พิมพ์หน้านี้
|
ทำไมเด็ก ดัช จึงมีความสุขที่สุดในยุโรป? และทำไมเด็ก ไทย จึงดูเครียดและเต็มไปด้วย คำถามหลังเป็นของผม, ส่วนคำถามแรกนั้นเป็นผลการสำรวจขององค์การ Unicef ซึ่งดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของเด็กทั่วโลก
เขาไปถามไถ่คนทั้ง ๒๑ ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้วพบว่าเด็กของประเทศเนเธอร์แลนด์มีความสุขที่สุด เขารู้ได้อย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กเขาตั้งเอาดัชนีสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือ child well-being ของเด็กเช่นระดับความยากจนโดยเปรียบเทียบ, มาตรฐานการศึกษาและสุขภาพรวมถึงพฤติกรรมทางเพศและความสัมพันธ์กับเพื่อนและพ่อแม่เพื่อมาประเมินดัชนีสำหรับวัดว่าเด็กมีความสุขมากน้อยต่างกันแค่ไหนอย่างไร การศึกษาวิจัยครั้งนี้ทำกันอย่างกว้างขวางและต้องแน่ใจว่าได้มาตรฐานสากลเพราะแต่ละประเทศที่เป็นเป้าของการสำรวจครั้งนี้ต่างก็ล้วนมีผู้เชี่ยวชาญด้าน เด็ก และ ความสุข อย่างมากมายเหมือนกัน ลงท้ายเขาสรุปว่าเด็กของประเทศเนเธอร์แลนด์หรือ ดัช นี่แหละที่มีความสุขที่สุดเพราะสังคมของเขาให้ความสำคัญกับเด็กอย่างจริงจังและต่อเนื่องอย่างที่เขาเรียกว่า child-centred society ซึ่งแปลว่าทุกอย่างที่รัฐบาลและสังคมจะทำนั้นจะต้องตั้งคำถามาขึ้นมาก่อนว่า เด็กจะได้หรือเสียกับสิ่งที่เราจะทำหรือไม่ทำ? (สังคมไทยอ้างว่า รักเด็ก แต่เอาเข้าจริง ๆ ในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลและขององค์กรต่าง ๆ นั้น, ผลประโยชน์และความต้องการของผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจมักจะมาก่อนเสมอ...จะมีการพูดถึงการ รักเด็ก ก็แต่เฉพาะดาราหนังหรือนางงามที่มีคนเขียนสคริปท์ให้พูดเพื่อให้สื่อมวลชนเอาไปพาดหัวเท่านั้น) นักวิเคราะห์ด้านสังคมวิทยาบอกว่าสังคมของชาวดัชให้ความสำคัญต่อเด็กด้วยเหตุผลสำคัญสองประการคือ ๑. พ่อแม่ให้เวลาและความสนใจต่อเด็กอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย...ว่ากันว่า, ครอบครัวดัชที่ให้ความสำคัญกับเด็กนั้นก็มีส่วนทำให้เด็ก ๆ ในบ้านมีสิทธิมีเสียงในความเป็นไปของครอบครัวมากกว่าพ่อแม่ในบางครั้ง อาจจะไม่ถึงขั้นเหมือนครอบครัวจีน (ตามนโยบายลูกคนเดียว) ที่ลูกกลายเป็น พระเจ้าองค์เล็ก ประจำบ้านไปเพราะการตามใจลูกเกินเหตุ, แต่ในครอบครัวของคนเนเธอร์แลนด์นั้นบางครั้งก็เกิดความไม่สมดุลระหว่างพ่อแม่กับลูกเหมือนกัน นั่นคือเมื่อพ่อแม่ให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกมาก, ลูกก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองคือผู้ เมื่อเด็กไม่รู้ว่า ความพอดี อยู่ตรงไหน, และพ่อแม่ไม่สอนสั่งอบรม ความพอเพียง เป็นอย่างไร, โอกาสที่จะเกิดปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้ ปัญหาความสัมพันธ์อย่างนี้เมื่อเกิดในครอบครัวแล้ว, ก็อาจจะลามปามไปถึงข้างนอกบ้านด้วยเพราะเด็กก็จะยึดเอามาตรฐานในครอบครัวนี่แหละออกไปใช้กับคนอื่นในสังคม และนั่นก็จะกลายเป็นปัญหาระหว่างเขากับสังคมต่อไป เด็กไทยก็มีปัญหาทำนองนี้เช่นกัน...เพราะเมื่อพ่อแม่ ตามใจเกินเหตุ ในบ้านหรือไม่ก็ให้ค่านิยมผิด ๆ เรื่องความร่ำรวยและการใช้เส้นสายกับผู้มีอำนาจ, เด็กก็จะยึดถือว่านั่นเป็นค่านิยมที่เหมาะที่ควร (เพราะพ่อแม่ก็ดูจะเอออวยและนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันด้วย), จึงเอาความคิดผิด ๆ อย่างนั้นออกไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองด้วย สังคมก็จึงมีปัญหาเพราะความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับเด็กในบ้านเกิดปัญหาขึ้นมาก่อน ในการสำรวจครั้งนี้พบว่าหากไม่มีความสมดุลในครอบครัวเช่นนี้, ก็ไม่แน่ว่า ความสุข ของเด็กจะกลายเป็น ความทุกข์ ของพ่อแม่หรือเปล่า เพราะเมื่อพ่อแม่พยายามทุ่มเทให้ลูกมาก, และหากลูกเรียกร้องสิทธิของตัวเองมากเกินขอบเขต, ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาสำหรับพ่อแม่ที่ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรหากลูกของตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่รู้ว่าความพอดีอยู่ตรงไหนเหมือนกัน สภาพสังคมของเนเธอร์แลนด์ค่อนข้างจะเสรีเกี่ยวกับเรื่องยา, เซ็กส์และเหล้า ดังนั้นพ่อแม่จำนวนไม่น้อยต้องคอยประคับประคองความรู้สึกของลูกวัยรุ่นตนเองในเรื่องเหล่านี้ เพราะห้ามเลยก็อาจจะถูกลูกต่อต้าน, แต่ปล่อยเสรีเกินไปก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมของครอบครัวในภายหลัง สังคมอังกฤษกลับมีความกดดันอีกด้านหนึ่ง เพราะเพื่อนวัยเดียวกันที่เรียกว่า ๅ peer pressure ทำให้ต้องทำในสิ่งที่คนวัยเดียวกันทำ, ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ไม่เห็นด้วยก็ตาม เช่นในรายการ Virgin Diaries ทางโทรทัศน์ MTV ซึ่งสะท้อนว่าเด็กผู้หญิงวัย ๑๖ ถึง ๑๗ จะมีความทุกข์มากหากยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่ เพราะเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกันต่างก็มาคุยอวดกันว่าได้ผ่านผู้ชายมาแล้ว เป็นค่านิยมของเด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่อังกฤษว่าการมีเซ็กส์ในช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องทันสมัย, ใครไม่ทำกลายเป็นคนเชยที่เพื่อนฝูงตำหนิติฉิน แต่ที่เนเธอร์แลนด์กลับไม่มีแรงกดดันจากเพื่อนวัยเดียวกันอย่างนั้น...การมีหรือไม่มีเซ็กส์ในวัยรุ่นนั้นไม่ใช่ประเด็นคอขาดบาดตายสำหรับคนรุ่นใหม่ที่นั่น แต่ที่สำคัญที่สุดคือประเทศเหล่านี้มีระบอบประชาธิปไตยที่ฝังรากอย่างเหนียวแน่น จึงสามารถ และเพราะระบอบประชาธิปไตยนี่เองจึงทำให้ระบบการศึกษาของเขาได้มาตรฐานที่ต้องการ...คนหนุ่มคนสาวของเขาจึงสามารถใช้เสรีภาพและการศึกษานั้นมาตัดสินใจเลือกว่าจะดำเนินชีวิตของตนเองอย่างไรจึงจะเหมาะสม...ทั้งสำหรับตัวเอง, สำหรับพ่อแม่และท้ายสุดสำหรับสังคมโดยส่วนรวมอีกด้วย ท้ายที่สุด, ความสุขของเด็กและพ่อแม่ทุกครอบครัวจึงหนีไม่พ้นคำว่า ความพอดี และ พอเพียง |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 24 กรกฎาคม 2551 | ||
ฟังผู้นำไทยพูดเรื่องข้อพิพาทกับกัมพูชา และบทสัมภาษณ์ทูตไทยประจำ UN |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |