พิมพ์หน้านี้
|
ถ้าไม่ใช่กลเกมการเมืองเหนือเมฆที่ไม่เคยมีใครคาดถึง ก็ต้องเป็นความไร้เดียงสาอย่างไม่น่าให้อภัย แต่ที่แน่ๆ ก็คือว่าเมื่อ นายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตัดสินใจตั้ง คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมอธิบายเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" ให้ต่างประเทศฟัง ทั้งๆ ที่รู้ซึ้งถึงความละเอียดอ่อนของการประเด็นอย่างนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าท่านได้กระโดดเข้ามาเล่นกับการเมืองแล้วอย่างเต็มตัว แปลว่าท่านพร้อมจะเกลือกกลั้ว พร้อมที่จะเล่นเกมเดิมพันสูง และพร้อมที่จะ "ได้-เสีย" ในการเดินหน้า เพื่อจะเอาชนะ ทักษิณ ชินวัตร แล้ว เป็นการตัดสินใจเล่นเกมเสี่ยงสูงกว่าที่ใครๆ เคยประเมินเอาไว้ ซึ่งก็แปลว่า หากพลาดท่าเสียที ภาพลักษณ์ของ "นายกรัฐมนตรีคนซื่อที่ไม่เล่นการเมือง" นั้น ก็จะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา และหากชนะในกลยุทธ์ที่ดึงเอาคนของฝ่ายตรงกันข้ามมาห้ำหั่นศัตรูตรงแสกหน้า ก็จะเป็นชัยชนะของ "ยุทธศาสตร์" มากกว่าเนื้อหาสาระ เพราะสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มิใช่ตัวแทนของเนื้อหาแห่ง "เศรษฐกิจพอเพียง" แน่นอน แม้จะพยายามปรับภาพของตัวเองให้เข้ากับดุลแห่งอำนาจใหม่ เพื่อให้ตัวเอง "ชนะ" ในเกมการเมืองของตนเหมือนกัน โดยเนื้อแท้แล้ว สมคิดเป็นสัญลักษณ์ของเศรษฐกิจแบบประชานิยม ที่มียี่ห้อของทักษิณปะอยู่เต็มไปหมด อีกภาพลักษณ์หนึ่งที่ตราตรึงความรู้สึกของคนไทยทั่วไป ก็คือสมคิด คือ "เบอร์สอง" ของทักษิณ อย่างเหนียวแน่น ถึงแม้ว่า ในระยะก่อนหน้าการล่มสลายนั้น ทักษิณจะพยายามสลัดเขาออก และสมคิดก็ใช้ลีลาเหยียบหิมะไร้รอยเท้า เพื่อเอาตัวออกห่างแบบกล้าๆ กลัวๆ ก็ตาม นายกฯ สุรยุทธ์ พูดเหมือนเอา "สาระ" ของสมคิด มาสู้กับการตระเวนให้สัมภาษณ์ต่างประเทศของทักษิณ แต่จริงๆ แล้ว นายกฯ คนนี้ กำลังจะเอา "ภาพ" ของสมคิดในฐานะยี่ห้อทักษิณ มาลบล้างทักษิณเองต่างหาก จึงไม่ต้องแปลกใจ ถ้าหากจะมีนักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่างานนี้ "ใครใช้ใครเป็นเครื่องมือการเมืองกันแน่?" จึงเป็นประเด็นที่ร้อนแรงกว่าคำถามจากแง่มุมอื่นๆ ทั้งสิ้น เพราะถ้าหากเป็นไปอย่างที่นายกฯ สุรยุทธ์บอกกับคณะกองบรรณาธิการของโพสต์ทูเดย์และบางกอกโพสต์วันเดียวกับที่คำสั่งแต่งตั้งคุณสมคิดออกมา ก็ต้องเข้าใจว่า นายกฯ ใช้สมคิดด้วยเรื่องของ "เนื้อหา" กับสื่อต่างประเทศ ตอนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ คุณสุรยุทธ์บอกว่า "เป็นความยากลำบาก" ในการแข่งกับทักษิณในการทำความเข้าใจกับสื่อต่างประเทศ "เพราะเขาจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ เราสู้เขาลำบาก" นายกฯ บอกต่อว่า "เราสู้กับเขาลำบาก เขาอยู่ในขบวนการสื่ออย่างซีเอ็นเอ็น ไทม์ วอชิงตันโพสต์ วอลสตรีทเจอนัล คือเขาอยู่ในระบบของเขาอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าเราจะจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ไปสู้กับเขา เราก็ไม่มีเงิน..." ถามว่าจะสู้กันด้วยเนื้อหาหรือเปล่า? คำตอบของคุณสุรยุทธ์ ประโยคต่อไปจะบอกได้ชัดว่าใช่หรือไม่ ถามว่าเป็นวิธีการ "เกลือจิ้มเกลือ" หรือเปล่า? ตอบว่า "ก็ไม่ทราบเหมือนกัน เขา offer (เสนอตัว) มาเอง คุณสมคิด offer มาเอง ผมก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะในส่วนของคนต่างประเทศเขาก็จะมองว่า อะไรที่มองแล้วขัดกับระบบเศรษฐกิจ แต่ถ้าเราพูดว่าไม่ขัด ถ้าผมไปพูดเขาก็ไม่เชื่อผมหรอก และคนที่ไปโน้มน้าวได้ ก็คือคนที่ทำมา มันก็มีประสิทธิผลมากที่สุด..." เห็นหรือยังว่าในมุมมองของคุณสุรยุทธ์ วันนี้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา หากแต่อยู่ที่ภาพลักษณ์และตัวตน (นั่นคือ perception ไม่ใช่ reality) ฉะนั้น มองในแง่ "ตำราพิชัยสงคราม" ของซุนหวู่ นี่คือการใช้เกาทัณฑ์ของศัตรูย้อนศรกลับไปทำสังหารฝ่ายตรงกันข้าม และในมุมมองของโลกสมัยใหม่ นี่คือสงครามแห่งความน่าเชื่อถือ หรือ war of credibility แห่งยุคดิจิตัล แต่ตราบใดที่สมคิด ยังไม่ออกมา "ชำระบาป" ที่ได้มีส่วนร่วมใน "Thaksinomics" อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาต่อประชาชนคนไทย เขาก็ยังไม่มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า "ความน่าเชื่อถือ" ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศอยู่ดี |