พิมพ์หน้านี้
|
ข่าวบางกระแสบอกว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอาจจะตัดมาตร ๖๘ ออกไปเพราะมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย มาตรานี้ว่าด้วยการแก้ปัญหาบ้านเมือง ในภาวะวิกฤต ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ... จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดของร่างมาตรานี้เป็นพิเศษ มาตรา ๖๘ ในร่างรัฐธรรมนูญที่ว่านี้อ่านได้ความว่าอย่างนี้ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้....ในกรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤติ, เหตุการณ์คับขันหรือเกิดสถานการณ์จำเป็นอย่างยิ่งในทางการเมือง, ให้มีการประชุมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวุฒิสภา, ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลฎีกา, ประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาหาทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าว... ความจริง, จะว่าไปแล้วสาระของข้อเสนอนี้ก็ไม่ได้บอกชัดเจนว่าการมาประชุมกันของหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ ขององค์กรระดับนำของชาตินั้นจะมีอำนาจในการ หาทางป้องกันหรือ แก้ไข วิกฤตหรือสถานการณ์คับขันได้หรือไม่เพียงไร นั่นเป็นความคลุมเครือข้อแรก ความไม่ชัดเจนข้อสองก็คือว่าอะไรคือ ภาวะวิกฤติ และอะไรคือ เหตุการณ์คับขัน และอะไรคือ สถานการณ์จำเป็นอย่างยิ่งในทางการเมือง? และก็ต้องถามต่อไปอีกว่า, ใครจะเป็นคนตัดสินว่าสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเข้าขั้นที่จะต้องเรียกประชุมตามมาตราที่เสนอนี้? เช่นถามว่าที่ประชุมนี้มีอำนาจจะบอกให้รัฐบาลทำอะไรหรือไม่ทำอะไรหรือเปล่า? มีอำนาจจะปลดนายกรัฐมนตรีหรือตั้งนายกรัฐมนตรีชั่วคราวหรือไม่? มีอำนาจเกินกว่าของตนหรือองค์กรของตนที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่? จะว่าไปแล้ว, ผู้ร่างมาตรานี้อาจจะมีเจตนาดีเพราะต้องการให้มี กลไกพิเศษ เพื่อรับกับเหตุการณ์คับขันที่ถูกต้องตามกระบวนการประชาธิปไตย...พูดง่าย ๆ คือจะได้ไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ, ไม่ต้องให้ใครอ้างเหตุมาทำการปฏิวัติ, หรือเปิดทางให้ใครหรือคนกลุ่มใดอ้างว่าบ้านเมืองวุ่นวายเต็มที, พวกเขาจะต้องเข้ามา กู้ชาติกู้บ้านเมือง ตามวิถีทางของพวกเขาอย่างที่เกิดมาแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย แต่เจตนาดีกับการทำให้ความหวังดีนั้นเป็นไปได้ในทางปฏิบัติเป็นคนละเรื่องกัน...พอฝ่ายศาลออกมาบอกว่าไม่ขอเข้าร่วมกระบวนการนี้เพราะเกรงว่าจะกระทบการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาที่ต้องดำรงระยะห่างพอสมควรกับการเมือง, สังคมก็เห็นประเด็นขึ้นมาทันที แรกเริ่มที่ยังไม่มีใครวิเคราะห์ประเด็นนี้อย่างละเอียดนั้น, ก็มองว่านี่คือ ทางออกของบ้านเมือง ในยามที่ทุกอย่างตีบตันไปหมด ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดของมาตรานี้คงจะมาจากบทเรียนช่วงวิกฤติตอนท้าย ๆ ของระบอบทักษิณที่ทางออกทางการเมืองดูเหมือนจะมืดมน, และกลุ่ม ๆ ต่างก็มุ่งแต่จะเผชิญหน้ากันเพื่อจะเอาชนะคะคานกันโดยที่ต่างคนต่างก็ตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ ตามที่ตนจะเห็นว่าเป็นประโยชน์แด่ตนเองเท่านั้น แต่เอาเข้าจริง ๆ สังคมก็ต้องป้องกันและแก้วิกฤติทางการเมืองด้วยสำนึกของความรับผิดชอบร่วมกัน...เพราะแม้จะกำหนดให้มี สภาวิกฤติ ขึ้นมาได้, ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เกิด วิกฤติในวิกฤติ มาซ้ำเติมความบอบช้ำของประเทศชาติอีก เพราะความจริง, หากเราได้ดำเนินตาม เจตนารมณ์ แห่งความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นรูปธรรมจริง ๆ แล้ว, วิกฤตคราวที่แล้วก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น...แต่เมื่อ ศรีธนญชัย ครองเมือง, อะไรที่ควรจะแก้ได้ด้วยสามัญสำนึกก็กลายเป็น ความคับขันอย่างยิ่ง ของสังคม ดังนั้น, ข้อเสนอที่ให้โยนประเด็นเรื่อง คณะบุคคลแก้วิกฤต ในมาตรา ๖๘ นี้ทิ้งไปจึงถูกต้องด้วยเหตุและผลแล้ว, ไม่ว่าเจตนาดั้งเดิมจะประเสริฐอย่างไรก็ตามที |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 16 พฤษภาคม 2551 | ||
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน และร้ายแรง แต่มักจะถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||