พิมพ์หน้านี้
|
นี่ไม่ใช่คำชักชวนให้เกิดขบวนการ ขบถผู้เฒ่า ขึ้นมาในแผ่นดินในยุคของ ขิงแก่ นะครับ(คิดอีกที, ผมว่าก็ไม่เลวที่จะให้คนรุ่น babyboomer อย่างพวกผมที่จะประกาศตัวเป็นรุ่นหนุ่มสาวยุคใหม่ เพื่อให้ผู้อยู่ในวัย ๗๐ ขึ้นไปเป็น วัยกลางคน ให้รู้ดำรู้แดงสักที) แต่ผมกำลังจะรายงานให้ฟังว่าถ้าคนอายุมากขึ้นแล้วเกิดปลีกตัวออกจากเพื่อนฝูง หรือกลายเป็นคนแก่ขี้เหงา ละก้อ, สงสัยว่าโรคภัยไข้เจ็บหลายอย่างจะมาถามหากันจ้าละหวั่นเป็นแม่นมั่น โดยเฉพาะโรคขี้หลงขี้ลืม...นั่นขนาดเบา, ไปจนถึงอย่างแรงที่เรียกว่า โรคอัลไซมเมอร์ส (Alzheimers) ซึ่งน่ากลัวนักหนา โรคนี้แปลเป็นภาษาไทยเหมือนแค่เป็นคนแก่ขี้หลงหรือขี้ลืม (ใช่, รวมถึงการลืมเรื่องหนักเรื่องเบาด้วย) แต่ความจริง, อาการป่วยของคนเป็นอัลไซมเมอร์สนั้นร้ายแรงกว่านั้นมากมายหลายเท่านัก...เพราะอาจจะมองเห็นภาพหลอน, อาจจะคิดว่ามีคนคิดจะทำร้ายตัวเองตลอดเวลา, และบางครั้งก็ออกจากบ้านไปคนเดียวโดยไม่รู้ว่าจะกลับบ้านมาอย่างไร สรุปว่าไม่ใช่โรคที่น่าอภิรมย์หรือน่ารักอะไรทั้งสิ้น แต่ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า ความเหงา กับ การปลีกวิเวกนั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง การอยู่คนเดียวไม่จำเป็นต้องหมายถึงความเหงา ขณะเดียวกันการอยู่กับคนมาก ๆก็ไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและเดียวดาย เคยได้ยินคำว่า โดดเดี่ยวท่ามกลางฝูงชน (lonely in the crowd) ใช่ไหม? นั่นแหละ, อาการของคนที่มีความเหงาทั้ง ๆ ที่อยู่กับผู้คนมากมาย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเหงาหงอยหรือไม่นั้นไม่ได้อยู่ที่จำนวนคน...หากแต่อยู่ที่คุณภาพของความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ฝรั่งเขาใช้คำว่า social isolation หรือ โดดเดี่ยวทางสังคม เพื่อให้แยกออกจากคำว่า loneliness หรือ หงอยเหงา เพื่อจะได้สามารถวิเคราะห์ทั้งอาการ, สาเหตุและทางแก้ไขสำหรับมนุษย์ และสองอย่างนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งเดียวกัน นิตยสารรายเดือนที่วิเคราะห์เรื่องจิตวิทยาอย่างลุ่มลึกที่ชื่อ Archives of General Psychiatry เมื่อเร็ว ๆ นี้บอกว่าความเหงาทำให้คนอายุมากมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์สมากขึ้น และเขาก็อธิบายชัดเจนว่า ความโดดเดี่ยวทางสังคม กับ ความเหงาหงอย นั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องไปด้วยกัน Social isolation can occur without loneliness, and loneliness can occur even when one has many social contacts พูดแบบชาวบ้านก็ต้องบอกว่าการอยู่คนเดียวไม่จำเป็นต้องรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ขณะเดียวแม้ว่าจะมีการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนในสังคมมากมายก็ไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว มันอยู่ที่ใจและความรู้สึก, ไม่ได้อยู่ที่การได้สัมผัสหรือพบปะกันทางสังคมแต่ประการใดทั้งสิ้น แต่ขณะเดียวกัน, คนมีอายุมากมักจะเอาตัวเองออกจากสังคมด้วยเหตุผลของแต่ละคนที่แตกต่างกัน การเอาตัวเองออกจากสังคมหรือถูกคนอื่นกันออกจากสังคม (จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)อาจจะนำไปสู่ความหงอยเหงาได้เช่นกัน พูดภาษาชาวบ้านอีกแบบหนึ่งก็คือสองอย่างนี้อาจจะไม่ เกี่ยว กันแต่ก็อาจจะ ดองกันได้อีกนั่นแหละ จึงไม่ควรประมาทเป็นอันขาด การวิจัยของมหาวิทยาลัย Rush University Medical Center ที่เมืองชิคาโกเอาชีวิตจริงของคนสูงวัย ๘๒๓ คนมาประเมินระดับของ ความเหงา กับโอกาสการเป็นโรคอัลไซมเมอร์ส ผลการศึกษาหลายปีติดต่อกันพบว่าคนที่ยอมรับว่าตัวเอง เหงาที่สุด มีอาการของความน่าจะเป็นโรคนี้มากกว่าคนที่บอกว่าตัวเอง เหงาน้อยที่สุด (ตามเกณฑ์ประมาณจาก ๑ ถึง ๕) สูงกว่าถึงสองเท่า โดยไม่เกี่ยวกับการที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่นมากหรือถูกแยกอยู่คนเดียวก็ตาม คณะวิจัยไม่เพียงแต่ทำการติดตามศึกษาในช่วงที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่เพื่อให้เจาะลึกเข้าไปถึงกึ๋นของประเด็นนี้จริง ๆ, เขาก็ทำการ ชัณสูตรพลิกศพ หรือ post-mortemทั้งหมด ๙๐ คนที่เสียชีวิตในช่วงที่กำลังวิจัยอยู่เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสภาพร่างกายกับจิตใจ น่าแปลกที่ว่าการตรวจสภาพร่างกายหลังเสียชีวิตของคนที่บอกว่าตัวเอง เหงามาก ๆ กับคนที่บอกว่าไม่เหงาเท่าไหร่นั้น, ระดับความเสียหายในสมองกันเกี่ยวกับโรคอับไซมเมอร์สนั้นไม่แตกต่างกัน สำหรับผมแล้ว, อย่างนี้แปลว่า ความรู้สึก กับ สภาพร่างกาย ไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ ความรู้สึก นั้นเองที่ทำให้คุณป่วยไข้ได้มากกว่าความเสื่อมทรุดทางร่างกายของคุณ ความเหงาไม่ได้อยู่ที่คุณอยู่คนเดียวหรือหลายคน หากแต่อยู่ที่ว่าคุณมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างมีคุณค่าเพียงใด ฉะนั้น, ที่ผมเชียร์ให้คนสูงวัยต้อง คึก นั้นย่อมไม่ได้หมายถึงการส่งเสริมให้ออกไปเต้นแร้งเต้นกาให้เหนื่อยแรงเปล่า ๆ หากแต่หมายความว่าอย่าได้หยุดคิดว่าจะทำอะไรให้คนอื่นในสังคมของเรามีความสุข เรื่องราวรอบ ๆ ตัวเราเองนั้น, หากมีความสำคัญต่อเพื่อนร่วมชาติก็จงช่วยกันวิเคราะห์, วิจารณ์, และวิพากษ์เถอะ และอย่าลืมวิสาสะอย่างเป็นกันเองกันคนรอบข้างด้วยนะครับ |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 24 เมษายน 2551 | ||
โลกเตือนใกล้หมดยุคเสื้อผ้าราคาถูก หลังหมดยุคอาหารถูกไปแล้ว |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||