
แม้อยากจะคิดว่า "ไม่มีอะไรในกอไผ่" ระหว่างรัฐบาลของนายกฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กับประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน แต่พอฝ่ายหนึ่งบอกว่าการพบปะและรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกันระหว่าง "ครม. และ คมช." เป็น "อาหารมื้อประวัติศาสตร์" ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาทันทีว่า นี่คงไม่ใช่อาหารมื้อธรรมดาเสียแล้วกระมัง เพราะการเมืองนั้น มักจะเป็น "ตรรกะมุมกลับ" เสมอ นั่นคือถ้าเจ้าตัวพูดซ้ำๆ บ่อยๆ ว่าทุกอย่างเรียบร้อย ก็เชื่อเถอะว่า กำลังมีเรื่องไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น หากทั้งสองฝ่ายต้องยกโขยงกันมาพบปะ เพื่อออกข่าวว่ายังรักใคร่ปรองดองกันดี ก็ย่อมหนีไม่พ้นความคลางแคลงที่ว่ามีความขัดแย้งบางประการที่จะต้องกลบเกลื่อน เพราะหากทุกอย่างเดินหน้าไปตามปกติที่ควรจะเป็น การกินข้าวระหว่างคณะรัฐมนตรีกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ก็เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ และไม่จำเป็นต้องทำให้เอิกเกริกเพื่อให้เป็นข่าว ยิ่งโฆษกรัฐบาลบอกว่า ประธาน คมช. เปรียบความสัมพันธ์ระหว่าง ครม. กับ คมช. เป็นเสมือน "คอหอยกับลูกกระเดือก" ที่แยกกันไม่ได้และต้องจูงมือกันเดินไปข้างหน้า เพื่อการพัฒนาของชาติบ้านเมืองด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าสองฝ่ายมีเรื่องต้อง "เคลียร์" กันอยู่ไม่น้อยทีเดียว น่าสังเกตว่าพลเอกสนธิ ย้ำผ่านโฆษกรัฐบาลว่า คมช. ไม่ได้กำกับดูแลรัฐบาล คมช. ไม่มีอิทธิพลใดๆ เหนือครม. ณ เวลานี้และ คมช. "จะเดินไปข้างๆ" ครม. ซึ่งสะท้อนออกมาสองประการ...หนึ่งคือประธาน คมช. เคยคิดว่าจะต้องมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น หรือสอง...ประธาน คมช. คิดว่าประชาชนคิดว่า คมช. น่าจะต้องอยู่เหนือรัฐบาล และควรจะสามารถเร่งรัดหรือตรวจสอบการทำงานของ ครม. ได้ แต่ในความเป็นจริงทางปฏิบัตินั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ จึงเป็นที่มาของ "มื้อเที่ยงประวัติศาสตร์" เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมากระนั้นหรือ? ทำให้ย้อนคิดไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ก่อรัฐประหารกับนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเชิญให้เข้ามาทำหน้าที่เป็น "ภาพลักษณ์แห่งความเป็นประชาธิปไตย" ในอดีต การปฏิวัติที่นำโดย พลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เชิญ คุณธานินทร์ กรัยวิเชียร มาเป็นนายกฯ ถูกเรียกเป็น "รัฐบาลหอย" เพราะนายกฯ สมัยนั้นเปรียบตัวเองเป็นหอยที่มีคณะทหารเป็นเปลือกหอยคอยปกป้องดูแลรักษาให้ปลอดภัย แต่ก็อยู่ได้แค่ 11 เดือน พอ รสช. ทำเรื่องเดียวกัน ก็เชิญคุณอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกฯ ซึ่งแม้จะไม่มีการเปรียบเปรยในทำนองเดียวกัน แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างนายกฯอานันท์ กับคณะทหารที่นำโดยพลเอกสุจินดา คราประยูร ว่าเป็น "ม้าพยศ" ที่ไม่จำเป็นต้องตามใจคนขี่เสมอไป มาวันนี้ คมช. เรียกรัฐบาลของนายกฯ สุรยุทธ์ว่า เป็น "คอหอยกับลูกกระเดือก" ก็มีความหมายที่แปลกแตกต่างไปอย่างมีนัยสำคัญ เป็นวิวัฒนาการที่น่าสนใจยิ่ง "รัฐบาลหอย" ยอมรับว่าต้องได้รับการปกป้องจาก "เปลือกหอย" เพราะตัวเองไร้อำนาจและบารมีที่จะดูแลตัวเอง แต่พอคุณอานันท์ รับเป็นนายกฯ สมัย รสช. เขากลับไม่คิดว่าคณะผู้ก่อการรัฐประหารนั้นมีความชอบธรรมที่จะอ้างว่าจะปกป้องหรือสั่งการรัฐบาลเขา...ความสัมพันธ์จึงเป็นในรูปของการแยกกันเดิน และสร้างดาวคนละดวง บางคนเรียกว่าเป็นรัฐบาล "ม้าพยศ" มาวันนี้ คมช. กับ ครม. "ขิงแก่" ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กันไปคนละแบบ จะบอกว่าเป็นเปลือกหอยที่กำกับสั่งการ "หอย" ก็ไม่ใช่ แต่จะเป็นการ "พยศ" เหมือนรัฐบาลอานันท์ ก็ไม่ใช่อีกเหมือนกัน กลายเป็นการเหลือบดูซึ่งกันและกัน จะว่าเป็นการเดินจูงมือกันอย่างเพื่องพ้องน้องพี่ก็ไม่ใช่ จะบอกว่า คมช. คอยคุ้มกันปกป้อง ครม. ขิงแก่ก็ไม่ถูก เหมือนๆ กับว่าต่างคนต่างเดินและคอยเหลือบๆ มองดูข้างๆ ว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังทำอะไรอยู่ จะบอกว่าไม่ไว้วางใจกันก็ไม่เชิง แต่จะบอกว่าสนิทแน่นเป็นหนึ่งเดียวก็ไม่ใช่ นี่กระมังคือปัญหาของบ้านเมืองวันนี้ที่ไม่ขยับไปไหน...เพราะทั้ง คมช. และ ครม. ลงเรือลำเดียวกัน แต่พายกันคนละที และลืมสอบถามกันให้แน่ว่า จุดหมายปลายทางเป็นที่เดียวกันหรือเปล่า? พูดจาประสาการบริหารบ้านเมืองปกติ คมช. ปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน ก็ประกาศสาเหตุและเป้าประสงค์ 4 ข้อชัดเจน แต่ไปๆ มาๆ กลับเฉไฉทำเป็นลืมไปบางข้อและหลายประเด็น วันนี้ทำท่าจะลืม mission และทำ vision หล่นหายไปข้างทางเสียฉิบ |