• สุทธิชัย หยุ่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : yoon@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-22
  • จำนวนเรื่อง : 956
  • จำนวนผู้ชม : 1590385
  • จำนวนผู้โหวต : 5252
  • ส่ง msg :
สุทธิชัย หยุ่น
เวทีแลกเปลี่ยนความเห็นว่าด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเราอย่างเปิดกว้างและรอบด้าน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/black
วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550
ถ้าคุณเจอทักษิณ จะซักเขาในเรื่องไหน?
Posted by สุทธิชัย หยุ่น , ผู้อ่าน : 1993 , 08:57:21 น.   | หมวดหมู่ : Blog Talk  
พิมพ์หน้านี้


คุณเข้าไปที่เว็บไซท์ของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นวันนี้แล้วหรือยัง? ผู้อ่านภาษาอังกฤษของเรากำลังคึกคักเข้มข้นกับคำถามที่ตั้งว่า "If you could ask Thaksin a question, what would
it be?"

          ไม่น่าเชื่อว่าผู้คนเข้ามาตั้งคำถามกันอย่างร้อนแรง คงทำให้ทักษิณต้องคิดหนักว่ายังอยากจะเจอนักข่าวไทยเพื่อเปิดให้มีการสัมภาษณ์อย่างที่เคยประกาศเอาไว้หรือเปล่า...และที่นพดล ปัทมะ บอกว่าทักษิณเปลี่ยนใจ ขอชะลอการเปิดทางให้นักข่าวจากเมืองไทยไปสัมภาษณ์เขานั้นเป็น เพราะคำถามตรงไปตรงมาของคนไทยที่รู้ทันหรือเปล่า

          วันนี้ ผมขอตั้งประเด็นนี้ใน blog นี้บ้าง, ถ้าปะหน้าทักษิณ, ในฐานะเป็นเจ้าของประเทศไทยด้วยกัน คุณจะถามเขาว่าอย่างไร?

         เชิญเขียนเข้ามาอย่างเต็มที่...เพราะเห็นเขาอยากให้สัมภาษณ์เหลือเกิน...ถึงคราวคนไทยมีสิทธิซักทักษิณบ้าง

        เชิญเลยครับ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 248
kingkaoz วันที่ : 07/12/2007 เวลา : 12.49 น.
http://www.oknation.net/blog/kingkaoz

จะร้องเพลงให้ฟัง"อดีตที่ผ่านไปช่างมัน ลืมกันเสียทีไม่มีคุณค่าพอให้จดจำ แต่อยากบอกเธอไว้สักคำเธอจงรับฟัง ว่าฉันคนนี้ยังไงก็รักเธอ"ร้องออกมาจากใจเรารักทักษิณครับ
ความคิดเห็นที่ 247
terror26 วันที่ : 10/09/2007 เวลา : 16.41 น.
http://www.oknation.net/blog/terror26

ท่านลืมไปหรือเปล่าว่า
ตายไปแล้วแม้แต่เหรียญบาทในปาก ก็เอาไปไม่ได้
ความคิดเห็นที่ 246
lalil วันที่ : 31/08/2007 เวลา : 22.50 น.
http://www.buyer-info.org

ถ้าหนังสือเดินทางไทยหมดอายุระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ ท่านจะทำอย่างไรค่ะ
ความคิดเห็นที่ 245
JUIIUJ วันที่ : 05/07/2007 เวลา : 17.48 น.
http://www.oknation.net/blog/jui110

http://www.oknation.net/blog/jui110/2007/07/05/entry-1 ช่วยหน่อยครับอาจารย์สั่งครับ(แอดใหม่แล้วน๊าพี่ๆๆ)
ความคิดเห็นที่ 244
Pnokchio วันที่ : 29/06/2007 เวลา : 15.54 น.
http://www.oknation.net/blog/no-serious-th

ถาม "ในชีวิตเคยเสียดายอะไรมากที่สุด"
ตอบ(เด่ะ) "เสียดายที่มีวันนี้"
ความคิดเห็นที่ 243
จิ้งจก วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 01.26 น.
http://www.oknation.net/blog/ryuki2007

ถ้าตายไปเจอหน้าพ่อแม่จะพูดทักทายกับพ่อแม่ว่าอย่างไร และถ้าวิญญาณมีจริงตายไปแล้วจะมีความสุขมั้ยถ้าเห็นอนาคตของลูกหลานที่อาจจะต้องตกระกำลำบาก และถูกสาปแช่งบรรพบุรุษ
ความคิดเห็นที่ 242
apooh วันที่ : 03/06/2007 เวลา : 18.37 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
ในบางคราความรู้สึกที่ลึกล้ำ เหยียบย่ำย้ำในหัวใจเศร้า เมื่อมองเห็นเส้นทางระหว่างเรา เงียบเหงา ว้าเหว่วังเวงจำ (ดั่งดวงหฤทัย) : ทมยันตี

ปกติเป็นคนไม่กลัวผี ไม่เชื่อไม่ลบหลู่ และไม่เคยเจอผีด้วย
แต่ถ้า เป็นผีคุณเหลี่ยม อยากให้มาบอกว่า ตายไปแล้วเอาอะไรไปได้บ้างหรือเปล่า เพราะเห็นไขว่คว้าหาไว้มากเหลือเกิน
ไม่ต้องห่วงนะจะนานแค่ไหนก็จะรอคำตอบน่ะ
ความคิดเห็นที่ 241
Freedomheart วันที่ : 23/05/2007 เวลา : 19.35 น.
http://www.oknation.net/blog/Freedomheart


กม.มุนา วต.ตตี โลโก

( กัมมุนา วัตตะตี โลโก )

สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม
ความคิดเห็นที่ 240
Freedomheart วันที่ : 19/05/2007 เวลา : 14.20 น.
http://www.oknation.net/blog/Freedomheart


ฉันเหมือนหมาเหงา




............................. ฉันหิว ฉันโง่ ฉันเขลา

............................. ฉันจึง มาหา ความหมาย

............................. ฉันเรียน ฉันโพสท์ มากมาย

............................ สุดท้าย ฉันไม่ได้ กำลังใจ !





ท้ายนี้ : ถ้าฉันได้กำลังใจไม่เพียงพอ .....ฉันคงต้องจากพวกเธอไป.....เพราะฉันมันไม่มีความหมาย.
ความคิดเห็นที่ 239
ปลากิมไข่เต่า วันที่ : 13/05/2007 เวลา : 22.09 น.

คงไม่มีคำถาม เพราะ คนๆนี้ ไม่เคยอยู่ในความคิด สักนิดเดียว...
ความคิดเห็นที่ 238
sixty วันที่ : 13/05/2007 เวลา : 21.55 น.
http://www.oknation.net/blog/4teen
อย่านำความขาดแคลนมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน

อืม... คุณสุทธิชัย ตั้งประเด็นอย่างนี้ทำไม.... อ่านแล้วรู้สึกแย่กับถ้อยคำที่เขียนกันนะครับ... หรือว่ายืมมือคนอื่นด่าคนอื่นแทนตัวเอง
ความคิดเห็นที่ 237
พิจิก วันที่ : 09/05/2007 เวลา : 17.53 น.

ขอถามแค่ 3 ข้อค่ะ
หนึ่ง......คุณรักชาติ จริงหรือไม่
สอง......คุณจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จริงหรือไม่
สาม..... คุณมีสำนึกผิดชอบชั่วดีหรือไม่ และเชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรมหรือไม่
แต่ดิฉันกลัวค่ะ กลัวว่า ยังตอบไม่ครอบ 3 ข้อ อาจมีอสุนีบาตฟาดลงมา หรือไม่ก็ธรณีพิโรธ
ความคิดเห็นที่ 236
beachboy วันที่ : 08/05/2007 เวลา : 21.49 น.
http://www.oknation.net/blog/phuketnews

เหนื่อยแทน
ความคิดเห็นที่ 235
beachboy วันที่ : 08/05/2007 เวลา : 21.48 น.
http://www.oknation.net/blog/phuketnews

คุณเป็นคนไทยรึป่าววะ
ความคิดเห็นที่ 234
มาลัยอิสรา วันที่ : 08/05/2007 เวลา : 21.39 น.
http://www.oknation.net/blog/womenfreedom
โครงการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสตรีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โทร. 0–2613–3605, E–mail : women@tu.ac.th,wysp@tu.ac.th 

ทำไมสื่อจึงเซ็นเซอร์ตัวเอง?


โดย วิมล อังสุนันทวิวัฒน์ นักข่าวอิสระ รายงาน
วิภา ดาวมณี โครงการสตรีศึกษา เรียบเรียง
ในยุครัฐบาลถนอม กิตติขจร มีการควบคุมเสรีภาพของสื่อมวลชนภายหลังปฏิวัติยึดอำนาจจากตัวเองเมื่อปี 2514 อาจารย์ดำรงค์ อินทรมีทรัพย์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของกระทรวงพาณิชย์ขณะนั้น หาญกล้าพาดหัวข่าวกล่าวโทษจอมพลถนอม กิตติขจร ถึงขั้นว่ามีโทษถึงประหารในการล้มล้างรัฐธรรมนูญ จนหนังสือพิมพ์ถูกสั่งปิด ตัวบรรณาธิการถูกนำไปสอบสวนเดี่ยว 24 ชั่วโมงที่ถนนเศรษฐศิริ นี่คือภาพอดีต อันเป็นภาพสะท้อนว่าเสรีภาพสื่อถูกคุกคามจากกลไกอำนาจรัฐ ไม่เว้นแม้แต่สื่อของรัฐเอง
อาจารย์ดำรงค์เล่าว่าตอนนั้นคิดว่าตนเองบริสุทธิ์คงไม่เป็นอะไร เมื่อโรงพิมพ์ ถูกปิดพนักงานกว่า200 คนต้องตกงาน รู้สึกเสียใจที่เป็นเหตุให้พวกเขาตกงาน จึงขอให้ส่วนการพิมพ์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหนังสือพิมพ์ เช่น ส่วนที่พิมพ์ราชกิจจานุเบกษา ได้เข้าทำงานต่อไปได้ ภายหลังเมื่อมีการตั้งกรรมการสอบสวนและผ่านกระบวนการสอบสวนแล้ว เห็นว่าไม่ได้มีเจตนาจะลงข่าวเพื่อยุยงให้ผู้คนเกลียดชังรัฐบาล เพียงแต่นำเสนอข่าวไปตามข้อเท็จจริง ว่าจากการทำรัฐประหารของรัฐบาล ทำให้ สส. ต้องหมดสมาชิกภาพ จึงรวมตัวกันฟ้องรัฐบาลในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน ซึ่งตามปกติข้อหานี้จะมีโทษประหารชีวิต การพาดหัวข่าวก็เพื่อปรับโฉมหนังสือจากการรายงานข่าวเศรษฐกิจที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นการพาดหัวข่าวที่น่าสนใจประจำวัน พาดหัวข่าวที่เกิดกรณีอื้อฉาวในครั้งนั้นเขียนไว้ว่า “ฟ้องให้ประหารจอมพลถนอม ฐานกบฏในราชอาณาจักร” ซึ่ง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยวิจารณ์ไว้ในนสพ.สยามรัฐว่า...เป็นการพาดหัวด้วย “จิตวิญญาณนักหนังสือพิมพ์” ใครมาเป็นสื่อก็ต้องทำงานอย่างนี้ทั้งนั้น และเมื่อจิตวิญญาณนักหนังสือพิมพ์ปะทะกับจิตวิญญาณของข้าราชการ มรว.คึกฤทธิ์ ท่านเขียนไว้ว่า...
...น่าประหลาดใจไหมว่า ข้าราชการประจำแท้ๆ ก็มีวิญญาณของคนหนังสือพิมพ์แท้ๆ ได้
วิญญาณของคนหนังสือพิมพ์นั้นจะเป็นอย่างไร ผมจะไม่พูดไว้ในที่นี้
เพราะจะบรรยายอย่างไรก็ไม่ถูก ใครมีก็รู้เอง
ขอบันทึกไว้แต่เพียงว่า หนังสือพิมพ์นั้นเป็นอาชีพที่ขลังอยู่
ใครที่ไหนก็ตาม แม้แต่ข้าราชการประจำลองเข้ามาทำงานหนังสือพิมพ์ไปสักพักหนึ่ง ก็เกิดมีวิญญาณหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอย่างนั้นแหละ
หนังสือพิมพ์ที่เป็นของทางราชการเองนั้น ถ้าหากว่า ยังไม่เกิดวิญญาณของหนังสือพิมพ์ขึ้น ก็เป็นอันแล้วกันไป อาจมีอายุยืนมาได้ถึง 22 ปี อย่างหนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์
แต่ถ้าเกิดวิญญาณของหนังสือพิมพ์ขึ้นมาเมื่อไรแล้ว วิญญาณหนังสือพิมพ์นั้นก็จะต้องกระทบกระทั่งกับวิญญาณของทางราชการขึ้นจนได้
เพราะวิญญาณของหนังสือพิมพ์กับวิญญาณของทางราชการเป็นคนละดวงกัน
เมื่อวิญญาณหนังสือพิมพ์กระทบกับวิญญาณของทางราชการแล้ว วิญญาณหนังสือพิมพ์ก็มักจะดับ
บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์ก็เลยต้องกลับไปนั่งโต๊ะทำงานเป็นข้าราชการประจำตามกรมกองสังกัดเดิมต่อไป
ถูกไล่ออกจากฐานันดรที่ 4 ว่างั้นเถอะ
เขียนมาถึงแค่นี้แล้วก็ไม่มีการสรุปอะไรทั้งสิ้น
อยากจะแสดงความหวังไว้แต่เพียงว่า วิญญาณของหนังสือพิมพ์นั้นจะไม่ติดตามตัวข้าราชการกลับไปถึงกรมกองสังกัดเดิม...
ประกอบกับตอนนั้นมีคนนำกรณีนี้ไปเขียนบทความ แม้แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชก็เขียนถึงกรณีนี้ และมีคนมาขอสัมภาษณ์ พูดกันต่อๆ กลายเป็นกระแส ดังนั้นอีก 20 วันต่อมา ทางรัฐบาลก็สั่งให้เปิดหนังสือทำการต่อไปได้
เรื่องสิทธิเสรีภาพ...เป็นเรื่องธรรมชาติที่ติดตัวเรามาทุกคน แต่เสรีภาพมักถูกปล้นไปภายใต้การปกครองของเผด็จการแม้เราจะมีข้อบัญญัติไว้ในรัฐะรรมนูญอย่างสวยหรู สำหรับนักข่าว สื่อมวลชนระดับคนทำงานทุกคนอยากจะนำเสนอข้อเท็จจริง แต่เมื่อผ่านกระบวนการมาสู่ระดับบริหาร เจ้าของสื่อ บรรณาธิการ บางทีก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ข้อเท็จจริงไม่สามารถปรากฏต่อสายตาประชาชนได้ เพราะต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของกิจการและผลประโยชน์ในทางการค้า และสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ
แม้ปัจจุบันอาจารย์ดำรงค์ ได้ก้าวมาทำหน้าที่ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเอกชน ในฐานะรองอธิการบดี ประสบการณ์ที่ท่านไม่เคยลืมเลือนในครั้งกระนั้นก็ย้ำเตือนให้เชื่อมั่นเสมอว่า “ทางรอดของหนังสือพิมพ์คือ...ต้องซื่อสัตย์กับงานของตัวเอง...ต้องซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ” แล้วมวลชนจะลุกขึ้นมาปกป้องสื่อ หากสื่อไม่ห่างเหินจากมวลชน
หลายครั้งที่สื่อหลงทิศ ผิดทางเสนอแต่เรื่องราวของรัฐบาล และกลุ่มทุน ตลอดจนชนชั้นสูงเสมือนว่าเป็นกระบอกเสียงของรัฐ โดยวิ่งไล่ตาม “ท่านนายก” และบรรดารัฐมนตรีอยู่เป็นประจำจนเจนตา แต่ผลที่ได้รับก็คือ “เสรีภาพที่ถูกลิดรอน” แทนที่จะเสนอข่าวความทุกข์ร้อนของประชาชน การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม เรื่องดีๆของสามัญชน หรือคุณธรรมชาวบ้านที่พึงศึกษา

เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นของคู่กับสังคมที่เจริญแล้ว ยกอย่างในอังกฤษ สามัญชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์และล้อเลียนคนชั้นสูงได้ โดยไม่เป็นเรื่องผิดกฎหมายเลย แต่สำหรับบ้านเราดูเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นเรื่องที่รู้กันแต่ไม่กล้าพูด หรือพูดก็ถูกฟ้องหมิ่นประมาท หรือ เซ็นเซอร์ตัวเองไปโดยอัตโนมัติ ย้อนไปดูเหตุการณ์ในอดีต ความรุนแรงอันเป็นอาชญากรรมของรัฐในกรณี 14 ตุลา 2516 , 6 ตุลา 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 สาเหตุหลักก็มาจากการปิดกั้นเสรีภาพ การบิดเบือนข้อมูลผ่านสื่อของรัฐสร้างความโกรธแค้นในหมู่มวลชน สร้างความสับสนให้คนไทยฆ่ากันเอง
กรณี “คุณรัตนา สัจจเทพ” เธอมี Sense of Belonging มีความเคารพในสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีของตนเอง จึงออกมาฟ้องร้องกับสังคมให้เอาผิดกับข้าราชการ เอาผิดกับรัฐ ซึ่งในต่างประเทศกรณีเช่นนี้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างแน่นอนเพราะสำนึกของสิทธิปัจเจกชน สิทธิพลเมืองมีอยู่มาก มากกว่าบ้านเราที่สืบทอดวัฒนธรรมระบบเจ้าขุนมูลนาย เป็นไพร่ทาส หรือผู้น้อยอยู่เสมอ
สังคมที่เจริญแล้วจะต้องมีความเสมอภาค เราต้องมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมที่เราดำรงอยู่ร่วมกัน เราต้องมีเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการได้รับการศึกษา หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ สื่อก็ต้องมีเสรีภาพ และเราก็ต้องมีเสรีภาพในการที่จะได้รับความรู้ เพื่อปรับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ดังนั้นเราจะแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวให้รอดพ้นได้ เราต้องเปลี่ยนสำนึกของผู้คน ต้องกล้าคิดนอกกรอบเก่าๆ ประชาชนต้องกล้าตรวจสอบอำนาจรัฐ และสื่อต้องกล้าลุกขึ้นมานำเสนอความจริง สื่อที่เป็นคนทำงานต้องกล้ารวมตัวกันไม่ว่าจะในรูปของสหภาพ หรือ สหพันธ์ เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการตรวจสอบบรรณาธิการ และผู้บริหาร ที่แปรพักตร์ไปรับใช้นายทุน เผด็จการ และอิทธิพลคนโกง สังคมบ้านเรามีความไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันอยู่มาก เราถูกครอบงำด้วยอำนาจที่ลดหลั่นกันลงไป ยิ่งคนตัวเล็กยิ่งถูกรังแกมาก เพราะเราไม่กระตือรืนล้นช่วยพยุงคนตัวเล็กๆ ขึ้นมา เพื่อร่วมแก้ไขสังคมให้สู่ความดีงาม เรากลัวอำนาจรัฐ กลไกรัฐ เพราะมีประสบการณ์ถูกคนในเครื่องแบบใช้อำนาจข่มเหงรังแกมายาวนาน ตำรวจทหารกลายเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชนมากกว่าการให้ความคุ้มครองปกป้องประชาชน
สื่อมวลชนเมื่อขาดเสรีภาพ ก็จะกลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ไปในที่สุด แล้วอีกอย่างการที่เรามีกฎหมายหมิ่นประมาทเขียนไว้ครอบคลุมตีความได้กว้างมาก กฎหมายนี้เป็นเสมือนโซ่ตรวนที่รัฐใช้พันธนาการฝ่ายตรงข้าม อย่างเช่นกรณี บริษัทชินแซท ฟ้องหมิ่นประมาทอย่างไม่เป็นธรรมต่อคุณสุภิญญา กลางณรงค์ หญิงเหล็กนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อ คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธ์ ก็ถูกฟ้องเป็นหลักพันล้าน หรืออาจารย์ธำรงค์ศักดิ์ นักวิชาการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ก็ถูกฟ้องเกือบร้อยล้านจากเครือบริษัทชินวัตร และอีกหลายกรณี ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ การคอรัปชั่นทุกระดับ ปัญหาความยากจนซ้ำซาก และความไม่เป็นธรรมอันเกิดจากอำนาจทุนที่ครอบงำรัฐไทยในปัจจุบัน สะท้อนว่า...อำนาจรัฐแข็งแกร่งมากเกินไป เสรีภาพของสื่อและประชาชนทุกคน กำลังถูกคุกคาม ยิ่งภายหลังการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายนที่ผ่านมา เสรีภาพสื่อมวลชนก็ยิ่งถูกคุกคามหนักขึ้นที้งจากมือที่มองเห็นได้ในรูปคำสั่ง กฎหมาย ใบอนุญาต อำนาจมืด กลไกรัฐ ศาล ทหาร ตำรวจ คุก ตะราง ปืนและรถถัง ไปจนถึงมือที่มองไม่ห็นอย่างเช่นการเซ็นเซอร์ตัวเอง ความหวาดกลัวต่อผู้มีอำนาจ Social Sanction คุณค่า-ค่านิยมของสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ การมอมเมาในรูปแบบต่างๆ
ในยุคนี้เราจึงไม่เพียงเรียกร้องจริยธรรมของผู้ปกครอง แต่ยังต้องเรียกร้องจริยธรรมในตัวตนของประชาชน พลเมือง เรียกร้องความกล้าหาญ และสำนึกในสิทธิ เสรีภาพที่ติดตัวเรามาแต่กำเนิด เพื่อปกป้องการทำงานตามจรรยาบรรณสื่อมวลชน และเพื่อสังคมใหม่ที่เป็นธรรม
............................................................





ทำไมสื่อจึงเซ็นเซอร์ตัวเอง?


โดย วิมล อังสุนันทวิวัฒน์ นักข่าวอิสระ รายงาน
วิภา ดาวมณี โครงการสตรีศึกษา เรียบเรียง
ในยุครัฐบาลถนอม กิตติขจร มีการควบคุมเสรีภาพของสื่อมวลชนภายหลังปฏิวัติยึดอำนาจจากตัวเองเมื่อปี 2514 อาจารย์ดำรงค์ อินทรมีทรัพย์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของกระทรวงพาณิชย์ขณะนั้น หาญกล้าพาดหัวข่าวกล่าวโทษจอมพลถนอม กิตติขจร ถึงขั้นว่ามีโทษถึงประหารในการล้มล้างรัฐธรรมนูญ จนหนังสือพิมพ์ถูกสั่งปิด ตัวบรรณาธิการถูกนำไปสอบสวนเดี่ยว 24 ชั่วโมงที่ถนนเศรษฐศิริ นี่คือภาพอดีต อันเป็นภาพสะท้อนว่าเสรีภาพสื่อถูกคุกคามจากกลไกอำนาจรัฐ ไม่เว้นแม้แต่สื่อของรัฐเอง
อาจารย์ดำรงค์เล่าว่าตอนนั้นคิดว่าตนเองบริสุทธิ์คงไม่เป็นอะไร เมื่อโรงพิมพ์ ถูกปิดพนักงานกว่า200 คนต้องตกงาน รู้สึกเสียใจที่เป็นเหตุให้พวกเขาตกงาน จึงขอให้ส่วนการพิมพ์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหนังสือพิมพ์ เช่น ส่วนที่พิมพ์ราชกิจจานุเบกษา ได้เข้าทำงานต่อไปได้ ภายหลังเมื่อมีการตั้งกรรมการสอบสวนและผ่านกระบวนการสอบสวนแล้ว เห็นว่าไม่ได้มีเจตนาจะลงข่าวเพื่อยุยงให้ผู้คนเกลียดชังรัฐบาล เพียงแต่นำเสนอข่าวไปตามข้อเท็จจริง ว่าจากการทำรัฐประหารของรัฐบาล ทำให้ สส. ต้องหมดสมาชิกภาพ จึงรวมตัวกันฟ้องรัฐบาลในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน ซึ่งตามปกติข้อหานี้จะมีโทษประหารชีวิต การพาดหัวข่าวก็เพื่อปรับโฉมหนังสือจากการรายงานข่าวเศรษฐกิจที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นการพาดหัวข่าวที่น่าสนใจประจำวัน พาดหัวข่าวที่เกิดกรณีอื้อฉาวในครั้งนั้นเขียนไว้ว่า “ฟ้องให้ประหารจอมพลถนอม ฐานกบฏในราชอาณาจักร” ซึ่ง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยวิจารณ์ไว้ในนสพ.สยามรัฐว่า...เป็นการพาดหัวด้วย “จิตวิญญาณนักหนังสือพิมพ์” ใครมาเป็นสื่อก็ต้องทำงานอย่างนี้ทั้งนั้น และเมื่อจิตวิญญาณนักหนังสือพิมพ์ปะทะกับจิตวิญญาณของข้าราชการ มรว.คึกฤทธิ์ ท่านเขียนไว้ว่า...
...น่าประหลาดใจไหมว่า ข้าราชการประจำแท้ๆ ก็มีวิญญาณของคนหนังสือพิมพ์แท้ๆ ได้
วิญญาณของคนหนังสือพิมพ์นั้นจะเป็นอย่างไร ผมจะไม่พูดไว้ในที่นี้
เพราะจะบรรยายอย่างไรก็ไม่ถูก ใครมีก็รู้เอง
ขอบันทึกไว้แต่เพียงว่า หนังสือพิมพ์นั้นเป็นอาชีพที่ขลังอยู่
ใครที่ไหนก็ตาม แม้แต่ข้าราชการประจำลองเข้ามาทำงานหนังสือพิมพ์ไปสักพักหนึ่ง ก็เกิดมีวิญญาณหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอย่างนั้นแหละ
หนังสือพิมพ์ที่เป็นของทางราชการเองนั้น ถ้าหากว่า ยังไม่เกิดวิญญาณของหนังสือพิมพ์ขึ้น ก็เป็นอันแล้วกันไป อาจมีอายุยืนมาได้ถึง 22 ปี อย่างหนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์
แต่ถ้าเกิดวิญญาณของหนังสือพิมพ์ขึ้นมาเมื่อไรแล้ว วิญญาณหนังสือพิมพ์นั้นก็จะต้องกระทบกระทั่งกับวิญญาณของทางราชการขึ้นจนได้
เพราะวิญญาณของหนังสือพิมพ์กับวิญญาณของทางราชการเป็นคนละดวงกัน
เมื่อวิญญาณหนังสือพิมพ์กระทบกับวิญญาณของทางราชการแล้ว วิญญาณหนังสือพิมพ์ก็มักจะดับ
บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์ก็เลยต้องกลับไปนั่งโต๊ะทำงานเป็นข้าราชการประจำตามกรมกองสังกัดเดิมต่อไป
ถูกไล่ออกจากฐานันดรที่ 4 ว่างั้นเถอะ
เขียนมาถึงแค่นี้แล้วก็ไม่มีการสรุปอะไรทั้งสิ้น
อยากจะแสดงความหวังไว้แต่เพียงว่า วิญญาณของหนังสือพิมพ์นั้นจะไม่ติดตามตัวข้าราชการกลับไปถึงกรมกองสังกัดเดิม...
ประกอบกับตอนนั้นมีคนนำกรณีนี้ไปเขียนบทความ แม้แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชก็เขียนถึงกรณีนี้ และมีคนมาขอสัมภาษณ์ พูดกันต่อๆ กลายเป็นกระแส ดังนั้นอีก 20 วันต่อมา ทางรัฐบาลก็สั่งให้เปิดหนังสือทำการต่อไปได้
เรื่องสิทธิเสรีภาพ...เป็นเรื่องธรรมชาติที่ติดตัวเรามาทุกคน แต่เสรีภาพมักถูกปล้นไปภายใต้การปกครองของเผด็จการแม้เราจะมีข้อบัญญัติไว้ในรัฐะรรมนูญอย่างสวยหรู สำหรับนักข่าว สื่อมวลชนระดับคนทำงานทุกคนอยากจะนำเสนอข้อเท็จจริง แต่เมื่อผ่านกระบวนการมาสู่ระดับบริหาร เจ้าของสื่อ บรรณาธิการ บางทีก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ข้อเท็จจริงไม่สามารถปรากฏต่อสายตาประชาชนได้ เพราะต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของกิจการและผลประโยชน์ในทางการค้า และสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ
แม้ปัจจุบันอาจารย์ดำรงค์ ได้ก้าวมาทำหน้าที่ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเอกชน ในฐานะรองอธิการบดี ประสบการณ์ที่ท่านไม่เคยลืมเลือนในครั้งกระนั้นก็ย้ำเตือนให้เชื่อมั่นเสมอว่า “ทางรอดของหนังสือพิมพ์คือ...ต้องซื่อสัตย์กับงานของตัวเอง...ต้องซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ” แล้วมวลชนจะลุกขึ้นมาปกป้องสื่อ หากสื่อไม่ห่างเหินจากมวลชน
หลายครั้งที่สื่อหลงทิศ ผิดทางเสนอแต่เรื่องราวของรัฐบาล และกลุ่มทุน ตลอดจนชนชั้นสูงเสมือนว่าเป็นกระบอกเสียงของรัฐ โดยวิ่งไล่ตาม “ท่านนายก” และบรรดารัฐมนตรีอยู่เป็นประจำจนเจนตา แต่ผลที่ได้รับก็คือ “เสรีภาพที่ถูกลิดรอน” แทนที่จะเสนอข่าวความทุกข์ร้อนของประชาชน การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม เรื่องดีๆของสามัญชน หรือคุณธรรมชาวบ้านที่พึงศึกษา

เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นของคู่กับสังคมที่เจริญแล้ว ยกอย่างในอังกฤษ สามัญชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์และล้อเลียนคนชั้นสูงได้ โดยไม่เป็นเรื่องผิดกฎหมายเลย แต่สำหรับบ้านเราดูเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นเรื่องที่รู้กันแต่ไม่กล้าพูด หรือพูดก็ถูกฟ้องหมิ่นประมาท หรือ เซ็นเซอร์ตัวเองไปโดยอัตโนมัติ ย้อนไปดูเหตุการณ์ในอดีต ความรุนแรงอันเป็นอาชญากรรมของรัฐในกรณี 14 ตุลา 2516 , 6 ตุลา 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 สาเหตุหลักก็มาจากการปิดกั้นเสรีภาพ การบิดเบือนข้อมูลผ่านสื่อของรัฐสร้างความโกรธแค้นในหมู่มวลชน สร้างความสับสนให้คนไทยฆ่ากันเอง
กรณี “คุณรัตนา สัจจเทพ” เธอมี Sense of Belonging มีความเคารพในสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีของตนเอง จึงออกมาฟ้องร้องกับสังคมให้เอาผิดกับข้าราชการ เอาผิดกับรัฐ ซึ่งในต่างประเทศกรณีเช่นนี้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างแน่นอนเพราะสำนึกของสิทธิปัจเจกชน สิทธิพลเมืองมีอยู่มาก มากกว่าบ้านเราที่สืบทอดวัฒนธรรมระบบเจ้าขุนมูลนาย เป็นไพร่ทาส หรือผู้น้อยอยู่เสมอ
สังคมที่เจริญแล้วจะต้องมีความเสมอภาค เราต้องมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมที่เราดำรงอยู่ร่วมกัน เราต้องมีเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการได้รับการศึกษา หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ สื่อก็ต้องมีเสรีภาพ และเราก็ต้องมีเสรีภาพในการที่จะได้รับความรู้ เพื่อปรับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ดังนั้นเราจะแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวให้รอดพ้นได้ เราต้องเปลี่ยนสำนึกของผู้คน ต้องกล้าคิดนอกกรอบเก่าๆ ประชาชนต้องกล้าตรวจสอบอำนาจรัฐ และสื่อต้องกล้าลุกขึ้นมานำเสนอความจริง สื่อที่เป็นคนทำงานต้องกล้ารวมตัวกันไม่ว่าจะในรูปของสหภาพ หรือ สหพันธ์ เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการตรวจสอบบรรณาธิการ และผู้บริหาร ที่แปรพักตร์ไปรับใช้นายทุน เผด็จการ และอิทธิพลคนโกง สังคมบ้านเรามีความไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันอยู่มาก เราถูกครอบงำด้วยอำนาจที่ลดหลั่นกันลงไป ยิ่งคนตัวเล็กยิ่งถูกรังแกมาก เพราะเราไม่กระตือรืนล้นช่วยพยุงคนตัวเล็กๆ ขึ้นมา เพื่อร่วมแก้ไขสังคมให้สู่ความดีงาม เรากลัวอำนาจรัฐ กลไกรัฐ เพราะมีประสบการณ์ถูกคนในเครื่องแบบใช้อำนาจข่มเหงรังแกมายาวนาน ตำรวจทหารกลายเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชนมากกว่าการให้ความคุ้มครองปกป้องประชาชน
สื่อมวลชนเมื่อขาดเสรีภาพ ก็จะกลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ไปในที่สุด แล้วอีกอย่างการที่เรามีกฎหมายหมิ่นประมาทเขียนไว้ครอบคลุมตีความได้กว้างมาก กฎหมายนี้เป็นเสมือนโซ่ตรวนที่รัฐใช้พันธนาการฝ่ายตรงข้าม อย่างเช่นกรณี บริษัทชินแซท ฟ้องหมิ่นประมาทอย่างไม่เป็นธรรมต่อคุณสุภิญญา กลางณรงค์ หญิงเหล็กนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อ คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธ์ ก็ถูกฟ้องเป็นหลักพันล้าน หรืออาจารย์ธำรงค์ศักดิ์ นักวิชาการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ก็ถูกฟ้องเกือบร้อยล้านจากเครือบริษัทชินวัตร และอีกหลายกรณี ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ การคอรัปชั่นทุกระดับ ปัญหาความยากจนซ้ำซาก และความไม่เป็นธรรมอันเกิดจากอำนาจทุนที่ครอบงำรัฐไทยในปัจจุบัน สะท้อนว่า...อำนาจรัฐแข็งแกร่งมากเกินไป เสรีภาพของสื่อและประชาชนทุกคน กำลังถูกคุกคาม ยิ่งภายหลังการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายนที่ผ่านมา เสรีภาพสื่อมวลชนก็ยิ่งถูกคุกคามหนักขึ้นที้งจากมือที่มองเห็นได้ในรูปคำสั่ง กฎหมาย ใบอนุญาต อำนาจมืด กลไกรัฐ ศาล ทหาร ตำรวจ คุก ตะราง ปืนและรถถัง ไปจนถึงมือที่มองไม่ห็นอย่างเช่นการเซ็นเซอร์ตัวเอง ความหวาดกลัวต่อผู้มีอำนาจ Social Sanction คุณค่า-ค่านิยมของสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ การมอมเมาในรูปแบบต่างๆ
ในยุคนี้เราจึงไม่เพียงเรียกร้องจริยธรรมของผู้ปกครอง แต่ยังต้องเรียกร้องจริยธรรมในตัวตนของประชาชน พลเมือง เรียกร้องความกล้าหาญ และสำนึกในสิทธิ เสรีภาพที่ติดตัวเรามาแต่กำเนิด เพื่อปกป้องการทำงานตามจรรยาบรรณสื่อมวลชน และเพื่อสังคมใหม่ที่เป็นธรรม
............................................................














ความคิดเห็นที่ 233
naturel วันที่ : 08/05/2007 เวลา : 10.30 น.

เมื่อไรจะหยุดทำลายชาติสักที่ว่ะ
ความคิดเห็นที่ 232
p003 วันที่ : 07/05/2007 เวลา : 18.07 น.
panalee


อยู่ไปก็รกโลก
ความคิดเห็นที่ 231
สายลมผ่านมา วันที่ : 04/05/2007 เวลา : 12.40 น.
http://www.oknation.net/blog/sul


อย่าไปแช่งเขา เขายิ่งจะอายุยืน แต่ทางที่ดีบอกเขาอย่าอยู่ให้รกโลกเลยดีกว่า ไอ้คนไม่สำนึกรักชาติตัวเอง
ความคิดเห็นที่ 230
ล่างฟานหวิน วันที่ : 03/05/2007 เวลา : 10.01 น.
http://www.oknation.net/blog/langfanvhin
ประตูสวรรค์ หิมะทองคำ เต่าทองแดง เขากิเลน หนวดมังกร เขี้ยวพยัคฆ์                         "ไม่มีที่อยู่ สำหรับคนอ่อนแอ" จอมยุทธ์ '

เอ้ย เวรกรรม ดัน เจอ กัน อีกแล้ว
ความคิดเห็นที่ 229
nrad6949 วันที่ : 02/05/2007 เวลา : 13.47 น.
http://www.oknation.net/blog/nrad6949

ที่ผมจะถาม อาจจะแรงไปหน่อย ผมอยากถามว่า อีกนานมั้ยกว่าจะหมดชาตินี้?
ความคิดเห็นที่ 228
rainny วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 19.05 น.
http://www.oknation.net/blog/rainny
 [L-O-V-E   L-E-T-T-E-R]   

รู้จัก "ความดี" ไหม ?
ความคิดเห็นที่ 227
PeePer วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 16.32 น.
http://www.oknation.net/blog/peeper
เริ่มต้นจากหลากหลายสุดท้ายเหลือเพียงหนึ่ง

เมื่อไหร่จะหยุดสักที ไม่เหนื่อยบ้างรึไง
ความคิดเห็นที่ 226
เนรัญชลา วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 13.52 น.
http://www.oknation.net/blog/serenitypim
เธอ..อย่าคิดว่าวันต่อไปไม่มีความหมาย พรุ่งนี้ยังมีดอกไม้ให้เธอได้ชมลมหายใจ..พรุ่งนี้ยังคงสดใสเหมือนดังที่ฟ้างดงาม พรุ่งนี้ยังมีฝันดีๆ มากมาย

เมื่อไหร่จะหยุดทำร้ายแผ่นดินเกิดสักทีคะ
ความคิดเห็นที่ 225
TP วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 13.32 น.


ทำไมคุณหน้าหนาอย่างนี้ หัดมียางอายซะบ้างนะ





ความคิดเห็นที่ 224
o-lac วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 07.20 น.
http://www.oknation.net/blog/o-lac

เมื่อไหร่คุณจะลดความ...งก...ลงบ้างและทำเพื่อชาติอย่างจริงจังไร้ประโยชน์แอบแฝง....
ความคิดเห็นที่ 223
กำนัน วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 07.02 น.
http://www.oknation.net/blog/pongthep

รักชาติไหมครับ
ความคิดเห็นที่ 222
พิรฌาน วันที่ : 28/04/2007 เวลา : 13.39 น.
http://www.oknation.net/blog/pirachan

แผ่นดินนี้กว้างใหญ่เหตุไฉนไม่มีที่ให้'ทักษิณ'ยืน?
ความคิดเห็นที่ 221
ดิษฐพงษพฤณ วันที่ : 27/04/2007 เวลา : 22.17 น.
http://www.oknation.net/blog/Dij
Dijtapongpin Anantapongpan

อยากถามว่า "จะอยู่อีกนานไหมครับ" ถ้าไม่ห่วงอะไร ไปเร็ว ๆ ก็ดีนะ...
ความคิดเห็นที่ 220
u วันที่ : 27/04/2007 เวลา : 17.43 น.
http://www.oknation.net/blog/unussorn
คนที่ให้ความหมายภาพนี้โดยที่อ่านภาษาไทยไม่ออก ก็เหมือนกับคนที่ตีความอิสลามโดยไม่รู้เรื่องอิสลาม

กลับมาทำไม?
ความคิดเห็นที่ 219
iNY วันที่ : 27/04/2007 เวลา : 08.30 น.
http://www.oknation.net/blog/iNY
อย่ามากเกินไป แต่ก็อย่าน้อยเกินไป :-)...

ไม่ถามอะไร กลัวเป็นเสนียดปาก
กลับบ้านต้องล้างตา กลัวเสนียดตา

ถามไปก็ไม่ให้ประโยชน์
คนที่ทำได้ขนาดนี้ ยังจะมีสำนึกที่ดีเหลืออยู่รึ
ความคิดเห็นที่ 218
ธัญลักษณ์ วันที่ : 26/04/2007 เวลา : 22.02 น.
http://www.oknation.net/blog/tanya
ธัญลักษณ์

จะถามว่า ..คิดได้ยังไง
ความคิดเห็นที่ 217
petenakub วันที่ : 24/04/2007 เวลา : 22.20 น.
http://www.oknation.net/blog/petenakub

แค่ขอถามว่า แน่ใจหรือว่าลูกท่านนั้น เลิกยาแล้วอย่างแน่นอน
ความคิดเห็นที่ 216
เด็กหลอดแก้ว วันที่ : 24/04/2007 เวลา : 15.40 น.
http://www.oknation.net/blog/korakot

แค่อยากถามว่า "ที่บ้านเลี้ยงดูมายังไง, แนะนำหรือสั่งสอนแบบไหน" แค่นั้นครับ
ความคิดเห็นที่ 215
แมนบางไทร วันที่ : 23/04/2007 เวลา : 00.08 น.
http://www.oknation.net/blog/558855

อยากถามคุณทักษินว่า "นายกรัฐมนตรีก็เป็นแล้ว ...ยังอยากเป็นอะไรอีกละ"
"จุดสูงสุดในชีวีต..คือ...ความว่างป่าว"
ความคิดเห็นที่ 214
คนหน้าตาดี2007 วันที่ : 22/04/2007 เวลา : 14.12 น.
http://www.oknation.net/blog/teerawat-natadee

ผมไม่อยากถามนะ แต่อยากบอกว่า "กลับมาทำไม ฉันลืมหน้าเหลี่ยมหมดแล้ว ความชั่วที่เคยเพริดเเพรว ฉันลืมหมดแล้ว ไอ้ด้านไม่อาย 555...."
ความคิดเห็นที่ 213
พี่ต้นอ้อ วันที่ : 22/04/2007 เวลา : 11.07 น.
http://www.oknation.net/blog/jamwainaja
UP มั่ง.. ไม่ UP มั่ง   แล้วแต่อารมณ์ 

อยากถามว่า " อยู่เมือกนอกซะนาน.. ปู่โสม (เฝ้าทรัพย์) ได้ไปเยี่ยมบ้างมั๊ย?? แล้วตกลงจะคืนสมบัติแผ่นดินเมื่อไหร่??.. ระวังปู่โสมฯ เหยียบเอานะถ้าไม่คืนอ่ะ"!!!!!!!
ความคิดเห็นที่ 212
mawinart วันที่ : 21/04/2007 เวลา : 09.28 น.
http://www.oknation.net/blog/mawinart
จังหวัดชายแดนใต้....ศิลปะและดนตรีช่วยผ่อนคลายในบางอารมณ์

เฮ..อ้ายแม้วช่วยกระซิบเทคนิคการทำชั่วแบบสุดๆทีว่าต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง...ฮิฮิ...เอ็งนี้ชั่วสุดๆเลยเนอะ!
ความคิดเห็นที่ 211
amalit1990 วันที่ : 21/04/2007 เวลา : 01.06 น.
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
ศานติ เพื่อ แสวงหา

กลับมาทำไม(ว่ะ)
แล้วเงินภาษีพวกชั้นที่เอาไปนะ เอามาคืนซักทีซิ(ว่ะ)

ความคิดเห็นที่ 210
ตั้งแต่ วันที่ : 19/04/2007 เวลา : 14.20 น.
http://www.oknation.net/blog/girlz
<เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล>_<ลูกสาวนายทหารเจ้าค่ะ>

อยากถามว่า ถ้าคุณไม่ผิดจริงแสดงหลักฐานออกมาได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ ก็ขอเชิญให้คุณไปตามทางของคุณแล้วแต่เวรกรรมน่ะคะ
May the force be with you.
ความคิดเห็นที่ 209
บังเอิญผ่านเข้ามา วันที่ : 19/04/2007 เวลา : 11.46 น.
http://www.oknation.net/blog/por

อ้าย หน้าด้าน โกงเงินประเทศไป สบายดีปะ
ความคิดเห็นที่ 208
Apoptosis วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 20.55 น.
http://www.oknation.net/blog/wirun9feb47

ทำได้ไงคับ? แล้วจะกลับเมืองไทยทำไม? รู้ไหมว่าคนไทยเกลียดคุณ?
ความคิดเห็นที่ 207
champ วันที่ : 16/04/2007 เวลา : 01.49 น.
http://www.oknation.net/blog/champu


ความคิดเห็นที่ 206
champ วันที่ : 16/04/2007 เวลา : 01.49 น.
http://www.oknation.net/blog/champu


ความคิดเห็นที่ 205
ซามูไรไม่มีลูกอ่อน วันที่ : 15/04/2007 เวลา : 23.35 น.
http://www.oknation.net/blog/oksamurai
กบกระโดดน้ำดังจ๋อม! 


เนื่องในโอกาสวันมหาสงกรานต์
ขออนุญาตไม่ถามคุณทักษิณซักวันนึง
แต่มีของมามอบให้ด้วยความรักอันสุดซึ้ง...

==================================
@ "น้ำมนต์" @

น้ำมนต์เป็นน้ำอันเป็นมงคล
ที่ผ่านการเข้าพิธีบริกรรมคาถา ปลุกเสก
ให้มีความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวพุทธ
ใช้ประกอบในพิธีมงคลต่