พิมพ์หน้านี้
|
นิตยสาร ชีวจิตฉ203 หมอสามารถปฏิเสธการรักษาผู้ป่วย กรณีที่ไม่ฉุกเฉิน? ข่าวเรื่องแพทยสภาออกประกาศฉบับที่ ๔๖/๒๕๔๙ เรื่อง ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เกี่ยวกับนายแพทย์และคนไข้ ๙ ข้อเมื่อเร็ว ๆ นี้ทำให้ผมกับเพื่อนที่เป็นหมอหลายคนต้องถกแถลงกันรอบใหม่ว่าด้วย สิทธิของคนไข้ และ สิทธิของหมอ คนไข้กับหมอย่อมต้องอยู่ร่วมกัน ฉะนั้น, ใครจะออกกฎเพื่อปกป้องสิทธิ์เฉพาะของตนด้านเดียวย่อมหนีไม่พ้นว่าจะต้องเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง...ซึ่งก็เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว, เพราะถ้าแพทย์มีจริยธรรมและคนไข้มีความเป็นธรรม, สังคมก็ย่อมจะไม่มีปัญหาอะไรมากไปกว่าการสร้างกฎเกณฑ์ให้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อสังคมเกิด คนไข้หัวหมอ กับ หมอไร้จริยธรรม, อะไร ๆ ที่ควรจะเป็นก็เกิดไม่เป็นขึ้นมาเช่นกัน หมอบอกว่าถูกคนไข้ฟ้องและขู่จะฟ้องจนไม่เป็นอันทำงานแล้ว, ไม่มีใครอยากเป็นหมอแล้ว, ส่วนคนไข้นั้นก็รายงานว่าหมอไร้จรรยาบรรณแพทย์มีมากขึ้น, บางคนคิดแต่จะทำมาหากิน, บางคนไม่มีความเป็นมืออาชีพ, และหลายคนไม่มีความรู้สึกผูกพันกับคนไข้เหมือนที่เคยเห็นมา หมอเคยที่เป็นเคารพนับถือของคนไข้, บอกอะไรก็เชื่อหมอ, แต่วันนี้, คนไข้บางคนสงสัยว่าหมอบางคนมี วาระซ่อนเร้น บางประการ สายใยแห่งความผูกพันเดิมระหว่างคนไข้กับหมอก็หายไป...และนี่คือที่มาของความตึงเครียดระลอกใหม่ ข้อ ๕ ของประกาศใหม่ของแพทยสภาบอกว่าแพทย์สามารถปฏิเสธการรักษาผู้ป่วย กรณีที่ไม่ฉุกเฉินได้...ทำให้เกิดปัญหาของการตีความว่าอะไรคือ ฉุกเฉิน และอะไรคือ ไม่ฉุกเฉิน และใครเป็นคนตีความคำว่า ฉุกเฉิน หรือไม่? อำนาจการตีความอยู่ที่นายแพทย์ ไม่ใช่ผู้ป่วย และหากเป็นอย่างนี้, ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมหนักหน่วงขึ้นอีก คนที่เขาเห็นความสำคัญของ สิทธิผู้บริโภค และ สิทธิของผู้ป่วย ย่อมจะแย้งได้ว่าแพทยสภาต้องมีหน้าที่คุ้มครองประชาชนเท่า ๆ กับที่จะปกป้องนายแพทย์ ไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันหมอให้พ้นผิด คนเป็นหมอที่เคยลำบากตรากตรำเพราะเรื่องอย่างนี้มาก่อนย่อมจะถือว่าตนมีสิทธิที่จะไม่รักษาคนไข้หากนำไปสู่ปัญหาที่ไม่เป็นธรรมกับตนเอง เพราะเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้ม และทุกอาชีพควรมีสิทธิที่จะปฏิเสธการทำหน้าที่หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสีย คนในสังคมที่ไม่เห็นพ้องด้วยก็จะต้องยืนยันว่าอาชีพหมอไม่เหมือนอาชีพอื่น ๆ ในสังคม เป็นอาชีพที่ผู้คนคาดหวังสูง และจะต้องมีมาตรฐานด้านจริยธรรมสูงกว่าหลาย ๆ อาชีพ, ดังนั้น, การที่หมอจะอ้างสิทธิที่จะไม่รักษาคนไข้ในภาวะไม่ฉุกเฉินนั้นย่อมเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องต้องกับบทบาทที่สังคมตั้งเอาไว้สูง ข้อ ๓ ของประกาศเดียวกันนี้ระบุว่าในกระบวนการดำเนินการทงการแพทย์อาจเกิดสภาวะอันไม่พึงประสงค์ได้ แม้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอแล้วก็ตามซึ่งถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ข้อ ๖ บอกว่าผู้ประกอบวิชาชีพย่อมมีสิทธิและได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม ข้อ ๗ ระบุว่าภาระงาน ข้อจำกัดของสถานพยาบาล ความพร้อมทางร่างกาย จิตใจและสภาพแวดล้อมย่อม ด้านหมออาจจะเห็นการกำหนดเงื่อนไขไว้เพื่อป้องกันตัวเอง, แต่คนไข้ก็ย่อมจะต้องการคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรในคำประกาศว่า หากหมอคนใดประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ ไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีจริยธรรมตามวิชาชีพ ก็ย่อมจะถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีได้เช่นกัน ผู้บริหารแพทยสภายืนยันเจตนาว่าไม่ได้ออกประกาศนี้มาเพื่อ ชน กับผู้ป่วยแต่อย่างไร ที่ต้องทำก็เพราะ เถียงกันอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้นแน่นอน เพราะการที่ต้องออกเป็นกฎเป็นเกณฑ์อย่างนี้ก็เท่ากับว่าสายสัมพันธ์ จะโทษใครข้างใดข้างหนึ่งก็คงไม่ได้ เพราะผมเห็นใจคนไข้ และเข้าใจหมอ...และเอาเข้าจริง ๆ แล้ว, คน การตั้งหน้าตั้งตาจับผิดระหว่างหมอกับคนไข้...หรือระหว่างองค์กรแพทย์กับองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิผู้ป่วยและผู้บริโภคนั้นย่อมมิได้มีปรโยชน์โภคผลระยะยาวแต่ประการใดสมควรที่จะต่างฝ่ายต่างจะหันหน้าเข้าหากัน, ลดอัตตา, ลดความดื้อดึง, และนั่งลงตั้งวงแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยมีเป้าประสงค์ร่วมกันว่าจะทำอย่างไรจึงให้สายใยแห่งแห่งความสัมพันธ์อันเข้าอกเข้าใจระหว่าง วินิจฉัยโรคของสังคมสำคัญกว่าวินิจฉัยโรคคนไข้ครับ |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 24 กรกฎาคม 2551 | ||
ฟังผู้นำไทยพูดเรื่องข้อพิพาทกับกัมพูชา และบทสัมภาษณ์ทูตไทยประจำ UN |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||