พิมพ์หน้านี้
|
วันก่อนเขียนถึงความร้อนแรงของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของจีนโดยเฉพาะที่เซี่ยงไฮ้, ก็มีคำถามว่ามาตรการสกัดกั้นความดุดันของรัฐบาลจีนไม่สามารถระงับยับยั้งความ ซ่า ของเศรษฐกิจ,ก็เกิดอะไรขึ้นต่อไป? ถ้าปักกิ่งสั่งเบรก, แต่เซี่ยงไฮ้ยังวิ่งต่อ, จะเกิดอะไรขึ้น? นี่อาจจะไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นเศรษฐกิจเท่านั้น, แต่ยังหมายถึงความหมายทางด้านการเมืองระหว่างเมืองหลวงกับเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง คนวิเคราะห์หุ้นที่เซี่ยงไฮ้บอกว่ามีความรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ผสมกับความตื่นเต้นเมื่อรัฐบาลกลางประกาศมาตรการเพิ่มดอกเบี้ยและขยายช่วงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนเพื่อดับความร้อนแรงของตลาดหุ้นที่วิ่งขึ้นลูกเดียวมา ๒๒ เดือนติดต่อกันแล้ว เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา, ซึ่งเป็นวันแรกที่มาตรการใหม่เริ่มใช้, ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้แสดงความเกรงใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อ รัฐบาลกลางด้วยการยอมให้ดัชนีหุ้น Shanghai Composite Index อยู่ในแดนลบ...แต่ก็อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น, ก็เด้งกลับมาแสดงความคึกคักอีกครั้งหนึ่ง ตอนปิดตลาดของวันนั้น, ดัชนีหุ้นของเซี่ยงไฮ้ยังแสดงความกร่างด้วยการเพิ่มขึ้นอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ ไปปิดที่ 4072.23 ซึ่งถือว่าเป็นการทำสถิติไปอยู่ที่ระดับที่สูงที่สุดอีกครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา, ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้กระโดดขึ้นไปแล้ว ๕๒ เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะตีความทางการเมืองก็ย่อมจะบอกได้ว่าเซี่ยงไฮ้เป็นกบฏต่ออำนาจรัฐส่วนกลาง, แต่ถ้ามองแค่ด้านเศรษฐกิจ, ก็อาจจะบอกได้ว่านี่คือสัญญาณว่า ยา ดับความร้อนแรงจากรัฐบาลกลางยังไม่ แรง พอที่จะรักษาคนไข้ ที่รัฐบาลกลางต้องห่วงเรื่อง ฟองสบู่แตก ก็เพราะคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อขายหุ้นนั้นล้วนแล้วแต่เป็น ชนชั้นกลาง ที่กลายเป็นที่พึ่งพิงของเศรษฐกิจเช่นการซื้อรถ, บ้านและปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นแกนสำคัญของเศรษฐกิจ ถ้าฟองสบู่เศรษฐกิจแตกเพราะตลาดหุ้นวิ่งขึ้นเร็วและสูงเกินไปโดยไม่มีฐานรองรับ, ก็อาจจะนำไปสู่การแตกสลายของเศรษฐกิจในภาพรวม และนั่นก็อาจจะหมายถึงการทำให้เกิดปัญหาการเมืองและสังคมที่รัฐบาลกลางที่ปักกิ่งหวั่นเกรงที่สุดในยามนี้ เพียงแค่สองปีเท่านั้น, ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้พุ่งพรวดพราดขึ้นไปสี่เท่าตัว และยอดรวมของราคาหุ้นในตลาดทั้งหมดที่เรียกว่า market cap เพิ่มไปถึง ๕ เท่า (ไปอยู่ที่ ๒.๖ ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ) และเมื่อตัวเลข market cap สูงกว่ายอดเงินออมของประชาชนในธนาคารทั้งประเทศจีน, ก็ย่อมหมายความว่ามีอะไรที่ผิดปกติที่จะต้องรีบป้องกันเสียก่อนที่จะเกิดมหันตภัยทางเศรษฐกิจ ปกติแล้ว, ทุกครั้งที่ธนาคารกลางของประเทศไหนประกาศขึ้นดอกเบี้ย, นักลงทุนที่สนใจปัจจัยพื้นฐานก็ย่อมจะต้องรับสัญญาณและจะถอยออกจากตลาดหุ้นก่อน, อย่างน้อยก็ระยะหนึ่งเพื่อประเมินว่าการเอาเงินไปซื้อหุ้นกับฝากธนาคารนั้นอะไรจะทำให้ตัวเองได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่ครั้งนี้, การประกาศขึ้นดอกเบี้ยและมาตรการชะลอตลาดอื่น ๆ ไม่ได้ทำให้นักลงทุนที่เป็นชาวบ้านทั่วไปหยุดคิดเรื่องซื้อหุ้นเลย, ตรงกันข้าม, นักวิเคราะห์หุ้นบอกว่าชนชั้นกลางของจีนที่เล่นหุ้นกลับตีความว่ามาตรการที่ไม่แข็งขันของปักกิ่งนั้นสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองยัง สองจิตสองใจ กับการออกมาตรการเรื่องนี้อยู่ พอรัฐบาลลังเล, เพราะกลัวว่าตลาดหุ้นขึ้นแรงไปแต่ขณะเดียวกันก็กลัวว่าถ้าเบรกแรงไปก็อาจจะทำฟองสบู่แตกกระทันหัน, จิตวิทยาของฝูงชนก็ยังคงผลักไปข้างหน้าเพื่อทดสอบความเด็ดขาดของชนชั้นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลาดหุ้นหรือการเมือง, ไม่ว่าจะเป็นเมืองจีนหรือเมืองไทย, รัฐบาลที่ไม่แข็งขันจะถูกทดสอบเช่นนี้เสมอ (เข้ามาร่วมแสดงความเห็นใน blog ของผมที่ www.oknation.net/blog/black ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง) |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 11 สิงหาคม 2551 | ||
ศึกรัสเซีย VS จอร์เจียจะเผชิญทางออกได้หรือไม่ ? |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||