พิมพ์หน้านี้
|
ความจริง เรื่องเอาสัมปทานดาวเทียม มือถือ และสถานีโทรทัศน์ที่ชินคอร์ปขายให้สิงคโปร์ กลับมาเป็นของคนไทยนั้น ไม่ใช่ได้รับการเอ่ยขานครั้งแรกจาก พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในการให้คำบรรยายหัวข้อ "อุดมการณ์รักชาติ" เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เสียงเรียกร้องให้ "เอาสมบัติของชาติคืนมา" ในเรื่องนี้เกิดขึ้นทันที ที่ครอบครัวของ ทักษิณ ชินวัตร ประกาศขายหุ้นในชินคอร์ปให้กับกองทุนเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ เมื่อต้นปี 2549 ด้วยซ้ำไป และนั่นเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งของการรวมตัวของประชาชนที่ออกมากลางถนน เพื่อขอให้ทักษิณตอบคำถามมากมายหลายเรื่องเกี่ยวกับ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" และ "การเอาทรัพย์สินของประเทศไปขายให้ต่างชาติ" กับข้อหา "ขายชาติ" ก็ดังกระหึ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อพลเอกสนธิพูดถึงประเด็นนี้ จึงเกิดเสียงวิพากษ์เกี่ยวกับคำว่า "ชาตินิยม" ขึ้นมาอย่างน่าสนใจ และสมควรแก่การถกแถลงให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ประธาน คมช. พูดตอนหนึ่งของคำบรรยายนั้นว่า "ผมกำลังคิดถึงเรื่องทรัพยากรและทรัพย์สมบัติของชาติที่ถูกซื้อไปจำนวน 1.4 แสนล้านบาท ผมอยากได้คืน ผมอยากได้ของๆ ผมคืนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวเทียมซึ่งเป็นสมบัติของชาติชิ้นหนึ่งที่ผมอยากได้คืน คงต้องว่าต่อไปในส่วนของอนาคตว่าจะนำสมบัติของเรากลับคืนมาได้หรือไม่ ผมไม่ต้องกู้แผ่นดิน แต่ผมจะกู้สมบัติของผมคืนมา..." "สมบัติของชาติ" ย่อมหมายถึง สิ่งที่ไม่ใช่ "สมบัติส่วนบุคคล" ซึ่งนักการเมืองที่ไร้สำนึกมักจะเอามาปนกัน และบ่อยครั้งก็เหมาเอาสมบัติของประเทศเป็นทรัพย์ของตนและครอบครัว ด้วยเหตุนี้เอง ที่เรื่องโกงกินบ้านเมืองกลายเป็นประเด็นร้ายแรง เพราะเขาเหล่านั้นมองแยกไม่ออก จนถึงวันที่คนเกือบทั้งประเทศออกมาขับไล่เขา เขายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า เขาได้ทำอะไรผิด...เชื่อไหม? คำว่า "สัมปทาน" ย่อมแปลว่า รัฐบาลเอาทรัพย์สมบัติของรัฐมาให้ทำประโยชน์ทางธุรกิจชั่วคราว โดยที่ทรัพย์สินนั้นๆ ยังเป็นของรัฐอยู่ และนั่นย่อมแปลว่า ประชาชนยังเป็นเจ้าของอยู่ ผู้ได้รับสัมปทานนั้น เป็นเพียงได้รับอนุญาตให้นำไปใช้ตามระยะเวลาที่กำหนด เพราะมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จึงเป็นทรัพย์สมบัติที่ซื้อขายกันไม่ได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบดาวเทียม สัญญาณโทรศัพท์มือถือ หรือคลื่นความถี่ของสถานีโทรทัศน์ก็ตาม ต่างก็ล้วนเกี่ยวโยงกับความมั่นคงของประเทศ ที่ไม่ควรจะตกไปอยู่ในมือของต่างประเทศ การขายหุ้นชินคอร์ปไปให้เทมาเส็กของสิงคโปร์ จึงเข้าข่ายเอาทรัพย์สมบัติของชาติไปขายให้ต่างประเทศ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ แม้จะพยายามใช้ "นอมินี" เพื่อให้สามารถอ้างได้ว่าเป็นบริษัท "ไทย" แต่เทมาเส็กก็คือผู้สามารถกำหนดนโยบายของชินคอร์ปที่ถือสัมปทานที่มีโยงใยกับความมั่นคงของประเทศเกือบทั้งนั้น คนไทยที่ติดตามเรื่องนี้ย่อมจะต้องการให้เกิดความกระจ่างว่า เมื่อสิงคโปร์เป็นเจ้าของสัมปทานระบบโทรคมนาคมแล้ว เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราไม่ตกอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการที่ความมั่นคงของประเทศจะตกอยู่ในสภาวะที่เพื่อนบ้านจะสอดแทรกเข้ามารู้ในสิ่งที่พวกเขาไม่ควรจะรู้ได้? เสียงเรียกร้องเอา "ทรัพย์สมบัติของชาติ" คืนมาจากต่างชาติ จึงเข้าข่าย "ความรักชาติ" ไม่ใช่ "ความคลั่งชาติ" หรือ "การปิดประตูประเทศ" อย่างที่บางคนพยายามจะวาดภาพให้เป็น ถ้าสิงคโปร์ อ้างว่า นี่เป็นการกระทำที่จะกระทบบรรยากาศการลงทุนต่างชาติอย่างที่อ้างกันทุกครั้ง ที่เราทวงถามสิทธิของนักลงทุนไทยบ้าง ก็กรุณาบอกเขาอย่างที่เขาชอบสอนคนอื่นว่า "ความรักชาติ" นั่นภาษาอังกฤษเรียกว่า patriotism ซึ่งไม่เหมือนกับคำว่า "ชาตินิยม" ซึ่งตรงกับคำว่า nationalism และย่อมจะห่างไกลจากคำว่า "ความคลั่งชาติ" หรือ chauvinism มากมายนัก เขารู้ดีเพราะเขาไม่เคยยอมให้ต่างชาติเข้าไปย่ำกรายสัมปทานที่เกี่ยวกับความมั่นคงของเขาเป็นอันขาด |
| สุทธิชัย | ||
ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา |
||
|
View All |
||
| ชมสัมภาษณ์พิเศษเตช บุนนาค ก่อนลาออกเพียง 1 วัน | ||
คืนนี้ 5 ทุ่ม ทางช่อง 9 อย่าพลาดชม "ชีพจรโลกกับสุทธิชัย หยุ่น" ชมผมสัมภาษณ์ รมต. ต่างประเทส เตช บุนนาต ก่อนลาออกเพียง 1 วัน ...หลายเรื่องที่ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน |
||
|
View All |
||