พิมพ์หน้านี้
|
ถ้าเรารู้ว่ามี กับดักแห่งความรุนแรงทางการเมือง อยู่ข้างหน้า, เหตุไฉนเราจึงไม่สามารถป้องกันไม่ให้มันเกิด? ทำไมคนในวงการต่าง ๆ โดยเฉพาะทางการเมือง, จึง ฟันธง กันว่าวันนั้นวันนี้จะเกิดความรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้? ทำไมจึง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเหตุอันไม่ควรจะเกิดกำลังจะเกิด? ก็เพราะต่างคนต่างมองเฉพาะผลประโยชน์สั้น ๆ แคบ ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเองเท่านั้น...ไม่ได้มองว่าความรุนแรงนั้นหากเกิดขึ้นมา, ผู้เสียหายคือคนทั้งประเทศ, มิใช่เพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ถามดูเถิดว่าถ้าหากความรุนแรงเกิดขึ้นเพราะการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่กำลังแสดงอิทธิฤทธิ์อยู่ขณะนี้จนไม่มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ หรือทำให้เป็นข้ออ้างสำหรับการ ปฏิวัติซ้ำ หรือ ปฏิวัติซ้อน ขึ้นมา, ใครจะได้ประโยชน์? ชื่อเสียงของประเทศก็จะป่นปี้, คนไทยก็จะยิ่งแตกแยกกันมากขึ้นและความมั่นใจของคนไทยในการที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น สังคมหนึ่งเดียว ก็จะหมดสิ้นไป ผู้คนทำนายทายทักกันว่าเหตุการณ์ นองเลือด จะเกิดเพราะวันที่ ๓๐ พฤษภาคม, จะเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาคดียุบพรรคตัดสินชะตากรรมของสองพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศ วันที่ ๓ กันยายนก็กลายเป็น วันอันตราย อีกวันหนึ่งเพราะคาดกันว่าจะเป็นวันที่ประชาชนจะมาแสดง ประชามติ ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เหล่าบรรดานักวิเคราะห์การเมืองต่างก็ออกมาบอกว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ, กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับบางมาตรา, บางประเด็นก็จะออกมาประท้วงกันวุ่นวาย ถ้าไม่ผ่าน, ก็จะวุ่นวายกันอีกอย่างหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี ๒๕๔๙ กำหนดให้ คมช. กับ ครม. หารือกันเพื่อหยิบยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้มาปรับปรุงแก้ไขแล้วประกาศใช้ภายใน ๓๐ วัน นักวิจารณ์บ้านเมืองบอกว่าถ้าทำอย่างนั้นก็คือการยึดอำนาจของทหารอีกครั้งหนึ่ง...ก็จะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอีกเหมือนกัน สรุปว่าเรากำลังจะยอมให้คนในสังคมชี้นำว่าประเทศชาติคงจะหนีไม่พ้น กับดักแห่งความรุนแรง นี้ใช่ไหม? เราในฐานะสังคมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายไม่มีสติปัญญาพอที่จะนั่งลงพูดคุยกันเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเรื่องวุ่นวายเสียหายเช่นนี้เกิดขึ้นกระนั้นหรือ? เรากลัววันที่ ๒๐ พฤษภาฯและ ๓ กันยาฯ และวันอื่น ๆ ที่คนบางคนพยากรณ์ว่าบ้านเมืองจะต้องปั่นป่วนเพราะเราหมดความสามารถที่จะบริหารสังคมให้ผ่านวิกฤตแล้วหรือ? เรายอมรับว่าผลประโยชน์ของกลุ่มสำคัญกว่าความอยู่รอดของประเทศชาติอย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย, เราไม่จำเป็นต้องนั่งรอความวิบัติเหมือนเหยื่อไร้สติปัญญาในการแก้ปัญหานี้เลย...หากว่านายกรัฐมนตรีของเราจะก้าวออกมาแสดงความเป็นผู้นำในยามที่บ้านเมืองขาดสติและทำท่าสิ้นหวัง นายกฯสุรยุทธ์ จุลานนท์จะต้องเป็นแกนกลางของการสร้างความสำนึกของทุกฝ่ายในความรับผิดชอบต่อสังคม...ต้องใช้ทั้งกฎหมาย, ทั้งบารมีส่วนตัว, ทั้งอำนาจแห่งรัฐและความมีสติของตัวเองทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกติกาว่าไม่ว่าผลการตัดสินของวันที่ ๓๐ พฤษภาคมและ ๓ กันยายนจะออกมาอย่างไร, สังคมไทยจะต้องไม่ตกหลุมพรางที่คนไม่หวังดีขุดล่อเอาไว้ให้คนบางกลุ่มกระโจนลงไปเพื่อทำร้ายประเทศชาติ เราจะยอมให้คำพยากรณ์ทางด้านดำมืดของสังคมไทยกลายเป็นความจริงไม่ได้เป็นอันขาดเพราะนั่นจะหมายถึงการสูญสลายของศักยภาพในฐานะชาติอย่างน่ากลัวอย่างยิ่ง ณ วันนี้, คำถามที่ต้องถามไม่ใช่ว่าจะเกิดความรุนแรงเมื่อไหร่? แต่ต้องถามว่าจะป้องกันไม่ให้เรื่องนองเลือดเกิดขึ้นได้อย่างไร? และทั้งรัฐบาลกับ คมช. คือผู้ต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมกันอย่างจะแจ้งชัดเจนแทนที่จะโยนกลองใส่กันไปมา |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 16 พฤษภาคม 2551 | ||
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน และร้ายแรง แต่มักจะถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||