พิมพ์หน้านี้
|
ตามกำหนดการที่วางเอาไว้, นายกฯสุรยุทธ์ จุลานนท์จะลงนามในสัญญา ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) กับผู้นำญี่ปุ่นที่กรุงโตเกียววันพรุ่งนี้ แต่ปัญหาจะยังคาราคาซังอยู่ เพราะเอกสารฉบับนี้ไม่ได้ผ่านกระบวนการการเมืองและสังคมอันเหมาะควร ประเด็นเรื่องใครได้เปรียบเสียเปรียบนั้นคงจะอยู่ที่ว่าคุณอยู่ในอุตสาหกรรมและธุรกิจด้านไหน แต่ประเด็นเรื่อง กากอุตสาหกรรม หรือ ขยะพิษ และสิทธิบัตรจุลินทรีย์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่คนที่ติดตามอย่างใกล้ชิดเท่านั้นจึงจะเห็นถึงความเสี่ยงที่ไทยจะตกเป็นเบี้ยล่าง ผมฟังรัฐมนตรีหลายคนออกโทรทัศน์เมื่ออาทิตย์ก่อนแสดงความมั่นใจในประเด็นเหล่านี้ แต่ก็เป็นความมั่นใจบนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าปัจจุบันก็ทำเช่นนั้นอยู่แล้ว, ที่แตกต่างก็แค่เรื่องภาษีที่ลดลงไปเท่านั้น...ซึ่งไม่ได้เป็นการรับประกันที่มั่นคงและแน่นอนแต่อย่างไรทั้งสิ้น แน่นอนว่าหลายข้อในข้อตกลงนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถส่งสินค้าเข้าไปญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น และหากเราไม่มีข้อตกลงเรื่องนี้กับเขา, ประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งเราก็อาจจะแย่งชิงโอกาสนั้นไปจากเราในตลาดญี่ปุ่น แต่การ ยื่นหมูยื่นแมว ระหว่างสองประเทศใดก็ตามจะต้องมีการต่อรองกันอย่างเต็มที่ของทั้งสองฝ่าย สังเกตไหมว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าร่างนี้จะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาญี่ปุ่นก่อนเพื่อให้มีการคานดุลกันระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ แต่ของไทยเรานั้นรัฐบาลของนายกฯสุรยุทธ์มีหน้าที่เพียง รักษาการ เท่านั้น, จึงไม่อาจจะอ้างอิงความชอบธรรมในการตัดสินใจที่จะเอาประเทศไปผูกพันกับอีกประเทศหนึ่งได้อย่างเต็มที่นัก ยิ่งเสนอร่างสัญญา TJEPA ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพียงเพื่อ หารือ โดยการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่มีการลงมติตามาตรา ๑๒ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ เพื่อขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาตามประเพณีการปกครองที่เคยมีมา ทั้ง ๆ ที่หากรัฐบาลคุณสุรยุทธ์มีเจตนาที่จะสร้างความโปร่งใสแล้ว, ก็ควรจะคำนึงถึง สปิริต ของมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับก่อนที่ระบุไว้ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารจะต้องขอรับ ความเห็นชอบ จากรัฐสภาก่อนการลงนาม ผูกพันในหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบต่อประโยชน์ของประเทศและส่วนได้เสียสำคัญของประชาชนหรือจะกระทบต่อระบบกฎหมายภาในที่ใช้บังคับอยู่เดิมซึ่งจะต้องตรากฎหมายมารองรับ แม้มาตรา ๓๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปัจจุบันก็ยังระบุไว้ว่าหากไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด, ก็ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตาม ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเพณีการปกครอง ที่ว่านี้ก็คือการที่จะต้อง ขอความเห็นชอบ จากฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อให้มีการถ่วงดุลและตรวจสอบกันหลาย ๆ ฝ่ายอย่างเปิดเผยและโปร่งใส แต่วันนี้, คำถามเกี่ยวกับ ความชอบธรรม และ การปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ยังค้างคาอยู่...หากลงนามกันที่โตเกียวพรุ่งนี้, คำว่า JTEPA ก็จะกลายเป็นประเด็นที่กลับมาทิ่มแทงรัฐบาลชั่วคราวชุดนี้เมื่อไหร่ก็ได้อีก ไฉนเดินอยู่บนถนนใหญ่อยู่ดี ๆ กลับเลี้ยวเข้าตรอกเสียเฉย ๆ อย่างนี้ก็สุดจะเข้าใจได้ |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 24 กรกฎาคม 2551 | ||
ฟังผู้นำไทยพูดเรื่องข้อพิพาทกับกัมพูชา และบทสัมภาษณ์ทูตไทยประจำ UN |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||