วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550
สมคิด เกี่ยวกับทฤษฎี สมรู้ร่วมคิด ได้อย่างไร?
Posted by
สุทธิชัย หยุ่น
,
ผู้อ่าน : 221
, 09:36:57 น.
| หมวดหมู่ :
คิดนอกกรอบ
พิมพ์หน้านี้
|
"ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด" ข้อหนึ่งของคนในแวดวงการเมืองบอกว่าการที่นายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดึงเอา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาร่วมกิจกรรมในรัฐบาล (และต่อมาต้องถอนตัวเพราะแรงต่อต้านจากหลายฝ่าย) นั้นเป็น "แผนเหนือชั้น" ทางการเมือง แผนที่ว่านี้ คนกลุ่มนี้มองว่าคือการหวังจะสร้างศูนย์อำนาจใหม่เพื่อสกัดอำนาจเก่าไม่ใช่มา "เช็คบิล" ตัวเองภายหลัง ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริง คงจะเรียกเป็น "แผนเหนือชั้น" ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็น "แผนตื้นๆ" และอาจจะลงท้ายด้วยการเป็น "ปลาตายน้ำตื้น" ก็ได้ เพราะถ้าหากผู้นำคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ "คมช." กำลังคิดจะ "สืบทอดอำนาจ" ทางการเมืองด้วยการเชิดนักการเมืองคนใดคนหนึ่งมาเป็น "หุ่นเชิด" หรือ "หัวเสือ" ของตนเองแล้วไซร้ ก็เท่ากับเป็นการเดินตามสคริปต์เก่าแห่งวงจรอุบาทว์เดิมของประเทศไทย นั่นคือการสานประโยชน์ระหว่างกลุ่มการเมืองกับทหารเพื่อยื้อแย่งอำนาจทางการเมืองจากนักการเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง โดยสูตรนี้แล้วก็จะมี "นายทุน" จากวงการธุรกิจเข้ามาพัวพันไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตัวเอง ยุคทักษิณคือการที่พ่อค้าเองเข้ามาเล่นการเมือง และใช้วิธีการบริหารทุน (ทั้งในแวดวงธุรกิจ ตลาดหุ้นและงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน) เพื่อสร้างเสริมฐานอำนาจทางการเมืองของตัวเอง สูตรของ ทักษิณ คือการใช้เงินและอำนาจรัฐเข้าไปหว่านล้อม, ชักชวนและบังคับให้คนกลุ่มต่างๆ ต้องมาสยบอำนาจของตัวเอง สถาปนาตัวเองเป็นผู้ปกครองอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงคนเดียว ในคราบของ การเลือกตั้ง ที่สามารถควบคุมด้วยกลไกของเงินและอำนาจรัฐอีกเหมือนกัน สูตรนี้นักการเมืองกับนักธุรกิจผสมปนเปกันจนดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร และคำว่า money politics ก็กลายเป็นเรื่องปกติของการเมืองระดับประเทศไป มาวันนี้ หลังระบอบทักษิณถูกโค่นด้วยกลุ่มทหารที่เห็นอันตรายของ "ทุนนิยมสามานย์" แล้ว วงจรอุบาทว์เดิมอาจจะเกิดขึ้นมาใหม่ ถ้าหากผู้นำการปฏิวัติ 19 กันยายน คิดจะ "ต่อท่ออำนาจ" ด้วยการดึงเอานักการเมืองเข้ามาเป็น "โลโก้" เพื่อจะทำให้ตัวเองมีอำนาจทางการเมืองต่อไปเท่านั้น และด้วยวิวัฒนาการที่ไม่เคยก้าหน้าไปถึงไหนของการเมืองไทย ก็จะมีนักการเมืองในคราบของผู้มีภาพลักษณ์ดีพร้อมที่จะเล่นเกมนี้เพื่อผลักดันให้ตัวเองขึ้นไปสู่เป้าหมายทางการเมืองของตัวเองอีกด้วย แน่นอนว่า สูตรนี้จะไม่มีวันประสบความสำเร็จเพราะบทบาทของทหารจะกลับไปสู่ภาพเก่าๆ ของการทำทุกอย่างเพียงเพื่อจะได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองเท่านั้น มิได้เป็นเรื่องของ "ทหารอาชีพ" ที่เข้ามา "ระงับความวุ่นวาย" เพื่อจะให้สังคมได้เริ่มต้นจัดระเบียบและขจัดปัดเป่าความฉ้อฉลออกไปจากระบบอย่างที่ผู้นำการปฏิวัติวันที่ 19 กันยายน ได้ประกาศเอาไว้ตั้งแต่วันแรก ถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็จะเป็นเรื่องน่ารังเกียจ น่ากลัวและถึงขั้นน่าขยะแขยงด้วยซ้ำไป หวังว่าทฤษฎี "สมรู้ร่วมคิด" ที่มี "สมคิด" เป็นหนึ่งในตัวละครของ คมช. หรือ รัฐบาลสุรยุทธ์ ด้วย คงเป็นเพียงประเด็น "คุยกันมันปาก" ในสภากาแฟเท่านั้น เพราะหากมีเค้าแห่งความเป็นจริงเพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งเพราะเท่ากับว่าการเมืองไทยจะเดินถอยหลังไปอีกหลายก้าว เพราะไม่เพียงแต่ "สมคิด" เป็นสัญลักษณ์ของระบอบทักษิณที่เขาเองยังไม่ยอมประกาศเลิกเกี่ยวข้องเท่านั้น แต่เขายังไม่เคยแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนต่อหลักการแห่งประชาธิปไตยหรือความผูกพันต่อแนวทางสาธารณะในเรื่องสำคัญๆ ของบ้านเมืองเลย เพียงแค่ คิด ว่าจะให้ สมคิด มาเกี่ยวกับเรื่อง สมรู้ร่วมคิด ก็ผิดตั้งแต่นาทีแรกแล้ว
|