พิมพ์หน้านี้
|
พอจีนประกาศว่าอัตราโตผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GDP ของเขาเมื่อปีที่ผ่านมายืนอยู่ที่ 10.7 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นอันรู้กันว่าเศรษฐกิจของจีนนั้นมาถึงจุดที่ "ฉุดไม่อยู่" เสียแล้ว เพราะนั่นคืออัตราโตที่สูงที่สุดใน 11 ปี เท่ากับยืนยันว่าความพยายามของรัฐบาลกลางที่ปักกิ่งให้หามาตรการ "ลดความร้อนแรง" ลงนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ความกลัวเรื่อง "ฟองสบู่แตก" ก็หวนกลับมาสู่แวดวงนักวิเคราะห์เศรษฐกิจระหว่างประเทศอีกรอบหนึ่ง พอเจาะลึกลงไป ก็เห็นว่าปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขโตของปี ค.ศ.2006 คืออะไร ก็ได้ความว่าการส่งออกนั่นแหละพุ่งพรวดพราดขึ้นไป ตามมาด้วยยอดขายปลีกที่สูงขึ้นอย่างแรง แถมการผลิตด้านอุตสาหกรรมก็ขยายตัวอย่างคึกคัก ไม่ต้องพูดถึงการก่อสร้างถนน สร้างเมือง และตึกรามบ้านช่องในหลายๆ จุด ใครไปปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้ตอนนี้ก็จะเห็นกิจกรรมการก่อสร้างที่เกือบจะมีอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงเพราะปีหน้าปักกิ่งเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกและอีกสองปีต่อจากนั้น เซี่ยงไฮ้ก็จะเป็นผู้จัดงาน World Expo ซึ่งถือเป็นงานยักษ์อันดับสามของโลก รองลงมาก็แต่โอลิมปิกและ World Cup เท่านั้น ที่ออกจะแปลกก็คือว่านี่คือ "ข่าวดีที่ทำให้เกิดข่าวร้าย" เพราะแม้นักเศรษฐศาสตร์จีนหลายคนนั้นพอเห็นตัวเลขเศรษฐกิจทางการสำหรับปีที่ผ่านมาออกมาอย่างนี้ ก็ทำนายเลยว่าสงสัยรัฐบาลกลางจะต้องปวดหัวอีกแล้ว ทำไมข่าวเศรษฐกิจดีเกินคาดจึงเป็นข่าวร้าย? เพราะกลัว "ร้อนแรงเกินเหตุ" หรือที่รู้จักกันดีในคำว่า overheating ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่มีผลร้ายทางสังคมและการเมืองสำหรับผู้นำจีนได้ คนจนต้องกระเบียดกระเสียรนั้นเป็นเรื่องของความเคยชิน แต่ชนชั้นกลางที่ได้ลิ้มรสของเงินทองแล้ว อยู่ดีๆ เกิดเจ๊งขึ้นมา ต้องหันกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนยากไร้นั้น เป็นเรื่องร้ายแรงทางสังคมเพราะมันสามารถทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้ยิ่งกว่าคนจนด้วยซ้ำ ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา รัฐบาลกลางที่ปักกิ่งได้พยายามเพลาความร้อนแรงของเศรษฐกิจด้วยการสั่งให้สถาบันการเงินเพิ่มดอกเบี้ย และกดดันให้ธนาคารลดการปล่อยกู้ให้กับโครงการที่ทำท่าว่าจะมีผลต่อการผลักดันให้อัตราโตสูงขึ้นเกินกว่าระดับแห่งความเหมาะควร แต่มาตรการเหล่านั้นกลับไปเป็นผลทางปฏิบัติ เพราะอัตราโตของ GDP เมื่อปี ค.ศ.2002 อยู่ที่ร้อยละ 9.1 และกระโดดไปที่ 10.4 เมื่อปี 2005...พอถึงปี 2006 แทนที่จะหดตัวหรือหยุดนิ่งกลับขยับขึ้นต่อไปอยู่ที่ 10.7 เปอร์เซ็นต์ ย้อนกลับไปดูจะเห็นว่าปีที่ GDP โตกว่านี้คือเมื่อ 1995 ซึ่งแสดงตัวเลขอัตราขยับขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมอยู่ที่ 10.9 หมายความว่าปีที่เพิ่งหมดไปนั้นมีความร้อนแรงของเศรษฐกิจสูงสุดใน 11 ปี...ขณะที่หลายๆ ประเทศในโลกทั้งใหญ่ และเล็กต่างบอกว่าหากได้อัตราโตร้อยละ 5 ก็ถือว่าเก่งแล้ว แน่นอนว่าปักกิ่ง ย่อมอยู่เฉยๆ ไม่ได้กับ "ความซ่าเกินเหตุ" ของเศรษฐกิจ (แม้ว่าลึกๆ แล้วเขาจะภาคภูมิกับ "ศักยภาพ" แห่งการสร้างตนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในอนาคต) และถ้าอาการของเศรษฐกิจปีนี้ยังทำท่าว่าจะพุ่งต่อ ก็หนีไม่พ้นว่าทางการจีนจะต้องควักเอามาตรการเข้มข้นกว่าที่ผ่านมาออกมาใช้เพื่อจัดการกับมังกรที่เต้นเหมือน "ม้าพยศ" ตัวนี้ อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนก็ถูกกดดันอย่างต่อเนื่องให้เดินหน้าทำให้เงินสกุลหยวนของเขาแข็งมากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิม...เป้าหมายหนึ่งก็คือลดตัวเลขได้ดุลการค้ากับสหรัฐที่โวยวายเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว พอตัวเลขเศรษฐกิจโตอย่างน่ากลัวของจีนออกมา สหรัฐก็จะต้องออกมาชี้นิ้วไปที่ปักกิ่งทันทีว่า "เห็นไหม แสดงว่าคุณยังไม่ได้ทำให้เงินหยวนของคุณแข็งเพียงพอ..." ทางการจีนก็จะหันมาแย้งว่า "ทำมากแล้วเพื่อนเอ๋ย ก็อัตราแลกเปลี่ยนจาก 8.26 หยวนต่อหนึ่งเหรียญอเมริกันเมื่อปีกว่าๆ มาเป็น 7.77 วันนี้แล้ว ไม่เห็นหรือไง?" จีนจะอ้างอย่างไร มะกันก็จะยังบอกว่ามันน้อยไป ช้าไปอยู่ดี แต่เชื่อผมเถอะว่า แม้มะกันจะไม่กดดันจีน ผู้นำจีนเองก็จะไม่ยอมให้อัตราโตของ GDP ปีนี้โตเกินกว่าปีที่แล้วแน่นอน เพราะยิ่งตัวเลข GDP ดูสวยมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนของจีนนั้นกว้างขึ้นทุกที ช่องว่างของปากท้องชาวบ้านยิ่งกว้างเท่าไหร่ ระเบิดเวลาทางการเมืองก็ยิ่งใหญ่และแรงเท่านั้น (อะไรอยู่ในกระแสของข่าวทั้งในและต่างประเทศ ต้องการแลกเปลี่ยนความเห็นในทุกเรื่องราวรอบตัวท่าน เข้ามาในห้องส่วนตัวของผมที่ www.oknation.net/blog/black ได้ตลอด 24 ชั่วโมง) |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 11 สิงหาคม 2551 | ||
ศึกรัสเซีย VS จอร์เจียจะเผชิญทางออกได้หรือไม่ ? |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | |||