• สุทธิชัย หยุ่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : yoon@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-22
  • จำนวนเรื่อง : 954
  • จำนวนผู้ชม : 1579626
  • จำนวนผู้โหวต : 5237
  • ส่ง msg :
สุทธิชัย หยุ่น
เวทีแลกเปลี่ยนความเห็นว่าด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเราอย่างเปิดกว้างและรอบด้าน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/black
วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน 2550
เด็กชาติไหนมีความสุขที่สุด?
Posted by สุทธิชัย หยุ่น , ผู้อ่าน : 1831 , 08:27:04 น.   | หมวดหมู่ : ไม้เกาหลัง  
พิมพ์หน้านี้


ทำไมเด็ก “ดัช” จึงมีความสุขที่สุดในยุโรป? และทำไมเด็ก “ไทย” จึงดูเครียดและเต็มไปด้วย
ปัญหา?

คำถามหลังเป็นของผม, ส่วนคำถามแรกนั้นเป็นผลการสำรวจขององค์การ Unicef ซึ่งดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของเด็กทั่วโลก

เขาไปถามไถ่คนทั้ง ๒๑ ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้วพบว่าเด็กของประเทศเนเธอร์แลนด์มีความสุขที่สุด

เขารู้ได้อย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กเขาตั้งเอาดัชนีสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือ “child well-being” ของเด็กเช่นระดับความยากจนโดยเปรียบเทียบ, มาตรฐานการศึกษาและสุขภาพรวมถึงพฤติกรรมทางเพศและความสัมพันธ์กับเพื่อนและพ่อแม่เพื่อมาประเมินดัชนีสำหรับวัดว่าเด็กมีความสุขมากน้อยต่างกันแค่ไหนอย่างไร

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ทำกันอย่างกว้างขวางและต้องแน่ใจว่าได้มาตรฐานสากลเพราะแต่ละประเทศที่เป็นเป้าของการสำรวจครั้งนี้ต่างก็ล้วนมีผู้เชี่ยวชาญด้าน “เด็ก” และ “ความสุข” อย่างมากมายเหมือนกัน

ลงท้ายเขาสรุปว่าเด็กของประเทศเนเธอร์แลนด์หรือ “ดัช” นี่แหละที่มีความสุขที่สุดเพราะสังคมของเขาให้ความสำคัญกับเด็กอย่างจริงจังและต่อเนื่องอย่างที่เขาเรียกว่า “child-centred society”

ซึ่งแปลว่าทุกอย่างที่รัฐบาลและสังคมจะทำนั้นจะต้องตั้งคำถามาขึ้นมาก่อนว่า “เด็กจะได้หรือเสียกับสิ่งที่เราจะทำหรือไม่ทำ?”

(สังคมไทยอ้างว่า “รักเด็ก” แต่เอาเข้าจริง ๆ ในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลและขององค์กรต่าง ๆ นั้น, ผลประโยชน์และความต้องการของผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจมักจะมาก่อนเสมอ...จะมีการพูดถึงการ “รักเด็ก” ก็แต่เฉพาะดาราหนังหรือนางงามที่มีคนเขียนสคริปท์ให้พูดเพื่อให้สื่อมวลชนเอาไปพาดหัวเท่านั้น)

นักวิเคราะห์ด้านสังคมวิทยาบอกว่าสังคมของชาวดัชให้ความสำคัญต่อเด็กด้วยเหตุผลสำคัญสองประการคือ

๑. พ่อแม่ให้เวลาและความสนใจต่อเด็กอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
๒. โรงเรียนไม่สร้างแรงกดดันด้านการศึกษาต่อเด็กเกินความจำเป็น
๓. แม่จะให้เวลากับลูกด้วยการเลี้ยงเองมากกว่าการจ้างคนเลี้ยง...ดังนั้นจะเห็นว่าแม่ลูกอ่อนของสังคมดัชมักจะไม่ทำงาน แต่จะให้เวลากับการเลี้ยงลูกด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป
๔. ครอบครัวดัชมักจะเปิดกว้างและมีการสื่อความหมายกันระหว่างพ่อแม่ลูกอย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ

เมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย...ว่ากันว่า, ครอบครัวดัชที่ให้ความสำคัญกับเด็กนั้นก็มีส่วนทำให้เด็ก ๆ ในบ้านมีสิทธิมีเสียงในความเป็นไปของครอบครัวมากกว่าพ่อแม่ในบางครั้ง

อาจจะไม่ถึงขั้นเหมือนครอบครัวจีน (ตามนโยบายลูกคนเดียว) ที่ลูกกลายเป็น “พระเจ้าองค์เล็ก” ประจำบ้านไปเพราะการตามใจลูกเกินเหตุ, แต่ในครอบครัวของคนเนเธอร์แลนด์นั้นบางครั้งก็เกิดความไม่สมดุลระหว่างพ่อแม่กับลูกเหมือนกัน

นั่นคือเมื่อพ่อแม่ให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกมาก, ลูกก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองคือผู้
กำหนดความเป็นไปในบ้าน และถ้าหากพ่อแม่ไม่ใจแข็งและยึดมั่นในความ “พอเพียง” กับ “พอดี” จริง ๆ ก็อาจจะใจอ่อนและปล่อยให้สถานการณ์เกินเลยไปจนกู่ไม่กลับ

เมื่อเด็กไม่รู้ว่า “ความพอดี” อยู่ตรงไหน, และพ่อแม่ไม่สอนสั่งอบรม “ความพอเพียง” เป็นอย่างไร, โอกาสที่จะเกิดปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้

ปัญหาความสัมพันธ์อย่างนี้เมื่อเกิดในครอบครัวแล้ว, ก็อาจจะลามปามไปถึงข้างนอกบ้านด้วยเพราะเด็กก็จะยึดเอามาตรฐานในครอบครัวนี่แหละออกไปใช้กับคนอื่นในสังคม และนั่นก็จะกลายเป็นปัญหาระหว่างเขากับสังคมต่อไป

เด็กไทยก็มีปัญหาทำนองนี้เช่นกัน...เพราะเมื่อพ่อแม่ “ตามใจเกินเหตุ” ในบ้านหรือไม่ก็ให้ค่านิยมผิด ๆ เรื่องความร่ำรวยและการใช้เส้นสายกับผู้มีอำนาจ, เด็กก็จะยึดถือว่านั่นเป็นค่านิยมที่เหมาะที่ควร (เพราะพ่อแม่ก็ดูจะเอออวยและนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันด้วย), จึงเอาความคิดผิด ๆ อย่างนั้นออกไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองด้วย

สังคมก็จึงมีปัญหาเพราะความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับเด็กในบ้านเกิดปัญหาขึ้นมาก่อน

ในการสำรวจครั้งนี้พบว่าหากไม่มีความสมดุลในครอบครัวเช่นนี้, ก็ไม่แน่ว่า “ความสุข” ของเด็กจะกลายเป็น “ความทุกข์” ของพ่อแม่หรือเปล่า

เพราะเมื่อพ่อแม่พยายามทุ่มเทให้ลูกมาก, และหากลูกเรียกร้องสิทธิของตัวเองมากเกินขอบเขต, ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาสำหรับพ่อแม่ที่ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรหากลูกของตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่รู้ว่าความพอดีอยู่ตรงไหนเหมือนกัน

สภาพสังคมของเนเธอร์แลนด์ค่อนข้างจะเสรีเกี่ยวกับเรื่องยา, เซ็กส์และเหล้า ดังนั้นพ่อแม่จำนวนไม่น้อยต้องคอยประคับประคองความรู้สึกของลูกวัยรุ่นตนเองในเรื่องเหล่านี้

เพราะห้ามเลยก็อาจจะถูกลูกต่อต้าน, แต่ปล่อยเสรีเกินไปก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมของครอบครัวในภายหลัง

สังคมอังกฤษกลับมีความกดดันอีกด้านหนึ่ง เพราะเพื่อนวัยเดียวกันที่เรียกว่า ๅ “peer pressure” ทำให้ต้องทำในสิ่งที่คนวัยเดียวกันทำ, ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ไม่เห็นด้วยก็ตาม

เช่นในรายการ Virgin Diaries ทางโทรทัศน์ MTV ซึ่งสะท้อนว่าเด็กผู้หญิงวัย ๑๖ ถึง ๑๗ จะมีความทุกข์มากหากยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่ เพราะเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกันต่างก็มาคุยอวดกันว่าได้ผ่านผู้ชายมาแล้ว

เป็นค่านิยมของเด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่อังกฤษว่าการมีเซ็กส์ในช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องทันสมัย, ใครไม่ทำกลายเป็นคนเชยที่เพื่อนฝูงตำหนิติฉิน

แต่ที่เนเธอร์แลนด์กลับไม่มีแรงกดดันจากเพื่อนวัยเดียวกันอย่างนั้น...การมีหรือไม่มีเซ็กส์ในวัยรุ่นนั้นไม่ใช่ประเด็นคอขาดบาดตายสำหรับคนรุ่นใหม่ที่นั่น

แต่ที่สำคัญที่สุดคือประเทศเหล่านี้มีระบอบประชาธิปไตยที่ฝังรากอย่างเหนียวแน่น  จึงสามารถ
ใช้เสรีภาพไปพร้อม ๆ กับความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อชีวิตตัวเอง

และเพราะระบอบประชาธิปไตยนี่เองจึงทำให้ระบบการศึกษาของเขาได้มาตรฐานที่ต้องการ...คนหนุ่มคนสาวของเขาจึงสามารถใช้เสรีภาพและการศึกษานั้นมาตัดสินใจเลือกว่าจะดำเนินชีวิตของตนเองอย่างไรจึงจะเหมาะสม...ทั้งสำหรับตัวเอง, สำหรับพ่อแม่และท้ายสุดสำหรับสังคมโดยส่วนรวมอีกด้วย

ท้ายที่สุด, ความสุขของเด็กและพ่อแม่ทุกครอบครัวจึงหนีไม่พ้นคำว่า “ความพอดี” และ “พอเพียง”


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20
แม่น้องฯ วันที่ : 13/06/2007 เวลา : 19.13 น.
http://www.oknation.net/blog/MAENONGDD
เปิดเอนทรี่เก่าๆ นำมาเล่าเขียนใหม่ ^_^

ดิฉันว่าชาวดัชท์เขาอยู่กันแบบ "พอเพียง" ค่ะ แล้วคำว่า พอเพียงนี่แหละ ที่หลายๆ ประเทศไปตีความหมายในแง่ลบ ว่าคนดัชท์ "ขี้เหนียว"

ในสังคมยุโรป สังคมแบบอังกฤษนั้นถูกมองว่า สุดโต่งไปทางหนึ่ง สังคมฝรั่งเศสก็สุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง เยอรมันพยายามจะเลือกแบบกลางๆ เลยกลายเป็นลูกผีลูกคน อยู่ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส
ความคิดเห็นที่ 19
Event~In~Sind วันที่ : 13/06/2007 เวลา : 18.53 น.
http://www.oknation.net/blog/Cassnovaman

สิ่งเหล่านี้ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่ เริ่มรู้จักกับคำว่า พ่อ หรือเเม่เลยล่ะ เด็กเหล่านี้โตขี้นมาจากหลากหลายครอบครัว นั่นย่อมเเสดงให้เห็นว่า การเลี้ยงดูย่อมแตกต่างกันไปด้วย แต่ละครอบครัวในประเทศไทยที่มีฐานะแตกต่างกันและก็เป็นสาเหตูในการเลี้ยงดูเช่นกัน อันนี้ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยในการดำรงชีวิต หรือ เด็กเเต่ละประเทศที่มีความสุข หรืออะไรก็ตามที่เเตกกันนั้น ย่อมมีหลายสาเหตุ เช่น ความรู้ความสามารถในการเลี้ยงดูของพ่อเเม่ การอบรมสั่งสอนของครูอาจารย์ ล้วนขึ้นอยู่กับ ความใส่ใจทั้งสิ้น ถ้ารัฐบาลมีกฎหมายว่า ให้พ่อแม่อบรม สั่งสอนบุตรให้มากว่า หรือวันละ 5 ชม. ผมรับรองว่า ประเทศไทยคงพบกับเด็กที่มีคุณภาพในพื้นฐานของความสุขเป็นเเน่เเท้ CassanovaMan
ความคิดเห็นที่ 18
ilovemom วันที่ : 13/06/2007 เวลา : 15.36 น.
http://www.oknation.net/blog/ilovemom
Twothailand

ที่เด็กดัตช์มีความสุชที่สุดก็น่าจะเพราะ ฮอลแลนด์เป็นประเทศที่ให้อิสระกับประชากร แต่ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีเสมอไป เพราะทำให้เด็กดัตช์ไม่มีวินัย ตรงกันข้ามกับเด็กสิงคโปร์ ก็ต้องเลือกเอาระหว่างความสุขกับคุณภาพ
ความคิดเห็นที่ 17
Hudjung วันที่ : 12/06/2007 เวลา : 12.19 น.
http://www.oknation.net/blog/Hudjung

สังคมไทยเริ่มกลายเป็นปัญหาเรื้อรังไปซะแล้ว เพราะขาดแบบอย่างที่ดี เด็กทำตามกระแสสังคม ไม่มีผู้ใหญ่ให้คำปรึกษา เพราะผู้ใหญ่เห็นประโยชน์ตนเองมากเกิน กฎหมายก็ไม่เด็ดขาด
ความคิดเห็นที่ 16
thetos007 วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 15.48 น.
http://www.oknation.net/blog/thetos007

Agreed with Comment no. 15.....we, Thai people are very lucky having King Bhumipol as our mental center of the country.....
Unfortunately, top people of our country is not qualified to run the country. They only care their own interest..... Very sad krab....
ความคิดเห็นที่ 15
คนใส่แว่น วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 15.00 น.
http://www.oknation.net/blog/chattrg

ครับ
แต่
เด็กไทยโชคดีที่มี
พ่อ แห่งแผ่นดิน ที่ดีที่สุด

แต่
ไอ้คนที่ รับสนองพระบรมราชโองการ
ทำไม่ตรงกับ คำสอนของพ่อครับ
เลย
เป็นส่วนให้ เด็กไทยไร้ความสุข

ความคิดเห็นที่ 14
ราษีไศล วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 11.48 น.
http://www.oknation.net/blog/motorcyrubjang
บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ /www.banduannoi.com/ www.tourthailand.th.gs

มาชวนไปเที่ยวปราสาทหินกันครับ
ความคิดเห็นที่ 13
นายโจอี้ วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 11.21 น.
http://www.oknation.net/blog/mrjoey

ต้องเริ่มต้นที่การศึกษษ และปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้กับสังคม (ทำยากแต่ต้องทำครับ)

ความคิดเห็นที่ 12
คนดูข่าว วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 11.14 น.
http://www.oknation.net/blog/minimart


เรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลของแต่ละประเทศ
รัฐบาลที่สนใจเด็กในชาติอย่างจริงจัง วางรากฐานการศึกษาให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข รวมทั้งพ่อแม่ก็ไม่ได้บูชาวัตถุนิยม จึงสนใจและเอาใจใส่ลูกอย่างดี
ประเทศไทย รู้แต่ไม่ทำอย่างจริงจัง ก็ต้องปล่อยให้เป็นชะตากรรมของพ่อแม่เด็กต่อไปเรื่อยๆ สงสารเด็กไทยจัง
ความคิดเห็นที่ 11
Thaihippy วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 10.01 น.
http://www.oknation.net/blog/Thaihippy

..อ่านแล้วยิ่งห่วง เด็ก และ เยาวชน ไทย มากขึ้นไปอีก
..มันไม่ใข่เฉพาะเรื่องการเลี้ยงดู หรือ ความล้มเหลวของระบบการศึกษา เท่านั้น..แต่ภาพสังคมโดยรวมของประเทศ..ที่ถ้าเทียบกับรถยนต์ ก็เหมือนต้องปะผุ ทั้งคัน..
ตัวอย่างดีๆ ชัดๆ ของสังคมมีน้อยลงทุกวัน..
..คนจำนวนมากมีวิธีคิด และมองสังคมอย่างไร้ระบบคิด
ขาดความเชื่อมโยง..แล้วก็คนขี้โกง เพียบ..
ความคิดเห็นที่ 10
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 09.31 น.
http://www.oknation.net/blog/whitaker

ดัทช์มีชื่อเป็นพ่อค้าไปทั่วโลก และมีเกษตรกรรมดอกไม้รายได้ดี และโคนม สังคมดัทช์มีชาวนาชาวสวนเป็นส่วนใหญ่ การแข่งขันแบบเอาเป็นเอาตายแบบในเอเซียไม่ค่อยนิยม ชีวิตครอบครัวนิ่งมาก ไม่ถูกกระทบจากค่านิยมเพี๊ยนๆเหมือนอังกฤษ หรือประเทศที่มีวัฒนธรรมอ่อนแอ
แต่ข้าวของแพงเป็นบ้า เพราะระบบภาษีและประกันสังคม เขาก็อยู่กันอย่างพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือยแบบเรา
ความคิดเห็นที่ 9
naive วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 09.19 น.
http://www.oknation.net/blog/wickedgirl

เป็นประเทศที่มีความเป็นมายาวนานและก็วางรากฐานไว้ดีน่ะค่ะ ส่วนใหญ่คนดัทช์จะมีความคิดเห็นแบบไม่ตัดสินใครค่อนข้างกลางๆและ โค ตะ ระ ตรงเวลา
ความคิดเห็นที่ 8
zulu วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 09.04 น.
http://www.oknation.net/blog/zulupoo

สังคมไทยได้รับวัตถุนิยมเจริญซึ่งเจริญเติบโตเร็วเกินความคิดความอ่านของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีหน้าที่ให้การศึกษา(ที่ไม่ตำหนิทั้ง ครม.เพราะว่ากระทรวงนี้เกี่ยวข้องโดยตรง)ไม่สามารถให้ความรู้กับการเรียนของเด็กไทยทัน และเมื่อไม่สามารถตามทันทำให้เด็กไทยเรียนรู้ตามแบบที่ได้รับถูกผิดไม่รู้
ความคิดเห็นที่ 7
มอญ วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 08.56 น.
http://www.oknation.net/blog/bordang

ทำไมไม่พูดเกี่ยงกับด้านการศึกษา ว่าโครงสร้างการศึกษาเนเธอร์แลนด์กับไทยต่างกับอย่างไร ปัจจุบันเด็กใจสนใจในเกรดมากกว่าความรู้ที่ได้มา ไม่สนใจว่าจะได้ด้วยวิธีใด ลูกหลานอาจารย์มักได้ทางเลือกที่ดีกว่า
ความคิดเห็นที่ 6
หนอนน้อยนักสืบ วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 08.53 น.
http://www.oknation.net/blog/NuNa

หนูเป็นเด็กไทยที่โชคดี หนูมีความสุข
เพราะหนูมีพ่อคอยบอกเตือนว่าความ
สุขที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใด พ่อสอนว่าถ้า
หนูมีความพอ เพียงแค่นี้หนูก็จะมีความ
สุขที่ยั่งยืน...และ..หนูเชื่อพ่อค่ะ..
ความคิดเห็นที่ 5
โทโมมิ วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 08.52 น.
http://www.oknation.net/blog/tomomi
TOMOMI

เหนื่อยนะคะมีลูกเนี่ย โชคดีเหมือนก้นที่เป็นโสด เพราะแค่เห็นหลานๆ ยังต้องกุมขมับแทนคุณพ่อคุณแม่ขา แล้วตัวคุณพ่อคุณแม่คงเอาทุกส่วนมาพันกันเพื่อให้เกิดความคิดว่าจะเลี้ยงยังไงดีหว่า

เคยไปเนเธอร์แลนด์ค่ะ เมืองเค้าค่อนข้างสงบเงียบ แต่ก็มีแหล่งให้ต้องระวังวัยรุ่นที่จะไปกินเหล้า เที่ยวตามสไตล์ฝรั่งค่ะ
ความคิดเห็นที่ 4
patijjachon วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 08.50 น.
http://www.oknation.net/blog/patijjachon
ปฏิจจชน ... คนที่ยังเป็นหนี้แผ่นดิน

ความพอดี และพอเพียง ... เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ
เป็นคำตอบของทุกสิ่ง นอกเหนือจากเพื่อความสุขของเด็กและพ่อแม่ ...
แต่มันหมายถึง การพัฒนาอย่างยั่งยืนของมวลมนุษยชาติ และแนวทางในการสร้างความสงบ สันติ ของโลกใบนี้ ...
ความคิดเห็นที่ 3
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 08.48 น.
http://www.oknation.net/blog/NARKA

๘สามัคคีครับ0
ฟร์อดย บอกแรกเกิด ครอบครัว ต่อมาโรงเรียน สังคม
ภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรมก็เป็นกระบวนการหล่อหลอม
ทางพุทธเชื่อกฏแห่งกรรม แต่วิทยาศาสตร์บอกกรรมพันธ์
สรุปคือกรรมพันธ์และสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่หล่อหลอมเด็ก ดังนั้นเด็กในยุโรปและไทย ต่างก็มีความสุขไปคนละแบบ ไม่มีมาตรฐานวัดได้
ความคิดเห็นที่ 2
น้ำใส วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 08.42 น.
http://www.oknation.net/blog/chayada

บางทีเรื่องของเศรษฐกิจก็ทำให้เราต้องทำให้ลูกรู้จักความเพียงพอไปโดยปริยายแต่จะพูดหรือกระทำเช่นไรที่จะไม่ให้เขา่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตานั่นคือความยาก
ความใจแข็งของพ่อแม่ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก มากเท่ากับความรู้จักหาวิธีที่แยบยลในการชดเชยหรือทดแทนความรู้สึกขาดตรงนั้น
เราก็คาดหวังว่าระบบการศึกษาและสังคมบ้านเราจะไม่ทำให้งานนี้ยากขึ้นกว่าเดิม

ตัวอย่างเช่น เราสอนเรื่องความซื่อสัตย์ ง่ายๆเรื่องลอกข้อสอบ แต่ลูกกลับไปเจอว่าตนจำต้องปล่อยให้เพื่อนลอก เพราะกลัวเพื่อนไม่ยอมรับ แล้วคุณครูก็ทำไม่รู้ไม่เห็น
และอื่นๆอีกหลายเรื่องที่เราได้รับรู้มา...มันจะตรงข้ามกับที่เราแนะนำและสอนลูกเราไปน่ะค่ะ
เรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นจริงในสังคมบ้านเรา

แล้วการสอบเข้ามหาลัย ก็ยังคงสร้างความเครียดให้เด็กเราอย่างมากมายทีเดียว
ความคิดเห็นที่ 1
นายสิบหมื่น วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 08.41 น.
http://www.oknation.net/blog/namsean
ลูกชาวนา...ลูกอีสาน...

ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลและเรื่องราวดีๆ
เก็บเอาไว้สำหรับสอนลูกในอนาคตอันใกล้นี้ครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

จับชีพจรโลก 24 กรกฎาคม 2551

ฟังผู้นำไทยพูดเรื่องข้อพิพาทกับกัมพูชา และบทสัมภาษณ์ทูตไทยประจำ UN

View All
<< มิถุนายน 2007 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



รายการชีพจรโลก คุณสุทธิชัยสัมภาษณ์ ฑูต 3 ประเทศ ท่านคิดว่า ทูตท่านไหนพูดไทยถูกใจท่านที่สุด?
จีน
2200 คน
สหราชอาณาจักร (อังกฤษ)
178 คน
สหรัฐอเมริกา
492 คน

  โหวต 2870 คน