้าวคือสุขสันติ" ฉันเหลือบดูจุดที่เจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นั้นเคยปักหลักเป็นถิ่นอาศัย ไม่มีร่องรอย ไม่มีเสียง ไม่มีอาการใด ๆ ของการทักทายอย่างร้อนแรง อย่างที่เคยสัมผัสมาหลายวันก่อนหน้านี้ ฉันตายใจ...วันนี้ฉันกับป่าไผ่และต้นหลิวกับไม้เต็งรังริมน้ำ คงสามารถอยู่ในความสงบ แต่ละก้าวย่างที่เดินจะไปกับการปล่อยวางจิตได้... แทรกด้วยก็แต่เพียงกลิ่นหอมของหญ้าริมทางเท่านั้น ฉันก้าวเดินด้วยการบอกตัวเองให้มีสติ รู้สึกถึงลมหายใจละเอียดขึ้น เริ่มบอกตัวเองว่าสามารถกำหนดรู้ทั้งการหายใจและก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน ------------------------------------------------------
วัดความยาวของลมหายใจด้วยจำนวนก้าว...ยิ่งหายใจช้า, ยิ่งก้าวช้า... นี่ใช่ไหมที่เรียกว่าการ "ประคองการกำหนดรู้และสันติสุข"? เมื่อกำหนดรู้แล้วความผ่อนคลายก็ตามมา... ดอกบัวในสระทั้งตูมและบานอย่างสดชื่นและสันติ... ดอกบัวจะบานขึ้นจากรอยเท้าที่เชื่องช้าแต่มั่นคงหรือไม่หนอ? ฉันไม่กล้าคิดต่อ... เพราะเซนบอกว่าเป้าหมายของการทำสมาธิคือการไม่มีเป้าหมาย... เพราะ "ซาเซ็น" (zazen) คือการนั่งเฉย ๆ โดยไม่ต้องมีเป้า ไม่มีความคาดหวัง, ไม่สร้างวิมานในอากาศ... แค่อยู่เฉย ๆ กับความว่าง ก็คือการบรรลุในสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะบรรลุแล้ว ทันใดนั้นเอง, เสียงเจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นั้นก็ดังขึ้นมา ...เป็นเสียงคุ้นเคย, เป็นเสียงก้องกังวานที่ท้าทายความเงียบสงบรอบ ๆ ตัว ------------------------------------------------------ ตัวแรกโผบินขึ้นกลางอากาศอย่างคึกคะนอง หักมุมกระทันหัน และ...พลันที่ฉันเหลือบหางตาไปทางทิศของมัน... ก็เห็นมันพุ่งตรงมาที่ฉันเกือบจะเป็นเส้นตรง ด้วยอาการมุ่งมั่น, ด้วยความร้อนรน หากฉันไม่หลบ, เจ้า "แต้แว้ด" ตัวนั้นคงจะปะทะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายฉัน ...หรือมันคิดว่ามันจะหลบทันในวินาทีสุดท้าย ก่อนจะเกิดวิกฤตที่ทั้งมันและฉันไม่ได้แสวงหา? ------------------------------------------------------ ขณะที่ฉันพะวงกับเจ้าตัวแรก,"แต้แว้ด" ตัวที่สองก็พุ่งเสียงดังจากข้างหลัง ประหนึ่งว่าเป็นปฏิบัติการ "กามิกาเซ่" ที่วางแผนร่วมกันมาอย่างแยบยล ฉันไม่อาจจะบอกได้ว่าใครหลบใครได้ทันท่วงที แต่ต่างฝ่ายต่างกลับไปสู่จุดเดิมของตนอีกครั้ง ฉันพยายามจะหาคำตอบ ถามตัวเองว่าเจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นี้ต้องการจะทำลายสุขสันติทางใจ แห่ง "การเดินอย่างมีสติ" ของฉัน หรือต้องการจะท้าทายให้ฉันต้องยิ่งต้องฝึกความนิ่งภายใต้การเร่งเร้า และก่อกวนของเพื่อนร่วมทาง ------------------------------------------------------ แว่วที่ข้างหูจากอาจารย์ติช นัท ฮันห์อีกว่า "หากเธอไม่อาจแลเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าและรอบกายของเธอ เธอจะคาดหวังที่จะแลเห็นธรรมชาติของเธอเองได้อย่างไร?"
วันรุ่งขึ้น, ฉันเดินเนิบช้าตามปกติดั่งทุกวัน... ฉันพร้อมสำหรับการท้าทายจากกัลยาณมิตรกระแตแต้แว้ดแล้ว ฉันพร้อมที่จะพิสูจน์ความสงบนิ่งของจิตใจ เพื่อประสานกับเสียง "แต้แว้ด" ของเพื่อนร่วมเดินทางคู่นี้ --------------------------------------------------------- เพราะอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ บอกไว้ว่า ในดินแดนบริสุทธิ์ เสียงเพลงของนก คือเสียงแห่งธรรมะ บนโลกของเรา เสียงเพลงของนกก็เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงของเรา -------------------------------------------------------- อาจารย์เซน อีกท่านหนึ่ง เล่าขานกันต่อมาว่า "ในยามเริ่มแรก, ทุกสิ่งทุกอย่างหามีการเกิดหรือแตกดับไม่... เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง, ดอกไม้นับพันพากันยินดี นกสีทองพากันร้องเพลงบนหลิวเขียว" -------------------------------------------------------- หลายวันแล้วที่กระแตแต้แว้ดคู่นั้นไม่ได้ส่งเสียงทักทายฉัน... ฉันรู้แล้ว, บทเรียนแห่งธรรมชาติที่บางเลนสอนฉันอีกบทหนึ่ง เมื่อที่นี่ไม่มีอะไร, ในจิตใจก็ไม่มีอะไร... ความสุขสุดยอด คือการไม่มีอะไร -----------------------------------
|
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 13 พฤษภาคม 2551 | ||
ปีมหามงคลของจีน กลับมีแต่ภัยพิบัติ ทุกรูปแบบ |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||